Sunday, December 20, 2009

Jacky in memory


บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง น้องสาวนาม “สตอเบอรี่” โทรมาขัดจังหวะการนอนกลางวันเพื่อถามว่า
พี่เก่ง..หมาอายุ 14 วันอาบน้ำได้รึเปล่า ในอาการมึนๆ ขี้ตามกูถามกลับไปว่า...หมาใคร?


สามเดือนก่อนหน้า ซื้มขวัญ คุณแม่ของน้องสตอเบอรี่นำความมาปรึกษาว่าอยากเลี้ยงหมาสักตัว โดยมีอิคคิวลูกชายเป็นตัวตั้งตัวตีรับปากว่าจะดูแล และเอาใจใส่น้องหมาเป็นอย่างดี หมีใหญ่ก็ให้ความเห็นไปสั้นๆว่า อย่าเลี้ยงถ้าไม่มีเวลาให้หมาจริงๆ และยังคงยืนยันคำเดิมมาตลอด ไม่ว่าซิ้มขวัญจะมาถามอีกสักกี่ครั้ง เหมือนประหนึ่งต้องการคำอนุมัติเห็นชอบจากผู้เชียวชาญด้านสุนัข…


และถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการอนุมัติ เค้าก็ยังหามาเลี้ยงจนได้ แถมไม่ใช่หมาธรรมดา เป็นสุนัข(..สุนัข..?) พันบางแก้วแท้ พ่อแม่เคยผ่านเวทีการประกวด สนนราคาค่าตัวเคยมีถึง 5000 แต่ด้วยเศรษฐกิจตกต่ำอย่างนี้ เจ้าของสุนัขผู้ซึ่งเป็นลูกค้าอันแสนซื่อสัตย์ของร้านอาหารเราจึงบอกว่า....ให้ฟรี


และดูเหมือนคำค้านในการเลี้ยงหมาของหมีใหญ่จะมีผลอย่างยิ่ง เพราะการดำเนินการรับหมามาอุปการะในครั้งนี้นั้นเป็นไปอย่างเงียบเชียบผิดปรกติ...

จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์ในบ่ายวันนั้นดังขึ้น
พี่เก่ง..ตกลงหมาอายุ 14 วัน อาบน้ำได้รึเปล่า?
หมาใคร?...กรูยังคงถามคำเดิม
แม่รับมาเลี้ยง ลูกค้าให้มา...
เดี๋ยวพี่ไปหาที่บ้าน...
.....15 นาทีหลังจากนั้น หมีใหญ่ก็ถึงบ้านซิ้มขวัญ เร็วจนน้องสตอเบอรี่ถากถางว่า พี่เก่งนี่ว่างงานจัง..-*-

หมีปากร้ายอย่างกรูเมินคำค่อนขอดของน้องสาว ปากถามหาหมาน้อย และพบมันซุกตัวอยู่ท่ามกลางกระสอบข้าวสาร ข้างตัวมีชามข้าวสองชาม ชามแรกใส่นม ชามที่สองใส่อาหารหมา ในขณะที่มืออุ้มหมาปากก็ถามว่า เอานมอะไรให้หมากิน?
ซิ้มขวัญว่า.... นมเป๋าฮื๊อไง(หลานกรู) อายุพอๆกัน นมเด็กมีโอเมก้า 3 ด้วยนะ
กรูถอนใจด้วยความกลุ้มใจแล้วบอกว่า หมามันจะเอาโอเมก้า 3 ไปทำไรหะ..(เสียงสูง) ไปซื้อนมหมาเด็กมาเลยไป๊...
หลังจากนั้นสองชั่วโมงกรูก็กลับบ้าน มีหมาน้อยอยู่ในตะกร้า พร้อมคำสัญญิงสัญญาว่าจะอนุบาลหมาน้อยจนกว่าจะหย่านม

เย็นวันนั้น ตำนานรักหลายเศร้าของเราจึงเริ่มต้นขึ้น โดยมีจูดี้และหมาน้อยเป็นจุดศูนย์กลางของพายุ

หมาน้อยซึ่งถูกตั้งชื่อในภายหลังว่าแจ๊ค หรือแจ๊คกี้ มีลักษณะและหน้าตาเป็นบางแก้วแท้ ไม่ว่าจะเป็นสี หรือหน้าตา รวมไปถึงนิสัยส่วนตัวที่ทะนงองอาจจนจ๊ะเอ๋บอกว่า.... สายพันแท้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ส่วนจูดี้นั้นเป็นหมาพันทางที่อาจจะไม่ทำให้ใครๆ หลงรักในแรกพบ แต่ด้วยนิสัยที่ว่านอนสอนง่าย บวกกับขนตางอนเช้ง เวลาที่จูดี้งอน โกรธ เซ็ง หรือทำท่าประจบใดใด ก็ทำให้ดูน่ารักได้ไม่ยาก

แต่กับแจ๊คนั้นมันแตกต่าง......หมาเด็กตัวอ้วนกลม ขนปุย หน้าตาน่ารัก(หน้าตาดีเป็นทุน) จึงแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย แค่วิ่งกระดิกหางน้อยๆมาหา ก็ทำให้เราหลงรักหัวปักหัวปำ ทั้งๆที่ปากก็บอกว่าจะรักจูดี้เพียงตัวเดียว
ในความเป็นจริง การดูแลหมาเด็กไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว ยิ่งกับคนบ้าหมาคงไม่ต้องพูดถึง วันทั้งวันกรูจึงเฝ้าคลุกคลีอยู่กับแจ๊คจนไม่เป็นอันทำงาน ดูแลประหนึ่งลูกอ่อน ชงนมให้กินทุกชั่วโมง ผสมอาหารเม็ดนิ่มๆ เช็ดอึ เช็ดฉี่ หาหมัด นอนมองตอนมันหลับ ถ่ายรูปตอนมันน่ารัก....ออกอาการบ้าจนจูดี้ถอนหายใจ

แต่ด้วยคำปฎิญาณว่าจะรักจูดี้เพียงตัวเดียว เราจึงเอาใจใส่จูดี้ด้วยการกั้นห้องออกเป็นสองส่วนเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของจูดี้

ส่วนแรกติดแอร์เป็นของจูดี้ ส่วนที่สองติดระเบียงหลังบ้านเป็นของแจ๊คกี้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วกรูใช้ชีวิตอยู่ในส่วนที่สองมากกว่า......

หนึ่งวันผ่านไป สองวันผ่านไป สามวันที่ผ่านไป....ยิ่งแจ๊คฉลาดมากขึ้นเท่าไหร่ เรียนรู้ที่จะประจบคนมากขึ้นเท่าไหร่ ดูเหมือนว่าเสียงถอนหายใจและเสียงขู่ของจูดี้จะดังมากขึ้นเท่านั้น
แต่ความรักความหลงมันทำให้เรามองข้ามอะไรไปได้หลายอย่าง ในช่วงเวลาที่เรากอดแจ๊คไว้นั้น
ตาขวางๆ และอารมณ์ฉุนเฉียวของจูดี้ดูจะเป็นเรื่องตลกขำขันประจำครอบครัว

เราลืมไปว่าหัวใจดวงน้อยๆของจูดี้คงถูกบีบรัดไม่น้อยไปกว่าแรงกอดของเราที่มีให้แจ๊ค

เราควรจะรู้ตัวว่าสมาชิกใหม่ในบ้าน ไม่ควรจะทำให้สมาชิกเก่าถูกละเลย

และดวงตาของหมีบ้าก็ถูกเปิดให้สว่างด้วยเสียงคำรามของจูดี้ในคืนหนึ่ง ค่ำคืนอันแสนเหน็ดเหนื่อยจากการขับรถทางไกลทำให้กรูหลับสนิท เสียงขู่ของจูดี้จึงเป็นเพียงเสียงกล่อมเบาๆ ตอนนั้นกรูไม่รู้เลยว่า เจ้าแจ๊คตัวดีได้ทำลายป้อมปราการข้ามเขตแดนมาฝั่งติดแอร์ และยึดที่นอนจูดี้เรียบร้อย ภาพที่เห็นตอนลืมตาคือจูดี้นอนอยู่บนพื้นกระดาน สายตามองไปยังไอ้แจ๊คอย่างอาฆาตแค้นที่มันมานอนหลับสบายอยู่บนเบาะของตัวเอง

วินาทีที่กรูเห็นภาพนี้ กรูรู้เลยว่าถึงเวลาต้องนำแจ๊คไปคืนเจ้าของที่แท้จริงแล้ว......

มันอาจเป็นเรื่องตลกในตอนนี้ ตอนที่เวลามันผ่านไปแล้ว แต่หลังจากที่คืนแจ๊คไปแล้วกรูกับจูดี้ยังคงใช้เวลากันอีกหลายวันกว่าทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปรกติ จูดี้ยังคงมีอารมณ์ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด เก็บตัวเล็กน้อยรอกรูไปงอนง้อ
ส่วนกรูผู้ต้องทำใจกับการจากไปของแจ๊ค และต้องตามง้อจูดี้ก็รู้สึกแปลกๆ
แปลกใจที่ตัวเองรักแจ๊คมากกว่าที่ตัวเองคิด แปลกใจที่รู้สึกว่ากอดจูดี้แล้วยังไม่พอ ใจมันยังคงคิดถึงหมาตัวเล็ก ขนฟูนุ่ม มีกลิ่นนม.....

โอ.....ความรักในใจคนช่างเปลี่ยนแปลงง่ายดายเพียงนี้


Monday, December 07, 2009

สังขละบุรี 4ธันวา ปลาแรด และภาพในใจ

เทศกาลการท่องเที่ยวท่ามกลางฤดูหนาวเริ่มต้นขึ้น เพราะอากาศดี เพราะวันหยุดมาก เพราะอยากไป เพราะอะไรก็ตามแต่ สุดท้ายแล้วปีนี้เสียงเรียกร้องของหมีตัวหนึ่งก็มีคนตอบรับ ในที่สุดก็ได้กลับคืนป่า ณ.สังขละบุรี
ก่อนออกเดินทางได้มีโอกาสคุยกับเดียผู้ซึ่งกำลังจะเดินทางไปบาหลี เดียบอกว่าค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายไปในระหว่างการท่องเที่ยวถือเป็นค่า..เสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต...ณ.ตอนนี้พี่ขอเพิ่มอีกอย่างคือ มันเป็นการจ่ายค่า...เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้จิตใจในระดับนึง

ขอบคุณเชอรี่ ผู้ที่พยายามหาที่เที่ยวและรู้ว่าพวกเราควรจะไปไหน และสรรหาที่พักที่มีวิวสวยที่สุด
ขอบคุณนุ่น ผู้ที่ไม่เคยบ่นไม่ว่าหมีบ้าตัวนี้จะกระทำย่ำยีรถคันใหม่มันขนาดไหน
ขอบคุณทั้งสองคนสำหรับความตื่นเต้นประหลาดใจ ในคืนวันที่สาม ย่างเข้าวันที่สี่ กับเค้กก้อนเล็กๆ เสียงร้องเพลงอวยพรวันเกิด และอ้อมกอดที่อบอุ่น
ขอบคุณสำหรับการดูแลเอาใจใส่ตลอดการเดินทาง กูรู้ว่ามึงแคร์กูเสมอ.....(แม้ว่าจะขี้ลืมระดับชาติก็ตาม)



ณ.ชื่นใจเฮาส์ ตอนกลางคืน ภาพนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้านุ่นไม่เมาแล้วบังคับให้กรูถ่ายให้สำเร็จ



ยามเช้า ณ.ชื่นใจเฮาส์


ณ.มุมโปรดในชื่นใจเฮาส์ ไม่ว่ายามกลางคืน หรือกลางวัน


สองสาวผู้โต้เถียงกันตลอดเวลา ในขณะที่พายเรือเป็นวงกลม

ความแรงของสายน้ำ ณ.ห้วยซองกาเลีย


ถ่ายรูปแบบขี้เกียจๆ ในรถ ระหว่างทางไปชายแดนพม่า


เจดีย์พุทธคยา มองภาพนี้ทีไร นึกถึงหนังเรื่อง ID4 ทุกที



วัดวังวิเวกการามเก่า ที่ณ.ตอนนี้จมน้ำ เห็นแต่กำแพงโบสถ์โผล่ขึ้นมา

ที่เห็นแต่ยอดนี่คือ หอระฆังเก่าของวัดวังวิเวกการาม


หมารู มันโผล่หน้าอยู่อย่างนี้ตลอดเวลาที่เราไปพักอยู่แถวนั้น มันคิดอะไรอยู่น๊า..อยากรู้จัง



หมอกยามเช้าแถวสะพานมอญ
สะพานมอญที่เก่ามากจนเจียนพัง
เรา...สามคน ณ.เวลาที่สุขสงบที่สุด ไม่ทะเลาะ ไม่เมา ไม่ตบตีกัน ไม่.......


เดินตามเชอรี่ต้อยๆ กลัวมันหาย


พระอาทิตย์ตกดินหน้าห้องพัก สวยจับใจ จนอยากย้ายมาอยู่แถวนั้น

เขื่อนเขาแหลม..ไม่มีอะไรขาย ไม่มีคน มีแต่ลิงกับสันเชื่อน


เพื่อนสาวสองคนในยามที่ดูรักกัน

Wednesday, November 25, 2009

หมีแก่พึมพำ

ถ้าโดโรธีในพ่อมดออซเคาะส้นเท้าสามทีแล้วได้กลับบ้าน
วันนั้นที่โรงหนังกูคงได้กลับบ้านไปหลายรอบ
เพราะหลังจากดูหนัง new moon ภาคต่อของ Vampire Twilight จบ
กูเคาะ(อันที่จริงคือกระทืบ)ส้นตรีนไปสิบกว่ารอบแล้วก็ร้องว่า เจ๊ง.เจ๊ง.เจ๊ง
คือว่าถ้าไม่ใช่แฟนหนังสือคงไม่มาดู
และถึงเป็นแฟนหนังสือกูก็ต้องขอบอกกันปากต่อปากว่า

....หนังแม่งห่วยแตก

คนที่เป็นแฟนเอ็ดเวิร์ดผู้รูปหล่อในภาคแรก
ก็จะพบในภาคนี้ว่าหนุ่มแวมไพร์ผู้ไม่แก่เฒ่าเริ่มหย่อนยาน แสนจะแห้งเหี่ยวเมื่อเทียบกับเจคอบหมาป่าหนุ่มกล้ามใหญ่ล่ำบึ้กที่กำลังเจริญเติบโต (ทำให้นึกถึงคำเพื่อนว่า กว่าหนังจะจบหมดทุกภาคเอ็ดเวิร์ดหนังเหี่ยวหมดพอดี)

แต่...นั่นก็ไม่ใช่ประเด็น

ทำไมคนทำหนังถึงต้องเขียนบทภาพยนตร์ใหม่แทนที่จะใช้บทพูดในหนังสือที่มีอยู่แล้ว นั่นก็เพราะหนังมีเวลาแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่ง ส่วนหนังสือมีเวลาชั่วกัปชั่วกัลป์ไง..
แต่ในโรงหนังกูพบเจอเบลล่าและเอ็ดเวิร์ด พร่ำพรรณนาคำรักกันเหมือนในหนังสือ ยาวเหยียดยืดยาด และในขณะที่คนดูยังไม่ทันซึ้งแม่งก็ตัดภาพ..ฉึบ!! ไปซีนอื่น คือว่าถ้ากรูไม่เคยอ่านหนังสือนะกรูจะไม่เชื่อเลยว่าไอ้สองคนนี่มันรักกัน บทภาพยนตร์ที่เค้าว่ากันว่าต้องเอาอยู่ภายในสามคำห้าคำมันหายไปไหนหมดในหนังเรื่องนี้วะ

อืม..ม จะโดนคนเขียนบทตบเอามั๊ยเนี่ย
.........................................................ไปเรื่องอื่นกันดีกว่า

เคยมั๊ย..ที่รู้สึกถูกอกถูกใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอันมาก
มากจนจำมันได้ในครั้งเดียว มากจนบางเราเผลอคิดถึงมันบ่อยๆ
ผ่านมาหลายเดือนแล้วที่กรูพบเจอหนังสือเล่มหนึ่งใน 7-11

“โนบีตะ ชัยชนะของคนไม่เอาถ่าน”

โหย...ไม่รู้เป็นไงชื่อหนังสือโดนมากกกกก หยิบขึ้นมาลูบๆคลำๆ
จึงรู้ว่ามันเป็นหนังสือ How to หรือเกี่ยวกับจิตวิทยาอะไรสักอย่าง
ที่ใช้ตัวละครในการ์ตูนเรื่องโดเรมอนเป็นบรรทัดฐานในการวิเคราะห์

....แต่ไม่ซื้อหรอก ก็กรูชอบแต่ชื่ออ่ะ
แล้วก็ไม่รู้เป็นไง ชื่อนั้นยังคงตามหลอกหลอนกรูอยู่เรื่อยมาทุกครั้งครา
ที่ต้องประสบพบเจอชะตากรรมอันน่าสงสารเช่นเดียวกันกับโนบีตะ
เพื่อนแกล้ง ชิซุกะจังไม่รัก สอบตก อ่อนแอ แม่ไม่รัก ขาดความมั่นใจ

“โนบีตะ ชัยชนะของคนไม่เอาถ่าน” ...ท่องไว้ในใจเหมือนท่องมนต์
แล้วก็ไม่รู้เป็นไง..ช่วงนี้ท่องบ่อยเลยกรู...
เฮ้อ..

Friday, October 16, 2009

ณ.หอศิลป์กรุงเทพ



เกิดอาการใจสั่น เต้นไม่เป็นจังหวะ รัวและแรง........
แต่มันไม่ใช่เรื่องของเธอและฉัน หรืออะไรที่มันน่าจะโรแมนติค
มันกลายเป็นเรื่องของหมีแก่กับโรคกลัวความสูง..หึ

ณ.จุดเกิดเหตุ เป็นชั้นห้าหรือหกก็ไม่รู้แล้ว
ตอนนั้นหน้ามืดตาลายอายความสูงอยู่
ณ.หอศิลป์กรุงเทพ สถานที่ที่พักหลังนี้ไปบ่อยมาก
มากจนน่าจะเกิดคำครหา ว่าไปหอศิลป์ทั้งที
แต่ทำไมมรึงถึงไม่เคยยลงานศิลปะสักชิ้น
..นอกจากไปนั่งจิบชาร้อนและบ่นพึมพำ

วันนั้นเป็นโอกาสเหมาะ หมีแก่ถึงที่นัดหมายก่อนเวลา
หมีบ้ายังไม่มาเปิดร้านชา....
หมีแก่จึงเดินเอามือไขว้หลัง ทำท่าทรงภูมิ
เริ่มเดินวนขวาตั้งแต่ชั้นสอง
.....ดูงานศิลปะ
และที่ต้องเดินวน เพราะลักษณะอาคารของหอศิลป์นั้นภายในเหมือนเป็นวงกลม
มีกำแพงทึบครึ่งวงกลมหันหากันประมาณ 45 องศา
ถ้าเราหันหน้าเข้าหากำแพงเพื่อชมงานศิลปะ บันไดเลื่อนจะอยู่ด้านหลัง
ปัญหามันอยู่ตรงกำแพงทึบนี่ล่ะ
คนออกแบบคงต้องการให้แสงเข้าบ้าง ไม่ก็ต้องการให้ผู้ชมงานศิลปะได้พักสายตามองข้างนอกบ้าง
กำแพงทึบ จึงมีร่อง...
ร่องที่ว่านี้กว้างเท่าตัวคน แต่สูงตั้งแต่พื้นจรดเพดาน
กำแพงทึบ จึงมีสองร่อง...ให้แสงผ่าน
..ให้หมีแก่เห็นวิวทิวทัศน์ข้างนอก

ชั้นสอง..วิวสวย
ชั้นสาม..เริ่มคิดว่าชั้นสี่จะมีร่องนี้มั๊ยนะ
ชั้นสี่...คิดในใจว่า มันจะทำไว้ทำไมนะ(พร้อมกับขาที่เริ่มสั่น)
ตะเกียกตะกายขึ้นชั้นห้า เท้าแตะพื้นกลับหลังหัน วินาทีนั้นอยากกระโจนลงบันไดไปชั้นสี่

ณ.ชั้นห้า(รึเปล่าน๊า..จำไม่ได้) ครึ่งหนึ่งของกำแพงทึบหายไป
มีแต่กระจกใสตั้งแต่พื้นจรดเพดานแทนที่
โอยกู.....สังขารไม่เที่ยง ยุบหนอพองหนอ คนเต็มไปหมด ทำยังไงดี กูกลัวความสู๊งงงงงง
ยังคงยืนอยู่หน้าบันไดเลื่อน ฝืนทำใจกล้ามองไปทางกระจก
ข้างล่างนั่น เห็นผู้คนตัวเล็กๆ เดินกันบนถนน บนสะพานลอย
แดดสว่างจ้าส่องผ่านกำแพงกระจกจนแสบตา
ใต้แสงแดดส่องมีโต๊ะกลมพร้อมเก้าอี้นั่งให้ผู้คนทั่วไป(ที่อาการปรกติ)นั่งชมวิวทิวทัศน์
แหม...น่านั่งจังเยยยยย(T__T)
ขวามือของกำแพงใสสว่างเป็นบันไดเลื่อนตัวสุดท้ายของชั้น
นั่นหมายความว่า ถ้าจะไปสูงกว่านี้ต้องใช้ลิฟท์
แต่ชีวิตของหมีแก่ก็มาได้แค่นี้
..แค่ตีนบันได
ใครอยากรู้ว่าทำไมกรูไม่ขึ้นไปก็กรุณาไปดูเอาเองด้วยตา
ว่าไอ้บันไดเลื่อนบ้านี่มันน่ากลัวขนาดไหน...

ลงมาถึงชั้นสองด้วยน้ำตานองหน้า
เกิดอาการแต๋วแตกกรีดร้องกับบัวว่า
“บันไดมันน่ากลัวมากเลยอ่ะบัว”
“ร่องบ้านั่นก็น่ากลัว”
ฮือ.ฮือ.ฮือ

หอศิลป์ไม่เหมาะกับหมีแก่
หรือหมีแก่ไม่คู่ควรกับการดูงานศิลปะ
รู้แต่ว่า..ครั้งหน้าต้องพาเพื่อนมาด้วย
จูงมือกันเดิน...มันเดินนำ
.......กรูหลับตาเดินตาม

Monday, September 14, 2009

วันที่กรูรู้สึกว่าตัวเองยังเด็ก

วันนี้ไปแม่กลองมา...
ปฎิบัติภารกิจหลานยอดกตัญญู
ด้วยการพาอาม่าไปไหว้อาเหล่ากง (พ่อของอาม่า ปู่ทวดของกรู)
ที่บ้านเก่า...
เอ่อ...เรียกว่าบ้านที่อาม่าเคยอยู่มานานแล้วดีกว่า

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่อาเหล่ากง และลูกๆหลานๆ ใช้อยู่อาศัยมากว่า 50 ปี
สภาพบ้านเป็นบ้านไม้สองชั้น พื้นยกสูง
ใต้ถุนเป็นโคลนแข็งที่มีรอยตีนหมา ปลาตีน และปูก้ามแดงเดินสวนกันไปมา
หน้าบ้านเป็นระเบียงไม้ยื่นออกไปในคลองบางลี่
คลองเล็กๆเชื่อมกับแม่น้ำแม่กลอง สองฝั่งมีต้นลำภูขึ้นเป็นระยะ
บ้านไม้สองชั้นนี้ถ้าให้พูดตามความเป็นจริงแล้วก็ต้องบอกว่า
เก่ามากกกก...(จนน่ากลัวว่าจะพัง)
เดินแต่ละก้าวไม้กระดานส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด
...และบางแผ่นยังยุบตามน้ำหนักตัว
ไม้กระดานแต่ละแผ่นก็มีลายไม้บ่งบอกอายุการใช้งาน
เว้าๆ แหว่งๆ เป็นรู และไม่มีความเสมอในฐานะกระดานสักนิด
ดังนั้น ตอนที่กรูพาอาม่าที่อายุ 84 น้ำหนักตัวเกือบ70กิโล
และเดินเองไม่ค่อยไหวขึ้นบ้าน ที่มีบันไดเล็กจนเหมือนไม้จิ้มฟัน
หัวใจกูจึงเต้นผิดปรกติด้วยความตื่นเต้น
แถมอาม่ายังพูดจาลุ้นตลอดเวลาว่า ..ไม้แผ่นนี้มันยุบ แผ่นนี้ก็ยุบ.เฮ้อ
กว่าจะพาอาม่าขึ้นไปชั้นสองได้ เล่นเอากูเหงื่อแตกเต็มตัว

อาเหล่ากงกูนั้น เป็นคนจีนที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากเมืองจีน
แกมีลูกที่เมืองไทย 10 คน แต่ลูกที่เมืองจีนไม่รู้ว่ากี่คน(แต่มีแน่)
และมีอาม่าเป็นลูกสาวคนโต ซึ่งในฐานะพี่ใหญ่
ทุกครั้งที่มีงานรวมญาติ เสียงอาม่าที่ดังอยู่แล้วจะยิ่งดังเป็นพิเศษ
...แต่วันนี้ดังยิ่งกว่าวันไหนๆ
ฉะนั้นเวลาอาม่าสั่งงาน..
“เรียงขนม”
“หันหัวเป็ดดีดี”
“แกะถุงออกด้วย”
อะไรแบบนี้ น้องๆ ที่แต่ละคนอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปี
ก็จะกุลีกุจอทำงานกันใหญ่ ไม่มีใครกล้าเถียงอาม่าสักคน
..ยกเว้นพี่สาวคนรองจากอาม่าที่มีอายุห่างกันแค่ 1 ปี(ประมาณ 83)
แต่ตัวผอม และแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ
แข็งแรงขนาดที่ว่า
เมื่อวานนี้แกหนีออกจากบ้านที่มหาชัย แล้วก็ขึ้นรถเมล์กลับราชบุรีคนเดียว
วันนี้ก็เลยมีเรื่องคุยอวดใหญ่ว่า “มันยังไม่ตื่นกันหรอก กูออกมาแต่เช้า”
แกบอกว่าแกเบื่อบ้านในเมือง อยากกลับมาอยู่สวน แต่ลูกๆ ไม่ให้กลับ
แล้วก็คุยต่อแบบไม่รู้จบว่า “กูหนีออกมา กูหนีออกมา” 555

เวลาสองคนนี้คุยกัน ทุกๆคนจึงถอยออกมาห่างๆ เพราะเสียงแกจะดังมาก
และมากขึ้นอีกเวลาเถียงกัน ดังจนไม้กระดานสะเทือน
ปลาตงปลาตีนตกใจหนีลงรูหมด(จริงจริงนะ)
ส่วนกูก็นั่งดูมรดกโลกสองคนเถียงกัน ไม่รู้ว่าจะห้ามดีหรือเปล่า

แต่เรื่องเด็ดของวันนี้เป็นสองเรื่องที่กรูไม่กล้าบอกใคร
หนึ่งคือความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะถ่ายรูปรวมญาติพี่น้องของอาม่าสักครั้ง
แต่โดนรัศมีของคนแก่ข่มซะหงอ
ไม่กล้าเอ่ยปากขอให้คนแก่เข่าไม่ดีทั้งหลายมานั่งรวมกัน ไม่กล้าจริงจริง
ดังนั้นกล้องถ่ายรูปที่เตรียมไปจึงนอนสงบนิ่งอยู่ในกระเป๋าอย่างน้อยใจในความขี้ขลาดของกรู

และสองคือ
ก่อนกลับบ้าน อากู๋คนหนึ่งทำรูปงานศพเหล่ากงหล่นบนหลังคานอกชาน
และพยายามเก็บแต่ไม่สำเร็จเลยมอบหมายภารกิจให้กูก่อนจะชิ่งหนีไป
จากหน้าต่างถึงหลังคาในระยะที่แขนกรูเอื้อมไม่ถึง
ไม้แขวนเสื้อก็เขี่ยๆได้แค่ไม่กี่ใบ
ในที่สุด รูปที่เหลือจึงโดนกูเขียหายเข้าไปในซอกหลังคา
จนไม่เหลืออะไรให้เขี่ย กูจึงต้องเดินลงไปหาทางเอารูปออกจากใต้หลังคา
..แต่หาไม่เจออ่ะ..T___T
งานนี้พลาดแบบเงียบๆ ไม่กล้าบอกใครกลัวคนแก่รุมด่า
แต่ก็รู้สึกผิดจนต้องมาสารภาพบาปในนี้
เหล่ากงจะโกรธกรูมั๊ยเนี่ย....
ขอโทษค้าบเหล่ากง...เก่งจะไม่ทำอีกแล้ว
ฮือ...ฮือ....ฮือ

Monday, August 10, 2009

ชีวิตที่ผ่านไปวัน.วัน

ช่วงนี้อากาศร้อนจัดเหลือหลาย เช็คสภาพอากาศทีไรก็เห็นมันขึ้นว่าร้อนเกิน 30 องศาทุกวันไป
และอาทิตย์นี้ก็ร้อนจัดที่ 33 องศา ตลอดทั้งอาทิตย์ ฝนจะตกปรอยๆ
เหมือนใครปล่อยสายยางฉีดน้ำรดต้นไม้ (พยากรณ์เค้าว่า)
ก็ไม่รู้ว่า ที่อากาศร้อนขึ้นนั้นเป็นเพราะผลกระทบจากภาวะโลกร้อน หรือเป็นเพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง
เห็นข่าวบางข่าวว่า เนื่องจากภาวะโลกร้อน
ประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น ไทย
และประเทศที่เป็นเกาะ เช่น ญี่ปุ่น แต่ทั่วทั้งโลกก็จะได้รับผลกระทบต่างกันไป
มากน้อยก็แล้วแต่องศา...ลิปดา...และสภาพแวดล้อม
แล้วข่าวก็ประโคมกันเหลือเกิน ในเรื่องความวิปริตของอากาศ
อาการผิดปรกติของธรรมชาติ และน้ำแข็งขั้วโลกก้อนเล็กก้อนน้อยที่ละลายหายไปเรื่อยๆ
หลายคนออกมาบอกว่าโลกจะแตกปีนั้นปีนี้ ลูกน้องกรูก็ยังเอามาคุยกัน
บางคนก็ออกอาการกลัวจนเว่อร์ ทำให้กรูต้องเป็นหมีปากร้ายดักคอมันไปว่า
กว่าโลกจะแตก อายุอย่างเราๆ นี่อาจแก่ตายก่อน....555(ขำคนเดียว)
สื่อทั้งหลายก็ยังพยายามชวนผู้คนให้รักษ์โลก งดใช้นั่นนี่
แต่กรูก็ยังคงเปิดคอมพ์ เปิดแอร์ เปิดไฟ เปิดทีวี อาบน้ำนานอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
แล้วกูมีสำนึกรักษ์โลกตรงไหน?

เมื่อวานคุยกับคนหนึ่ง คนผู้ซึ่งกำลังเบื่อหน่ายกับสื่อที่รายงานข่าวเรื่องผู้ร้ายปาหินอย่างละเอียดลออ
เค้าว่า..สื่อนี่หล่ะที่เป็นตัวกระจายข่าว และทำให้การปาหินเป็นแฟชั่นระบาดไปทั่วประเทศ
สื่อนี่หล่ะที่เป็นคนบอกพวกบ้านั่นว่า ต้องปายังไง จุดไหนถึงจะได้ผลที่สุด

กรูเห็นเค้าเครียดก็เลยเล่าเรื่องตัวเองให้เค้าฟัง คิดว่าเรื่องขำๆ คงเบนหัวข้อการสนทนาไปเรื่องอื่นได้
และเรื่องเล่ามีอยู่ว่า.....
มีลูกสาวพาแม่อายุ 93 มากินข้าวที่ร้านราดหน้า ยายคนนี้เป็นคนแก่อารมณ์ดี
เวลาแกเห็นลูกน้องที่ร้านเดินไปใกล้ๆ แกจะเอื้อมมือมาจับเอาไว้
เพราะคิดว่าเป็นลูกหลาน (ลูกแกบอกอย่างนั้น)
หลังจากกินข้าวหมดไปสามจานลูกสาวแกก็ทำหน้าตกใจแล้วก็บอกว่า..ลืมเอาเงินมา
กรูก็กะลังจะบอกว่าให้มาจ่ายวันหลังได้ เค้าก็ถามทางไปตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุด
แล้วก็บอกว่า “น้อง..พี่ฝากแม่แป๊ปนึงนะ” แล้วก็ทำหน้าตาเป็นห่วง
มืออาชีพด้านการดูแลคนแก่อย่างกรูก็บอกไปว่า “ได้พี่”
แล้วก็สั่งลูกน้องให้ไปนั่งเป็นเพื่อนอาซิ่มแก
(เปลี่ยนสรรพนามเจากยายเป็นอาซิ่มพราะได้ยินแกพูดภาษาจีน)
อาซิ่มแกเห็นลูกวิ่งออกไปนอกร้านก็พยายามกระย่องกระแย่งลุกขึ้นจะเดินตามลูกสาว
ส่วนลูกน้องกูก็เดินตามอาซิ่ม....เวร

กูต้องเข้าไปบอกแกว่า(เวลาเข้าไปหาซิ่มแกในระยะเอื้อมถึงแกจะเอื้อมมือมาจับมือเราไว้ทันที)
นั่งก่อนนะซิ่มนะ กินน้ำก่อน เดี๋ยวลูกก็มา แกจึงยอมนั่งเพราะเห็นแก้วเป๊ปซี่ที่กรูยกมา
คงคิดว่าต้องกินให้หมดก่อนไป พอนั่งลงได้ก็ยกเป๊ปซี่ดื่มใหญ่ แต่มืออีกข้างนึงก็จับมือกูไว้(มือนิ๊ม.นิ่ม)
หมีใหญ่อย่างกูก็เลยต้องนั่งเป็นเพื่อนแก แล้วก็พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเพื่อหลอกให้แกนั่งอยู่กับที่
(แกตอบเป็นภาษาจีน แล้วก็หัวเราะ ไม่รู้ว่าด่ากรูรึเปล่า) จนห้านาทีผ่านไป.........................
ลูกสาวยังไม่กลับมา กูเริ่มหมดมุขที่จะชวนซิ่มคุย (เพราะพูดไม่หยุด)
เป๊ปซี่ก็หมดแก้ว และหัวใจกรูเริ่มเต้นตุ๊มต่อม...ตุ๊มต่อม
ลูกสาวแกจะกลับมารับแกมั๊ยน๊า...........
กูจำหน้าลูกสาวแกไม่ได้ด้วยสิ ตอนให้ปากคำตำรวจเพื่อตามหาจะบอกว่าไร
แล้วระหว่างที่ตามหาลูกสาวแก ใครจะเป็นคนดูแลซิ่มล่ะ....กูจินตนาการไปยาวไกล....มากกกก
จนลูกสาวแกวิ่งกลับมา
โอย..โล่งใจ ดีใจ รีบส่งมืออุ่นๆ ของอาซิ่มคืนลูกสาว
...........ขำมั๊ย

...........ไม่ขำอ่ะ คนนั้นเค้าไม่ขำ เค้ากลับบอกว่า
เห็นมั๊ย..ขนาดคนมองโลกในแง่ดีอย่างเก่งยังคิดว่าลูกค้าจะเอาแม่มาปล่อยที่ร้านราดหน้า
สังคมสมัยนี้เป็นอย่างนี้ไปแล้วทั้งนั้น เพราะสื่อมันรายงานแต่ข่าวร้ายๆ เรื่องเลวๆ ของคน
ทำให้สังคมไม่ไว้ใจกัน
ในที่สุดเค้าสรุปว่า เราต้องช่วยกันทิ้งขยะ ให้โลกมันร้อน ให้โลกมันแตกเร็วขึ้น
จะได้กลับไปตั้งต้นใหม่พร้อมกันทุกๆคน
..จริงอ่ะ กรูคิดในใจแต่ไม่กล้าเถียง

จริงแล้วกรูคิดว่า ถ้าโลกมันแตกง่ายอย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน
แต่จริงแล้ว มันคงยังไม่แตกวันนี้ หรือพรุ่งนี้
ดังนั้นการได้ทำอะไรให้โลกบ้างมันก็คงรู้สึกดีกว่าปล่อยให้อะไรมันเป็นไป
โดยที่เราไม่พยายามจะยับยั้ง หรือช่วยเหลือ
มันคงเหมือนปล่อยให้คนจมน้ำตายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่เรายืนดูอยู่เฉยๆ
แต่จริงแล้วกูก็ยังรู้อยู่อีกว่า สิ่งที่กูทำอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ค่อยเข้าข่ายการช่วยเหลือโลกสักเท่าไหร่
กูก็ยังปล่อยน้ำเสียลงท่อ เปิดไฟตอนกลางวัน เปิดพัดลม เปิด.เปิด..เปิด
กิจวัตรประจำวันมีแต่ทำร้ายโลกซะทั้งนั้น แม้กระทั่งตด.....
หรือจริงๆแล้ว คนคนนั้นเค้าก็แค่ยอมรับความจริงว่าเค้าเป็นคนที่ทำร้ายโลก
ส่วนกูก็เป็นพวกที่หลอกตัวเองว่ากูรักษ์โลก...ก็เท่านั้นเอง...-__-"

Sunday, July 19, 2009

งานนี้กรูขอ...(นินทา)

ทำงานมาสองอาทิตย์ มีความหวังตลอดเวลาว่าสักวันคงได้สามารถกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม
แต่นับวันความหวังเริ่มเลือนราง และสาเหตุของความเครียดก็มาจาก...พี่อ้อย

ถ้าเปรียบพี่คิด ลูกน้องคนที่ลาออกไปเป็นเสมือนมือขวา
เราก็คงนับว่าพี่อ้อย เป็นมือซ้ายของกรูได้
และตอนนี้กรูก็กะลังพยายามหัดมือซ้ายให้ทำงานคล่องเหมือนมือขวาให้ได้
....ซึ่งพบว่ามันยากเหลือเกิน
ถ้าจะบอกว่า สาเหตุหรืออุปสรรคในการก้าวขึ้นมาเป็นคนคุมร้านของพี่อ้อย
คืออาการขี้ลืมขนาดหนัก ....บางคนก็อาจบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วไป
แต่สำหรับพี่อ้อย เมื่ออาการขี้ลืมบวกกับอาการอื่นๆของแกซึ่งแต่ละอย่างต้องขอใช้คำว่าไม่ปรกติ
มันทำให้กูปวดกบาลบวกกับขำทุกครั้งและถ้าจะเล่าเราคงต้องมารู้จักตัวตนของแกก่อน

..พี่อ้อย..ชื่อจริงและนามสกุลจำไม่ได้(เป็นเจ้าของร้านที่หยาบช้ามาก)ถ้าอยากรู้จริงๆ จะไปถามให้
อายุ 42 รูปร่างอ้วนกลมแต่ดูสมส่วนในความกลม มือหยาบใหญ่แข็งแรงอย่างคนสู้งานหนัก
ผมยุ่งตลอดเวลาทั้งที่เพิ่งรวบ ใบหน้ามันเงาเหมือนอาบเหงื่อทั้งที่เพิ่งทาแป้ง
ตาถลนผิดปรกติเหมือนหมาพันธ์ปั๊ก และปาก..มีไว้พูด..พูด..พูด..พูด
นิสัยเหมือนเด็ก เปรียบได้ว่าวัยรุ่นที่สุดในร้าน ขี้งอน ชอบมองค้อนเวลาไม่ได้ดังใจหรือโดนด่า
เสียงหัวเราะเหมือนแม่มดที่สะใจเวลาได้สาปคน
เอ..ฟังดูไม่มีดีเลยอ่ะ...

เราเริ่มต้นกันที่กูเรียกเค้ามาคุยเรื่องความคิดของกู ความคิดโง่.โง่ที่อยากให้เค้าคุมร้าน
กูพูดถึงขอบข่ายของงานประจำวัน วิธีการคุมลูกน้อง การพูด การรับมือกับลูกค้า
และบอกให้เค้าพยายามทำทุกสิ่งให้ร้านมันเป็นไปตามคอนเซ็ปที่กรูตั้งไว้คือ
ร้านสะอาด อาหารอร่อย พนักงานนิสัยดี
พี่อ้อยทำท่าคิดหนัก............จนกระทั่งกรูต้องปล่อยไม้ตาย
ให้เวลาฝึกหนึ่งเดือน ถ้าผ่านเดือนหน้าเพิ่มค่าแรงวันละห้าสิบบาท........
พี่อ้อยรีบพยักหน้าหงึกหงักและบอกว่า จะพยายามทำให้ดีที่สุด
จากนั้นเราก็ทำพิธีส่งมอบกุญแจร้าน....บัดนี้เจ้าเป็นอัศวินข้างกายข้า
วันแรกของการทำงานกรูเริ่มต้นด้วยอาการใจเย็น..ค่อยสอน ค่อยเป็นค่อยไป
ผ่านไปสองวันประโยคเดิมๆ ก็ยังคงออกจากปากกรู แต่กรูก็ยังคงใจเย็น

เช่น..
ไฟหน้าร้านต้องเปิดในตอนที่เราพร้อมขาย มันเปรียบเสมือนไฟที่เราเปิดล่อแมลง
ไม่เปิดแมลงก็ไม่บินเข้ามา ไม่เปิดลูกค้าจะไม่รู้ว่าเราพร้อมขาย
..สามวันผ่านไปพี่อ้อยไม่เคยจำได้เลยว่าต้องเปิดไฟหรือเตือนให้คนอื่นเปิด
กูก็อยากให้เค้าคิดได้เอง ก็บอกเค้าว่า พี่อ้อย..พร้อมขายรึยางงงงง (ลากเสียงยาวจะได้ดูไม่ดุ)
เค้าหันมาตอบ ..พร้อมแล้วค่า ข้าวสุกแล้ว น้ำจิ้มก็เสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้เอาไก่ขึ้น เหลือแต่...บลา บลา
เป็นเรื่องปรกติที่แม่คุณไม่เคยตอบสั้น
กูกลอกตาแล้วก็ชี้ไปที่ไฟ ..พี่อ้อยหันมามองตามมือกูแล้วก็วิ่งมาปิดพัดลม......แป่วววววววว
หมีบ้าขาดสติ..หันมาตะโกน...เปิดไฟสิเปิดฟายยย
พี่อ้อยทำตาโตแอ๊บแบ๊ว หันมาบอกอุ๊ย..ลืม (เราจะได้ยินคำนี้วันละกว่าสามสิบรอบ)

หรือ...
เสียงพี่อ้อยตะโกนจากหน้าร้าน
ป๋า..ลูกค้าเหมาเสาวรส 10 ขวด แต่มีแค่ 8 ขวด หมดลังแล้ว รวมในถังแล้วด้วย เค้ายังไม่มาส่ง
ปรกติต้องมาวันพฤหัส วันนี้วันเสาร์แล้วไม่เห็นมาส่งเลย ..แปดขวดเท่าไหร่
กูหันไปยิ้มแล้วตะโกนตอบกลับไปว่า ...กดเครื่องคิดเลขสิ
หลังจากกดเครื่องคิดเลขแล้วพี่อ้อยตะโกนตอบกลับมาว่า 128 ใช่ป่ะ
กูยิ้มยิงฟันหันไปตอบว่า...ใช่
หลังจากลูกค้าออกไปแล้ว กูก็หันไปถามเค้าว่าใช้เครื่องคิดเลขแล้วทำไมต้องถามเก่งอีก
เค้าว่า..กลัวเครื่องคิดเลขคิดผิด..........-_____-
เวงกำ....

สองอาทิตย์ที่ผ่านมาเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาพอพอกับคำว่า..ลืม..ของพี้อ้อย
บัดนี้กูตัดสินใจทำเช็คลิสต์ให้เค้าหนึ่งแผ่น วันนึงต้องทำอะไรบ้าง อะไรทำแล้วก็ติ๊กลงไป
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กูกลุ้มใจกับเค้ามาก แต่รู้ดีว่าจนปัญญา คือการพูด
อย่างที่บอก พี่อ้อยเป็นคนพูดเก่งมาก ถ้าได้พูดแล้วไม่ยอมหยุดจนกว่าจะพูดจบ
และแกมีความภาคภูมิใจกับอาชีพของสามีแกมาก ทุกครั้งที่สามีแกขับรถผ่านร้าน
พี่อ้อยก็จะชี้ชวนให้เราดูทุกครั้งด้วยอาการดี๊ด๊า แต่กูไม่เคยร่วมยินดีไปกับเค้าเท่าไหร่เพราะ
...สามีพี่อ้อยขับรถส่งศพ และโลงศพ
เวลาพี่นัด..สามีพี่อ้อยขับรถผ่านร้านพี่อ้อยก็จะร้อง..อุ๊ย.วันนี้มีเหมาอีกแล้ว ไม่รู้ไปวัดไหน
หรือเวลาที่พี่นัดขับรถไปส่งโลงศพ พี่อ้อยก็จะชี้ให้ดูแล้วก็สาธยายว่า โลงนี้ขนาดเท่าไหร่
ใช้ไม้อะไรทำ ข้างในบุนิ่มมั๊ย ราคาประมาณเท่าไหร่ เป็นอย่างนี้เกือบทุกครั้ง
จนหมีบ้าโดนหมาเข้าสิงปาก ถามออกไปว่า..นี่ชอบขนาดนี้ อยู่บ้านนอนโลงป่าวเนี่ย
พี่อ้อยตอบกลับมาว่า...บ้าเหรอ....นอนไม่ได้หรอก ..โลงแพง........แม่งงงงงงง -*-
และสุดท้าย...
พี่อ้อยมีลูกหมูติดกระดิ่งห้อยอยู่ที่กระเป๋าตังค์ ซึ่งมันจะดัง..กรุ๊งกริ๊ง..ทุกครั้งที่แกขยับตัว
แกบอกว่า นี่เป็นลูกหมูนำโชค แต่กูบอกไปว่า
....กูรู้สึกเหมือนมีงูหางกระดิ่งเดินไปมาอยู่ในร้านมากกว่า
สองอาทิตย์ที่ผ่านมากูจึงไม่เคยเหงาหู หรือถ้างานไม่ยุ่งมากกูก็จะหัวเราะกับความต๊องของพี่อ้อย
แต่...
ถ้าวันไหนงานยุ่ง หมีบ้าก็จะแปลงร่าง เอาหมาใส่ปาก แล้วก็กัดลูกน้องตลอดเวลา
แล้วก็ได้แต่เครียดว่า...เมื่อไหร่จะมีคนมาสมัครงานเนี่ย กรูอยากไปเที่ยว
เครียดว๊อยยยยยยย..........

Saturday, July 04, 2009

วันนี้..มีความสุขมั๊ย?

อืมม...มันเป็นเวลาที่ประจวบเหมาะ..
นั่นหล่ะคือคำที่กูใช้เพื่ออธิบายความเป็นไปของกูในตอนนี้
..ในเวลาที่คนเรามีความสุข เค้าจะนั่งนับมั๊ยนะว่ามันผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว
กี่วัน..กี่คืน..
..นั่นสิ ใครจะไปนับ เวลาแห่งความสุขมันมักทำให้เราลืมทุกสิ่ง
เช่นนั้นแล กรูจึงไม่เคยนับว่า เป็นเวลานานเท่าไหร่แล้ว
ที่ชีวิตอันสงบสุขของกูดำเนินมา...จำไม่ได้เลย
รู้แต่ว่า ตื่นนอนตอนเช้า ออกกำลังกาย กินข้าว ทำงาน
มีปัญหาก็แก้กันไปตามสถานการณ์ หรือตามยถากรรม

จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางร้านราดหน้า
เมื่อพี่คิด มือขวาของกรู ผู้ควบคุมดูแลร้านให้มันเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น
..ขอลาออก ...ไปขายส้มตำ....ชิส์
ตอนนั้นคิดในใจว่า มันจะอะไรกันนักกันหนานะชีวิตกู
ขออยู่แบบสบายๆบ้างไม่ได้รึไง (เหมือนที่ผ่านมาลำบ๊าก ลำบาก)

เกิดภาวะเครียด โวยวาย หงุดหงิดอารมณ์เสียอยู่ 1 วัน แล้วกูก็ทำใจได้
..อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ไม่มีใครจะอยู่เป็นลูกน้องกูตลอดชีวิต
ไม่ออกวันนี้ วันหน้ามันก็ต้องออก ด้วยเหตุผลที่ยังมีเหลืออีกมากมาย
และมันก็เป็นเพราะลูกน้องเก่าๆ ของกูได้สอนไว้
จากการลาออกหลายครั้ง หลายคราของพวกมัน
และก็เป็นลูกน้องอีกเช่นกันที่ทำให้กูได้เรียนรู้ว่า
หากจะเชื่อใจใคร ให้ดูที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูดหรือคำสัญญา
และมันก็เป็นผลพวงจากการที่กูมองโลกในแง่ดี
ที่จะทำให้ปัญหานี้เป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ มาสู่ร้าน

และในขณะที่คิดถึงประสบการณ์ต่างๆ อยู่นั้น
ใจกูก็พลันนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่ง
ซึ่งในตอนนั้นเราเดินผ่านขอทานข้างถนน
แล้วเธอบังคับให้กูทำทานทั้งที่กูไม่ยินยอม โดยให้เหตุผลว่า
นี่มันเป็นวงจรอุบาทย์ เป็นการหากินของคนมือเท้าดีที่เอาขอทานมาบังหน้า
เป็นแก๊งค์.....และเริ่มจะร่ายยาว
เธอจึงหย่อนเหรียญของตัวเองลงกระป๋อง 1 เหรียญ แล้วหันมาถามกูว่า
"วันนี้เก่งมีความสุขมั๊ย ถ้ามีความสุขก็แบ่งความสุขของตัวเองให้คนอื่นบ้าง"
"ก็เท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องคิดมาก"

นั่นสิ..ไม่เห็นจะมีอะไรต้องคิดมาก..เมื่อมันถึงเวลาที่ต้องทำ
ก็ทำมันซะเท่านั้นเอง.....

Thursday, June 18, 2009

ด้วยรัก ความตาย และหัวใจสลาย

ผ่านไปแล้วห้า-หกวัน นับตั้งแต่วันแรกที่เรารู้ข่าว...
จำ..จัน..ลูกน้องกรูได้ใช่ป่ะ คือว่า..แม่เค้าเสียแล้ว
ข่าวนี้ทำให้ลูกน้องทุกคนในร้านช๊อค รวมทั้งตัวกรูเองด้วย เพราะช่วงที่รู้ข่าวเป็นช่วงที่กรูคิดถึงเรื่องความตาย อยู่เนืองๆ

เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นในวันหนึ่ง เมื่อเพื่อนกรูมันบอกว่า หมอดูทักว่าอีกสิบกว่าปีมันจะถูกรถชนตาย..
แม่ง..ฟังแล้วทั้งกลัวทั้งโมโห บางคนก็บอกว่า ไม่เห็นต้องคิดเป็นเรื่องจริงจังเลย แค่คำทักของหมอดู
เปล่า กูไม่ได้คิดมากเรื่องคำทักทายของหมอดูหรอก ที่กรูเก็บมาคิดมากคือ
ถ้าคนที่เรารักตายไปทีละคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือพี่น้อง หรือหมาที่กูรัก กูแย่แน่...
มันเป็นความคิดที่น่ากลัวมาก น่ากลัวกว่าการคิดว่า ..เราจะตายยังไงซะอีก
เรื่องพวกนี้มันทำให้กูนึกถึง..ยาย คนที่กูรักและตายจากไปเป็นคนแรก
มันหนักหนายิ่งกว่าหมาตาย มันพูดยาก ร้องไห้ยาก และทำใจลำบากมากมายนัก
อย่าให้กูพูดเลย.......
หลังจากทำใจไม่คิดเรื่องนี้ได้เพียงแค่หนึ่งวัน วันรุ่งขึ้น..จัน..ก็ต้องลากลับบ้านไปงานศพแม่
มองจันร้องไห้ น้ำตากูก็จะไหล T_T พูดอะไรไม่ออก ได้แต่บอกว่า..พี่เสียใจด้วย
เป็นครั้งแรกที่พูดคำว่า.. เสียใจ แล้วรู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ
และสิ่งที่กูรู้อยู่แก่ใจคือ เด็กคนนี้มาทำงานต่างบ้านต่างเมือง หวังปลูกบ้านให้ครอบครัวอยู่สุขสบาย
แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปจัดงานศพแม่ ก่อนบ้านจะปลูกเสร็จ ..เฮ้ออออ

สี่ห้าวันนี้ กรูเลยต้องกลับมาอยู่โยงที่ร้าน ทำงาน ทำงาน แล้วก็ทำงาน
ในระหว่างนั้นกรูก็โทรไปหาอีบัวหัวโต หวังพูดคุยเพียงเล็กน้อยเพื่อถ่ายทอดความในใจ
..แม่งก็ไม่รับโทรศัพท์

นานมาแล้วกรูเคยให้เบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนสนิทกับบัวไว้ สั่งเสียกับมันว่า
ถ้าพี่เป็นอะไรไป โทรไปบอกเพื่อนพี่ให้หน่อย แบบว่ากลัวคนที่บ้านไม่โทรไปบอกเพื่อน
เพราะตอนนั้น คุยกับมันเกือบทุกวัน(ยังไม่มีแฟนก็อย่างนี้ล่ะ) ถ้าเราเป็นอะไรไปมันต้องรู้ก่อนคนอื่นอยู่แล้ว
ถึงตอนนี้ถึงได้รู้ว่าคิดผิด
miss call ผ่านไปสองวัน อีบัวเพิ่งจะโทรกลับ
ประชดประชันมันไปว่า...นี่ถ้าพี่ตาย ก็เผาไปแล้วมาไม่ทันแล้วล่ะ
มันยังมีหน้าตอบกลับมาว่า..เผาซะแล้ว เผาเร็วจัง -__-

ผ่านไปอีกห้าวัน ในที่สุด สองหมีก็ได้คุยกัน(ต้องมีการจิกด่าเล็กน้อยก่อนจะได้คุย)
บัวเพิ่งเสร็จสิ้นจากการเหน็ดเหนื่อย กับเทศการหนังตลก ด้วยความร่วมมือกับ ททท. กทม. และสมาคมตลกแห่งชาติ
(ใช่ป่าวไม่รู้) ซึ่งมันบอกว่า ..ล้มเหลวไม่เป็นท่า เหนื่อย ผิดหวัง เซ็ง และอีกหลายอารมณ์
ในขณะที่บทสนทนาของมันมีแต่เรื่อง สูจิบัตร subtitle การแปล การยิงsub ม้วนฟิล์ม เครื่องฉาย และเงิน
บทสนทนาของกูก็มีแต่ คะน้า ไก่ต้ม ไก่ทอด หมา ลูกค้า ลูกน้อง และเงิน
แต่การสนทนาก็ยังดำเนินไป ดังเช่นที่เคยเป็น
มันทำให้กูรู้ว่า การที่มีคนรับฟังมันเป็นเรื่องดี และการที่มีคนที่เราพูดคุยได้ทุกเรื่อง ยิ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก

และสุดท้ายนี้ขอให้ทุกทุกคนที่กูรัก จงมีอายุยืนกว่ากู........สาธุ
ปล. ชื่อเรื่องบล๊อคนี้ เป็นหนังสือเล่มหนึ่งของ ฮารุกิ มูราคามิ
ด้วยหนังสือเล่มนี้ทำให้กูเป็นแฟนหนังสือของเขาเรื่อยมา และมันช่างตรงกับเรื่องความตายเสียเหลือเกิน

Monday, May 25, 2009

ณ.ขนะหนึ่ง

หลายปีก่อน หากมีคนถามว่า ชอบแมวมั๊ย? กูก็คงจะตอบว่า ไม่ได้เกลียด
แต่ถ้าให้เลี้ยง?..ไม่เอา
จนเมื่อเวลาผ่านไป มีโอกาสได้มาอาศัยอยู่ในร้านราดหน้า
ที่ซึ่งประกอบไปด้วยครอบครัวผู้รักแมวหลายครอบครัว
ทำให้มีโอกาสได้รู้จักแมวหลายตัว แต่ละตัวล้วนมีลักษณะเฉพาะตัว
และนิสัยประหลาด ทำให้ความนิยมในตัวแมวของกูพุ่งขึ้นมา
แต่มันมาถึงขีดสุดเอาตอนที่อาม่าข้างบ้านรับแมวลูกครึ่งมาเลี้ยง....
สีทอง..(เป็นชื่อโคตรเชยที่กูแอบไม่เห็นด้วยอยู่ในใจ ทั้งที่ตัวเองก็อาจตั้งได้ไม่ดีกว่านี้เลย)
เป็นแมวพันธ์ไทยผสมเปอร์เซีย มีขนสีทองเหลืองอร่ามสมชื่อ
ลายทางพาดผ่านขวางตามตัวอย่างชัดเจน ตากลมใส หูตั้งแลดูเฉลียวฉลาด
และตัวใหญ่สมเป็นแมวลูกครึ่ง ที่สำคัญคือขี้เล่น
และซนมากกว่าแมวทั่วไปหลายสิบเท่า
ทำให้กูหมั่นไปแวะเวียนบ้านอาม่าเพื่อเล่นกับแมวอยู่บ่อยๆ
บางครั้งอาการรักแมวพุ่งไม่หยุด หนักมากถึงขนาดอุ้มแมวชาวบ้าน
ที่เดินอยู่หน้าร้านเข้าบ้านไปด้วย(ตอนที่ไม่มีใครเห็น)
ทำตัวเป็นหมีโรคจิตติดกันอยู่ก็หลายคืน จนกระทั่งวันหนึ่ง
ไอ้ทองหายไปจากบ้านอย่างไร้ร่องรอย และไม่เคยกลับมาจนกระทั่งตอนนี้
โชคดีที่คืนที่ทองหายกูไม่อยู่บ้าน ไม่งั้นต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง
เมื่อทองหายไป รักแรกพบอันสดใสในวัยรุ่นของกู
ก็ละลายหายไปพร้อมกันกับแมวสีทองตัวนั้น ........จนกระทั่งสองวันก่อน
ในขณะที่กำลังนอนกลางวันฝันหวาน ก็มีคนเอาลูกแมวมาฝากเลี้ยงสองคืน
ฉับพลันกูก็แปลงกายเป็นหมีดีใจ ดี๊ด๊า เก็บอาการไม่อยู่ อุ้มลูกแมวขึ้นบ้าน
วางลงพื้นข้างที่นอน แล้วนอนกลางวันต่อ
ปล่อยให้จูดี้ หมาอ้วนตุ๊ต๊ะกับน้องเหมียวทำความรู้จักกันไปพลางๆ
ลูกแมวตัวใหม่นี้เป็นพี่น้องกับสีทองที่หายไป พ่อแม่เดียวกัน
หน้าตาก็ละม้ายคล้ายกัน แม้จะคนละสี แต่ท่าทางฉลาดเฉลียว ขี้เล่น เหมือนถอดแบบกันออกมา
ช่วงเวลาหมีนอนกลางวันจึงหมดไปกับการคลอเคลียลูกแมวที่แสนจะนารัก
จนจูดี้ตุ๊ต๊ะงอน...เวลานั้นใครเลยจะรู้ว่านรกรอกูอยู่อีกไม่กี่ชั่วโมง
ช่วงสามทุ่ม แมวน้อยกินอิ่ม นอนหลับหงายท้องหงายพุงอยู่บนเบาะ
ไม่สนใจใครทั้งสิ้น แม้น้องกรูจะมาเยือน นั่งห่างจากแมวแค่ครึ่งเมตร
แมวก็ยังไม่ยอมขยับ และน้องกูก็ไม่เห็นแมวแม้ว่าสีแมวมันจะตัดกันกับสีเบาะขนาดไหน
ยังดีที่มันไม่เดินเหยียบก็ถือว่าเป็นบุญ
หนึงชั่วโมงจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาแสนสุขที่น้องแมวมีเพื่อนเล่น
เล่นกันอย่างระห่ำ เล่นจนกูคิดว่าคืนนี้น้องแมวคงนอนหลับสบายด้วยความเหนื่อย
แต่ค่ำคืนอันยาวนานของกูเริ่มต้นขึ้นเมื่อกูดับไฟ.......
ก่อนนอน หันไปมองหมาอ้วนที่นอนสงบอยู่บนที่นอนตัวเอง
หันมามองแมว .................มันนั่งมองหน้ากูตาแป๋วววว
พอตากูสบมันทันใดนั้นมันก็กระโดดขึ้นบ่ากูทันที
........ไรเนี่ยน้องเหมียว ไปนอนไป กูบ่นอย่างสงบพร้อมกับจับแมววางบนที่นอน
แต่มือยังไม่ทันปล่อย แมวก็โดดขึ้นมาบนบ่ากูอีกครั้ง
.........โอเค..ตื่นนอนแล้วมั๊ง คงหิวล่ะสิ กินมื้อดึกกันหน่อยละกัน
จากนั้นกูก็พาแมวไปกินข้าว กินน้ำ กินไปก็บ่นไป...เหมียว เหมียวเหมียว เหมียว ตลอดเวลา
..........กูก็บอกมันว่า มึงจะบ่นทำไม กินเร็วๆ กูง่วง
.....แมวกินเสร็จ เราก็พากันเดินกลับห้องนอน แต่มันไม่นอน...
มันยังคงวิ่งไปมา โดดฟุตเวิร์คซ้ายขวา กางเล็บไล่ตบนั่นนี่
.......โอเค ...มึงไม่นอนแต่กูจะนอน หมีเดินหันหลังให้น้องแมว โดดขึ้นเตียง มุดผ้าห่ม
.......................เหมียวววววววววววว อีแมวเวรโดดเหยียบหัวกูทันที งับไหล่ งับหู
แล้วก็กางเล็บเอาตีนจิกกกกก ทำท่าลับเล็บ แต่ผิดที่มันมาลับบนหลังกูไม่ได้
แล้วนี่มึงต้องการไรเนี่ย กินแล้วทำไมไม่นอน คึกอะไร กูถามแมวออกมาดังๆ
มันก็ร้อง .......เหมียวว เหมียววว เหมียวววววววว ตอบด้วยเสียงอันดังไม่แพ้กัน
เหมือนกับว่ามันเถียงกูอยู่ เอ..หรือว่ามันไม่อิ่ม เราอาจให้อาหารน้อยไป
กูพาแมวออกไปกินข้าวอีกรอบ คราวนี้เทอาหารมากกว่าเดิม แต่แมวไม่ยอมกิน
เอาแต่ร้อง เหมียววววววววว....... แล้วก็เอาหัวมาถูขา แล้วก็เริ่มต้นกางเล็บจิก
แล้วก็ไต่ตัวกูขึ้นมายืนอยู่บนไหล่
........เอ..หรือว่ามันปวดฉี่ แล้วส้วมไม่สะอาด ขี้เถ้าอาจน้อยไป
.........กูก็เดินอารมณ์เสียหาขี้เถ้าที่เมื่อเย็นขอข้างบ้านมา แล้วก็เทใส่กล่อง
เปลี่ยนกระดาษรองใหม่ จากนั้นก็จับแมวลงไปนั่ง ได้ผล....มันลงมือขุด
เอาเล็บจิกกระดาษแล้วก็ตะกุยขี้เถ้า กระดาษ อย่างเมามัน
กูนั่งมองแมวทำภาระกิจส่วนตัวอย่างใจเย็น นานแล้วแต่มันก็ยังไม่ฉี่
นึกในใจว่า มันอาจต้องใช้เวลา อาจท้องผูก เราไม่เคยเห็นแมวเข้าส้วม
ไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหน ทนหน่อยละกัน
.........นานแล้ว อีเหมียวก็ยังไม่เลิกตะกุย กูก็คิดว่าหมีคงต้องช่วย
เลยยกกระดาษขึ้นเล็กน้อยให้ขี้เถ้าไปกองกันข้างหนึ่ง อีกข้างหนึ่งโล่งๆ
แมวเหมียวทำท่าปวดเบ่งขึ้นมาทันที
.........อ้อ ปวดอึนี่เอง แหม...ขี้เหม็นเชียว เสร็จกิจ แมวน้อยทำท่าจะกลบด้วยขี้เถ้า
กูรีบจิกหนังคอแมวโยนออกไปนอกถาด กลัวตีนแมวเลอะ จากนั้นเก็บกวาดเรียบร้อย
...เอาล่ะ เราเข้านอนกันดีกว่า
.........มันก็ไม่นอน ยังคงเดินไปมาบนหน้ากู หัวกู เอาตีนอุ่นๆ เหยียบไปมา
ร้องเหมียว เหมียว ...บางทีมันอาจไม่ชอบที่เราปิดไฟ
กูก็ลุกขึ้นไปเปิดไฟ มุดตัวเข้าผ้าห่ม แมวก็ยังคงร้องเหมียว เหมียว เหมียว
ณ.ตอนนี้ จูดี้เริ่มอารมณ์เสีย จริงๆแล้วมันรำคาญตั้งแต่ตอนเราเดินเข้าออกห้องทำเสียงดังแล้ว
มันหันมามอง แล้วก็ย้ายที่นอนไปให้ไกลกูกับแมวอีกนิด
...เห็นมะ จูดี้โกรธละ นอนเถอะนะ กูอุ้มแมวมากอด ลูบขน หวังให้มันสงบ แต่เปล่า
แมวน้อยยังคงเริ่มปีนตัวกู เอาหัวมันมาถูไถไปหัวกู ........อืม...น่ารัก แหมรู้จักอ้อนซะด้วย
...ทันใดนั้นมันก็งับหูกู.........โอ๊ยยย หมีร้องด้วยความเจ็บ
แล้วก็เกิดอาการลืมตัวปัดแมวน้อยออกจากบ่าด้วยความรวดเร็ว
แมวหล่นลงไปบนที่นอน หงายท้องร้อง...แอ๊ก..
นอนนิ่งอย่างที่กูไม่เคยเห็นในรอบหลายชั่วโมง ซึ่งที่จริงแล้ว...คงจุก
โชคดีที่เป็นที่นอน ถ้าเป็นที่พื้นแมวคงตาย...เฮ้อออ
ณ.ขนะนั้น...ตี5 เริ่มมาเยือน ง่วงจนไม่รู้จะทำยังไง ในที่สุดตัดสินใจ
ปิดแอร์ เปิดไฟ เปิดม่านกั้นห้อง แล้วก็หอบหมอนกับผ้าห่มไปนอนกลางบ้าน
พอล้มตัวนอนก็รู้สึกว่าจูดี้เดินตามมานอนปลายเท้า
อีแมวน้อยเดินตามมาหวังว่าจะเหยียบหัวกูเล่นแต่จูดี้ขู่เสียงดังประกาศความเป็นเจ้าของ
........ได้ผล แมวน้อยเดินไปทางอื่น ปล่อยกูหลับอย่างสงบจน 7 โมงเช้า
สองชั่วโมงนั้นกูไม่รู้เลยว่า อีเหมียวทำอะไร เล่นอะไร แต่ได้ยินเสียงขู่ของจูดี้เป็นระยะ
...........โชคดีจริงๆ ที่มีจูดี้ รู้งี้ลงมานอนด้วยตั้งนานแล้ว
กูจำใจตื่นขึ้นมาตอนเจ็ดโมงเช้า เตรียมตัวอาบน้ำทำงาน
หันไปเห็นหมาอ้วนนอนหลับหงายท้อง
มองหาแมวน้อย...............นู่น...แม่งขึ้นไปนอนบนที่นอนกูบนเตียง..........แมวเปรต
อยากอ่านเรื่องของคืนที่สองมั๊ย?.....
คืนที่สองไม่ค่อยมีสีสันเท่าคืนแรกหรอก เพราะกูเรียนรู้แล้วว่า แมวเด็กต้องกินเกือบทุกชั่วโมง
ต้องฉี่และอึก่อนนอน เวลาหิวจะปีนขึ้นหัว เอาตีนตะกุย แล้วถ้าไม่ได้กินก็จะงับหู
กลางคืนก็ไม่นอน ...........แมวเชี่ย...ย
คืนที่สอง กูหอบหมอนกับผ้าห่มมานอนบนพื้น เปิดไฟ ใส่อาหารแมวเต็มจาน
ทำของเล่นไว้ให้มันเล่น
แต่คืนนี้จูดี้ไม่เล่นด้วย มันหนีไปนอนตัวเดียวที่มุมห้องนอนหลับอุตุ
เหมือนอดนอนเลี้ยงแมวเด็กอยู่ตลอดคืนตัวเดียว
ปล่อยกูเดียวดายนอนอยู่กลางห้องและมีอีเหมียวเดินเหยียบหน้า
เมื่อขาดจูดี้ปกป้อง กูกลับขึ้นเตียงนอน แล้วจับอีเหมียวใส่ตะกร้าผ้า
เอาที่นอนจูดี้ปิด เอาหนังสือหนักๆทับ แมวบ้าต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมงกว่า
ถึงจะออกมาจากที่กักขังชั่วคราวได้ ......คืนนั้นเราเลยเล่นเกมจับแมวยัดตะกร้ากันตลอดคืน
จนอีเหมียวพลังบ้าหมด จำใจนอนในตะกร้าตอนตีห้ากว่าๆ ซึ่งอย่างน้อยก็ไม่เลวร้ายเท่าคืนแรก
และกูก็สนุกนิดๆ กับการจับแมวยัดตะกร้า............5555 หมีซาดิสต์
และในตอนนี้...ถ้ามีคนถามอีกว่าอยากเลี้ยงแมวมั๊ย กูก็จะตอบว่า
..อยาก..แต่ไม่อยาก...
อยากเลี้ยง เพราะแมวน่ารักและนิสัยออกจะเป็นผู้ใหญ่นิดๆ ผิดกับหมา ซึ่งมันก็มีดีคนละแบบ
แต่ไม่อยากเลี้ยงเพราะสงสารจูดี้ สองวันที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่า
จูดี้ไม่ต้องการสัตว์เลี้ยงอื่นมาเป็นเพื่อน "ชั้นต้องเป็นที่หนึ่ง และหนึ่งเดียว"
แววตาจูดี้มันบอก....

Monday, May 11, 2009

ยินดีต้อนรับสมาชิกคนใหม่




เป็นเรื่องน่ายินดีอีกเรืองหนึ่งในรอบปี เมื่อครอบครัวหนึ่งมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมา
แน่นอนเรากำลังพูดถึงการมีลูก ที่ในที่สุดวรลักษณ์ก็ให้กำเนิดลูกชายที่สุขภาพแข็งแรงและอวัยวะสมบูรณ์
ในตอนแรกเป็นเรื่องที่น่ากังวลเล็กน้อยที่วรลักษณ์ท้อง เพราะสุขภาพของวรลักษณ์ไม่แข็งแรง
ป่วยบ่อยและดูเหมือนจะเป็นโรคภูมิแพ้ทุกๆอย่าง
วรลักษณ์นั้นเป็นคนที่มีความขี้เกียจมากโขอยู่ในตัว ทำให้ตอนวรลักษณ์ท้องยิ่งไม่ทำอะไรเลย
นอกจากกินแล้วก็นอน โดยอ้างว่าลูกหิว หรือไม่ก็ลูกง่วงจะไปนอนเป็นเพื่อนลูก
พวกเราได้แต่หัวเราะขำๆ ไปกับความขี้เกียจของมัน แต่ก็ปล่อยให้มันกินแล้วก็นอนสมใจอยาก
มีอยู่วันนึง หมีอย่างกูต้องพาน้องท้องใหญ่ออกไปซื้ออาหาร เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมถนน
ยาวประมาณ 300 เมตร มันอยากกินตั้งแต่ร้านแรกยันร้านสุดท้าย
กูก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากบ่นไปซื้อไป แต่ก็อดจะประชดมันไม่ได้ว่า
ที่ท้องป่องเนี่ยไม่ใช่ลูกหรอก แต่เป็นขี้....
จนเช้าวันทึ่7 พฤษภาคมที่ผ่านมา วรลักษณ์ไปหาหมอเช็คครรภ์ตามปรกติ
แต่หมอบอกว่าให้อยู่โรงพยาบาลเลย เนื่องจากปากมดลูกเปิด ต้องคลอดก่อนกำหนดสองสัปดาห์
ณ.ห้องรอคลอด กู แม่วรลักษณ์(ซิ๊มขวัญ) และน้องโรส (น้องวรลักษณ์)
ต่างนั่งเงียบๆ ฟังเสียงหัวใจน้องเต้น ..ตึกตัก.ตึกตัก.ตึกตัก.ผ่านเครื่องขยายเสียง
ที่ต้องเอาหูฟังไปแนบไว้กับท้องแม่ รอคอยให้จังหวะการเต้นช้าลง
หรือเปลี่ยนไป จะได้รู้ว่าถึงเวลาคลอด
เราชวนวรลักษณ์พูดคุยบ้างเล็กน้อยจะได้ไม่ค่อยกลัว และคลายเจ็บได้บ้าง
มีเพียงสิ่งเดียวที่เป็นหัวข้อสนทนาอันเข้มข้นคือ อาหาร เพราะว่าที่คุณแม่หิวโหยเหลือเกิน
เนื่องจากผ่านไปสี่ชั่วโมงแล้วตั้งแต่ตรวจครั้งแรก และคงต้องรอจนคลอดเสร็จถึงจะได้กินอีกครั้ง
ซึ่งหมายถึงวันรุ่งขึ้น
ห้าทุ่มครึงของคืนนั้นกูก็ได้รับโทรศัพท์บอกเล่าจากน้องโรสว่า พี่วรคลอดทารกเพศชาย
น้ำหนัก 3030 กรัม ที่แข็งแรงและขาวจั๊วะ
วันรุ่งขึ้นกูก็ออกไปเยี่ยมน้องด้วยความตื่นเต้น “เป๋าฮื้อ” เป็นชื่อที่วรลักษณ์ตั้งให้
ไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไร แต่ก็โดนกูล้อไปหลายรอบ รวมถึงเรียกหลานว่า
หอยพิมพ์ ไม่ก็เต๋าเต้ย(ซื่งล้วนเป็นอาหารทะเลเหมือนกัน)
แต่ดูเหมือนนานไปผู้คนทางบ้านก็ยอมรับชื่อ “เป๋าฮื้อ”มากขึ้น
น้องเป๋าฮื้อ ผมดก คิ้วโก่ง นิ้วยาวสวยงามซึ่งนอกจากนิ้วโป้งแล้ว นิ้วที่เหลือแทบจะยาวเท่ากันหมด
โอว..เค้าว่าลักษณะดี แต่ที่เห็นแตกต่างคือ กูว่าหลานกูดำนะ ไม่ขาวหรอก
ถามวรลักษณ์คุณแม่มือใหม่ว่าคืนที่ผ่านมาเจ็บท้องมากขนาดไหน มันบอกว่า เจ็บมาก
ร้องตลอดเวลาแล้วก็บอกให้หมอ “ผ่าเถอะ หนูเจ็บมาก” หมอก็ไม่ยอมผ่าให้
บอกว่าทนมานานแล้ว อีกไม่นานก็พร้อมคลอดให้ทนอีกหน่อยมันก็ว่า
“ไม่ทนแล้ว ผ่าเถอะหมอ ผ่าเถอะ” พร้อมทำท่าทำทางให้ดู จนกลายเป็นเรื่องตลกไป
แต่กูรู้เลยว่าเหตุการณ์จริงตอนนั้นมันคงต้องเจ็บมาก
เพราะดูจากอาการเจ็บที่ยังคงเหลืออยู่ตอนนี้ก็ไม่ธรรมดาแล้ว
และณ.ตอนนี้ เป๋าฮื้อ ก็เป็นหลานโปรดของญาติๆ ถูกห้อมล้อมจนน่าเวียนหัว
กูหันไปมองญาติๆ ทุกคนต่างมีความเห็นต่างๆกันในวิธีการเลี้ยงเด็ก
เถียงกันไปมาจนกลายเป็นทะเลาะกัน ไม่รู้จะอะไรกันนักหนา
แต่พอหันมาเห็นหน้าหลาน หน้าตาที่ไร้เดียงสา ทำปากจู๋ ตาดำใส
กูก็รู้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ จะผ่านไปด้วยดี เพราะถึงอย่างไรทุกคนก็มีแต่ความปรารถนาดี
และหวังให้เป๋าฮื้อมีความสุข

Saturday, April 25, 2009

มึง...คนไทยรึเปล่า

ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวในเดือนเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 39องศา
แต่ความร้อนของแสงแดดใกล้เคียงกับเตาเผา
กูผ่านมันมาได้ด้วยการอ่านหนังสือ เหมือนก่อนหน้าหมีจะจำศีล ต้องไปไล่จับปลากิน
กูออกไปไล่จับหนังสือที่งานสัปดาห์หนังสือ ซื้อสะสมไว้อ่านตลอดเวลาที่จำศีลอยู่ในร้านราดหน้า
เดือนนี้นอกจากอากาศร้อนที่สามารถทำให้กูรู้สึกไม่สบายได้
องศาความร้อนของพวกเสื้อแดงก็ทำให้กูรู้สึกไม่สบายใจ เบื่อนักการเมืองนายทุน
เบื่อคนโง่ที่สร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศชาติ เพียงเพราะเงิน
ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้กูรู้ว่า คนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อเงินมีเยอะมากจนน่าใจหาย

ภาพทางโทรทัศน์ฉายให้เห็นกลุ่มเสื้อแดงทะลักล้นเข้าไปในโรงแรมที่มีการประชุมอาเซี่ยนซัมมิท
บางคนยกตีนตบ บางคนทำหน้าตาโกรธเหมือนอยากจะฆ่าใคร หลายคนเดินยิ้มดีใจที่เห็นกล้องกำลังถ่ายทอด
ซูสองนิ้วสู้ตายแสดงความน่ารัก บางคนยืนเก๊กท่าแต่ในตาว่างเปล่า
และบางคนเดินโบกธงชาติ ธงชาติไทยที่มีสามสี แสดงถึง.ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ทันใดนั้นกูโกรธ อารมณ์เสีย หงุดหงิดงี่เง่า ที่เห็นพวกมันโบกธงไปมาโดยไม่รู้สึกอะไร
กูรู้ว่าพวกเรามีความคิดเห็นแตกต่าง กูไม่รู้ว่าพวกมึงรับจ้างมาเดินหรือมาด้วยความเต็มใจ
แต่กูรู้ว่าธงชาติไม่เหมาะที่จะอยู่ในมือมึงเลย เพราะกูไม่รู้สึกถึงความรักในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
ของพวกมึงเลยสักนิด ..ไม่เลยสักนิด
ตอนนี้กูเบื่อและอารมณ์เสียเวลามีคนถามว่ากูอยู่ฝ่ายใคร
..นี่กูต้องเลือกข้างแล้วเหรอ ที่นี่ประเทศไทย หรือเกาหลีใต้วะ แค่ปัญหาสามชายแดนภาคใต้ยังไม่พอใช่มั๊ย
ไม่ถามกูเลยล่ะว่ากูอยากให้ใครตาย..แม่งงงงง
แต่คำตอบคือ กูไม่ได้อยู่ฝ่ายไหน กูแค่เกลียดมัน ไอ้หน้าเหลี่ยม
มึงทำให้บ้านกูต้องทะเลาะกันเพราะสีแดง สีเหลือง กูเกลียดมึงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
เฮ้อ..อ เหนื่อย

นี่จริงจริงแล้วตั้งใจจะมาคุยเรื่องหนังสือ ไหงมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้หว่า สงสัยอากาศจะร้อนจัด

Judy's hot collection







Friday, March 27, 2009

ราดหน้าเล่าเรื่อง

เป็นอันรู้กันดีในหมู่คนกันเองว่า กูไม่รับคนงานต่างด้าวเข้าทำงาน
สาเหตุหลักคือ ไม่อยากถูกตำรวจไถ รังเกียจพฤติกรรมเลวเลว
สาเหตุที่ให้กับผู้คนรอบข้างคือ คนไทยเยอะแยะมากมายที่ตกงาน กูยังหวังพึ่งแรงงานไทยอยู่
สาเหตุลึกลึกในใจคือ เคยพลาดท่าเสียทีจ้างชาวต่างชาติครั้งหนึ่ง แล้วทนกับพฤติกรรมมันไม่ได้เลย
แต่ไม่เคยบอกใคร

ก่อนหน้านี้ ร้านราดหน้ามีคนงานเป็นขาประจำ 3 คน เป็นตัวตายตัวแทนที่ทำงานกันมานาน
แต่ความต้องการพนักงานของร้านคือ 4 คน
ซึ่งคนที่4 นี่เองที่หายากกกกกกกยิ่งกว่าฝนในหน้าหนาว(เกี่ยวมั๊ยเนี่ย)
ลูกค้าจะเห็นพนักงานคนที่4 เปลี่ยนหน้ากันแทบทุกสองอาทิตย์ (งานร้านกรูมันหนักนักเรอะ)
แล้วเช้าวันหนึ่ง วันที่ไม่มีพนักงานคนที่ 4 มาเกือบเดือนแล้ว ก็มีคนมาสมัครงาน
แนะนำโดยร้านส่งน้ำแข็งที่กรูใช้บริการทุกวัน เค้าบอกว่ารับประกันความอืด
กรูหันไปมองหน้าเด็กผู้หญิงที่จะมาเป็นลูกน้องในอนาคต แล้วก็คิดในใจ
....มันจะอยู่ถึงสองวันมั๊ยวะเนี่ย
แต่ก็เอาเถอะ เราต้องให้โอกาสคน น้องผู้หญิงรูปร่างบอบบาง แนะนำตัวเองว่าชื่อ จัน อายุ26
กูไม่ถามอะไรต่อ สำหรับคนที่จะอยู่ด้วยกันแค่ไม่กี่วัน เราไม่จำเป็นต้องซักไซ้ไร่เรียงให้มากความ
กูหันไปบอกมือขวาของกูว่า "พี่คิดพรุ่งนี้เริ่มหัดน้องเค้าทำราดหน้าเลยนะ"
พนักงานทั้งสามชีวิตหันมามองกู แล้วรู้ทันทีว่า กูไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะทำงานได้
เลยให้เริ่มงานที่ยากที่สุดในร้าน เพราะถ้าไม่คิดจะทำงานหนักจริงจริง
เจองานผัดราดหน้าวันเดียวก็ต้องออก แต่ถ้าทำได้มากกว่าสองวันเราจะรู้กันว่า เธอคือตัวจริง

แต่ผ่านไป 4 วัน จันยังคงทำงานอยู่ แม้จะไม่ค่อยพูดจา แต่จันเริ่มซื้อใจเพื่อนได้ด้วยความขยัน

และเมื่อผ่านไป 7 วัน พี่คิดบอกว่า “ป๋า(นามมังกรของพี่หมีเวลาอยู่ร้าน)
จันผัดหน้าได้แล้วนะ ไม่ต้องเฝ้าด้วย”
............โอมายก๊ออออดดดดดดดดดดด
เป็นเร็วมากสำหรับคนไม่เคยผ่านงานร้านอาหาร และอายุน้อยขนาดนี้
หลังจากนั้น กูจึงเริ่มให้ความสนใจจันอย่างจริงจัง เริ่มพูดคุยถึงค่าแรงที่จะได้รับ
เงินพิเศษที่จะได้ตามยอดขาย และค่าแรงที่จะขึ้นตามอายุการทำงาน
ประมาณว่า อยู่เถอะน้อง ทำงานกับพี่เถอะน้อง
แต่ถึงอย่างนั้น จันก็ยังไม่ค่อยพูดจา และสิ่งเดียวที่เรารู้เกี่ยวกับจันคือ
จันมีกล้ามใหญ่ที่ไม่เข้ากับหน้าตาที่น่ารักเลย แต่วันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้จันเปลี่ยนไป

พิ่คิดมาบอกกูว่า “ป๋า จันเช็คของไม่ได้นะ มันบอกเขียนหนังสือไม่เป็น”
(ที่ร้านจะมีใบสำหรับเช็คของเหลือและสั่งใหม่ให้กับพนักงาน)
............................เกิดความเงียบขึ้นระหว่างเรา แล้วกูก็ถามพี่คิดอย่างยากลำบากว่า
“พี่ว่าจันเป็นคนไทยรึเปล่า” “ไม่น่าจะใช่นะ เพราะบางคำมันพูดไม่ชัด”
“รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ทำไมไม่บอก” “ตั้งแต่วันแรกล่ะ แต่เห็นมันทำงานดี”
“แล้วถ้าเราถามมันตรงตรง ว่าเป็นคนไทยรึเปล่ามันจะตกใจจนออกไปอีกมั๊ย”(เคยมีเคสตัวอย่างมาแล้ว)
“ไม่รู้เหมือนกัน ป๋าค่อยค่อยถามมันแล้วกัน”
บทสนทนาข้างต้นระหว่างกูกับพี่คิดนี้ เราต้องออกไปกระซิบกันนอกร้าน เพราะกลัวจันได้ยิน
ดูสิเราไม่อยากให้เค้าออกขนาดนั้น

กูตัดสินใจจ้างจันต่อ และเรียกเค้ามาคุยแบบเปิดใจ
ว่าเค้าเป็นคนประเทศอะไร มาจากไหน จริงๆแล้วชื่ออะไร
และหลังจากที่ทุกอย่างเปิดเผย จันก็ดูจะทำงานด้วยความสบายใจขึ้น
คงไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะถูกจับได้เมื่อไหร่ และเราก็รู้เรื่องราวเกี่ยวกับจันมากขึ้น
จันเล่าให้ฟังว่า บ้านเค้าอยู่ลาว แต่อยู่อำเภออะไรจำไม่ได้(กูนะที่จำไม่ได้)
แต่งงานแล้ว เป็นคนบ้านเดียวกัน คือคนที่มาส่งน้ำแข็งที่ร้านกรูทุกวันนั่นเอง
(ทำไมเดี๋ยวนี้แยกไม่ออกเลยนะว่าใครเป็นใคร) มีลูก1คน
เมื่อก่อนเคยทำงานที่โรงงานทำรองเท้าได้ค่าแรงวันละ 120 บาทไม่มีโอที
แต่ไอ้คนไทยใจคดคนนั้นให้ทำงานตั้งแต่ 9โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม
จันไม่มีทางเลือกเพราะไม่มีบัตรต่างด้าวจึงหางานทำยาก กลัวโดนตำรวจจับ
จันทำงานที่นั่นได้3 ปี แล้วขอลากลับบ้านไปเยี่ยมลูกประมาณ2 เดือน
กลับมาก็ตกงานซะแล้ว เพราะแรงงานต่างด้าวราคาถูก
ยังคงมีอยู่มากมายให้คนไทยเอาเปรียบ
ดังนั้น โชควาสนาจึงตกมาอยู่ที่ร้านราดหน้า ที่ได้คนขยัน
ทำงานเก่ง นิสัยน่ารัก และหน้าตาก็น่ารักมาทำงาน

ตอนนี้จันมาทำงานที่ร้านราดหน้าได้ 3 เดือนแล้ว
และทุกเดือนจันจะส่งเงินกลับบ้านประมาณ 5000-8000 บาท
โดยให้กูเป็นธุระจัดการให้ ถามจันว่าส่งเงินให้แม่เลี้ยงลูกเหรอ
จันยิ้มแล้วก็ตอบว่า เปล่าค่ะ ส่งเงินกลับไปปลูกบ้าน
ถามจันต่อว่าคิดไว้ในใจรึเปล่าว่าจะทำงานอยู่ในประเทศไทยถึงเมื่อไหร่
จันตอบว่า ประมาณ 1 ปี ก็จะกลับ แต่ถ้ายังปลูกบ้านไม่เสร็จก็จะกลับมาใหม่
ฟังแล้วก็ทั้งเสียดายและชื่นชม
เสียดายที่อีกหนึ่งปีร้านกูจะต้องหาเด็กมาทำงานใหม่
ชื่นชมที่จันทำในสิ่งที่เด็กไทยอายุเท่ากันทำไม่ได้เลยตั้งแต่เห็นมา
เด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพ ทั้งๆที่อยู่บ้านนอกก็ไม่ได้สบายอะไร
แต่กลับต้องการมาทำงานสบายๆในกรุงเทพ เลือกงาน หยิบโหย่ง
วันวันคิดแต่เรื่องแต่งตัวกับผู้ชาย ทำชีวิตที่ไม่มีคุณค่าให้มันยิ่งด้อยค่าลงไปอีก
แล้วเราจะโทษใครได้ โทษพ่อแม่ ครอบครัว อำเภอ จังหวัด ประเทศ หรือว่ารัฐบาล
เราคงโทษใครไม่ได้ เพราะกูเชื่อเหลือเกินว่า จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวเราเองจริงๆ
ดังนั้น เรามาช่วยกันกรวดน้ำ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล
ให้หน้าเหลี่ยมที่ล่องลอยเป็นสัมภเวสีที่ต่างแดนกันเถอะ
เผื่อว่ามันได้รับผลบุญจนอิ่มแล้ว จะได้รู้จักพอสักที
ประเทศชาติจะได้ไม่มีสงครามกลางเมือง สาธุ

Monday, March 09, 2009

เกาะสีชัง...



ไปเกาะสีชังมา แรกเริ่มเดิมทีว่าจะไปกับเพื่อนแค่สองคน แต่คิดแล้วบรรยากาศคงสงบจนน่ากลัวพิลึก
เลยตัดสินใจชวนคนอื่นไปด้วย ซื่งเป็นเพื่อนของเพื่อนนั่นเอง
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่กรูมีความรู้สึกอยากพบเจอสิ่งแปลกใหม่ซึ่งเป็นคน ทั้งๆที่เพื่อนกรูก็ย้ำนักหนาว่า เพื่อนมันคนนี้ไม่ธรรมดา
การเดินทางวันนั้นเริ่มต้นที่หน้าร้านกรูเวลาเก้าโมงเช้า และประโยคแรกที่กรูได้รับจากเพื่อนใหม่คือ “ปวดขี้”
......... แล้วก็วิ่งเข้าห้องน้ำไป
ถึงจะพูดว่าเพื่อนใหม่แต่เราสองคนก็ได้ยินชื่อของกันและกันมานาน
เนื่องจากเราต่างก็มีเพื่อนสนิทคนเดียวกัน ดังนั้นถ้าเราจะคุ้นเคยกันเร็วมันก็คงไม่แปลก....
มันเป็นการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ สำหรับกูมากทีเดียว เพราะทีผ่านๆมา ถึงแม้จะรับหน้าที่เป็นคนขับรถและหาเส้นทาง
แต่ทุกที่ที่ไปล้วนแต่เป็นเส้นทางที่คุ้นเคยและเคยไปมาแล้ว แต่เกาะสีชังนี่ยังไม่เคย.......
มิมีปัญหาสำหรับหมีอย่างกูอยู่แล้ว สโลแกนเค้าว่าไว้ว่า เราย่อโลกไว้ในกำมือคุณ ด้วยgoogle ใช่มะ
แค่พิมพ์ชื่อเกาะสีชังเข้าไป เวปไซด์ก็โผล่มาให้หาข้อมูลกันพรืด
เกาะสีชังอยู่อำเภอศรีราชา เลยบางแสนไปหน่อย วิ่งตามถนนหมายเลข 7 แล้วเจอถนนสุขุมวิท ประมาณกิโลเมตรที่ 117
ให้กลับรถหน้าโรบินสันแล้วเลี้ยวซ้ายไปท่าเรืออีกประมาณสองกิโล โอ๊ยยย..จิ๊บ.จิ๊บ ไม่ต้องปริ๊นท์แผนที่เลย แค่นี้ก็สบายแล้ว
แต่เรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นเมื่อเราเจออีนังนุ่น......
นังเพื่อนใหม่จอมโวยวาย กรอกหูเป็น back seat driver อยู่ข้างหลัง ...จะไปมอเตอร์เวย์ย์ย์ย์ย์
โอเค..จัดให้ ว่าแต่ไปยังไงล่ะ เพราะอันที่จริงแล้วกูก็ไม่ค่อยแน่ใจในเส้นทางที่ตัวเองหามาเท่าไหร่
ถ้าพอจะมีคนรู้บ้างมันก็จะดี มันก็ตอบว่า......ไปตามป้ายสีฟ้าที่มีรูปเครื่องบินน่ะ มีเยอะแยะเลย
ไปถึงสนามบินเดี๋ยวก็เจอมอเตอร์เวย์ งั้นเหรอ..จิงอ่ะ.. กรูเริ่มไม่แน่ใจ แต่ความไม่แน่ใจมันชัดยิ่งขึ้นว่ากูควรเชื่อตัวเองมากกว่า
เมื่อมันบอกว่าท่าเรือตรงบางนา เป็นท่าเรือแหลมฉบัง.....(-__-")
เราตัดสินใจใช้ทางเลือกสุดท้าย ถามพนักงานบนทางด่วนว่าเส้นมอเตอร์เวย์ต้องขับไปทางไหน ......ทางออกหมายเลขหกเลยครับ
ในขณะที่กูมีทางออกหมายเลยหกเป็นจุดหมายแรกในใจ สามชีวิตที่เหลือบนรถก็มีวิธีการแสดงออกต่างกัน ..
น้องหลง น้องนังนุ่นหลับทันทีที่รถออกวิ่งจากหน้าร้านกู ตื่นเป็นระยะเพราะเสียงพี่สาว แต่ไม่มีความเห็นอะไร
เชอรี่ที่นั่งด้านหน้าคู่กับกูก็ยังนั่งตัวเกร็งอยู่เพราะกลัวอีนังเพื่อนด้านหลังทำกูปี๊ดแตก....
ส่วนอีนังนุ่นผู้ไม่อีนังขังขอบกับสิ่งใดก็ยังคงโวยวายกับมอเตอร์เวย์ต่อไป
เชอรี่เริ่มออกอาการหงุดหงิดที่เรายังหาทางออกหมายเลขหกไม่เจอ และบ่นว่าทำไมเค้าไม่เขียนหมายเลขติดไว้ที่ทางออก
กูจึงต้องอธิบายว่า มันจะถูกเขียนไว้ด้วยคำว่า "ตอ. 4-06" และตอนนี้เราเพิ่งจะถึง 04 เชอรี่จึงถึงบางอ้อ...
ช่วงนั้นเองที่กูรู้ว่าจุดพักรถบนมอเตอร์เวย์คือสถานที่ที่นังจอมโวยวายข้างหลังอยากไป
มันอยากไปกินชาเขียวปั่นที่ starbuck (กูเขียนถูกป่าวนี่) นั่นเอง หลังจากชาเขียวเข้าปากกูคิดว่าคงจะขับรถง่ายกว่าเดิม
แต่การทุ่มเถียงอันสนุกสนานยังคงมีอยู่เป็นระยะ บางครั้งมันทำให้กูหัวเราะจนขับรถแทบไม่ตรงทาง
ถึงตอนนี้จุดหมายในใจกูอยู่ที่หลักกิโลเมตรที่ 117 แต่ปรากฎว่า ความเชื่อมั่นในเส้นทางของกู
กลับถูกทำลายลงด้วยความไม่รู้ตลอดทางของเชอรี่ผู้เป็นหนึ่งเดียวในทริปนี้ที่เคยไปเกาะสีชังมาแล้ว เมื่อหลายปีก่อน...
มันย้ำบ่อยมากว่า เส้นนี้ไม่คุ้น เกาะสีชังไม่น่าจะเลยบางแสน โดยมีลูกคู่คือนังนุ่นคอยพูดจาซ้ำเติมแบบเรื่อยเปื่อยอยู่ด้านหลัง
ในที่สุดกูต้องบอกว่า ไปให้ถึงกิโลเมตรที่ 117 ก่อนแล้วกัน ถ้ายังไม่มีโรบินสันอีกเราค่อยกลับรถ (โรบินสันเป็นสิ่งเดียวที่เชอรี่จำได้)
และในที่สุดพี่หมีก็เป็นฝ่ายชนะ เมื่อหลักกิโลที่ 117 เราก็เจอโรบินสัน ในขณะที่อีกประมาณแค่ครึ่งกิโลเมตรจะถึงท่าเรือเกาะลอย
นังนุ่นก็ลุกขึ้นมากำกับเส้นทางอีกครั้ง เฮ้อ..(-o-)
ทันทีที่เท้าเหยียบท่าเรือ เราพบความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอันน่าประทับใจ
น้ำใสใสริมตลิ่ง ฝูงลูกปลานับร้อยว่ายทวนน้ำ โอโห สวนสนที่ว่าเงียบๆ ยังหาดูยากนะเนี่ย
จากที่นี่เราขึ้นเรือตังเกที่แปรสภาพเป็นเรือบรรทุกคน มีลักษณะสองชั้น เก้าอี้พลาสติกแบบมีพนักพิงตั้งอยู่บนชั้นสอง
ส่วนเก้าอี้ต่อเป็นแถวยาวแบบโรงอาหารและมีพนักพิงตั้งอึดอัดอยู่ชั้นล่าง ราคาโดยสารคนละสามสิบห้าบาท
ราคานี้รวมเสื้อชูชีพเก่าขาดที่แขวนไว้ทุกที่นั่งเพื่อเป็นเครื่องตอกย้ำความปลอดภัยของผู้โดยสารอย่างเรา
สามสิบนาทีผ่านไป ยังไม่มีวี่แววของเกาะสีชัง แต่นุ่นเริ่มปวดขี้อีกรอบ........
สี่สิบห้านาทีจากท่าเรือ ในที่สุดเราก็มาถึงเกาะสีชัง ที่มองจากภายนอกได้คะแนนสวยงามจากกูไปเพียงเล็กน้อย
ประกอบกับระหว่างทางกูเห็นเรือลำใหญ่ที่สำหรับใช้ในการก่อสร้างอยู่มากมาย
จนไม่รู้ว่าท้องทะเลที่มีเรือเป็นเครื่องประกอบฉากมากมายนี่มันเรียกว่าสวย หรือว่าอย่างอื่นดี
แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยกูก็เห็นแมงกระพรุนหลายตัวแล้ว อภัยได้
อ้อ. ณ. ที่นี้ความดีของนังนุ่นปรากฎให้กูเห็น เมื่อเราปลอดภัยกันบนฝั่งแต่นังนุ่นยังช่วยจูงคนแก่และคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่ในเรือ
โอ้..มันเป็นคนดี กรูรำพึงออกมาเบาๆ
ที่ท่าเรือเกาะสีชัง คนท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพให้เช่ารถมอเตอร์ไซด์ กับรถตุ๊กตุ๊กสกายแลป ตามติดเราเหมือนเหาปลาฉลาม
ในที่สุดท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา เราเลือก ตุ๊กตุ๊กสกายแลปพร้อมพี่คนขับที่ทำหน้าที่นกแก้วนกขุนทอง
ท่องเจื้อยแจ้วเกี่ยวกับประวัติสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ บนเกาะให้เราฟัง เราไปไหว้ศาลเจ้าพ่อ
ชมวิวช่องเขาขาด ที่กูไม่รู้ว่ามันขาดตรงไหน แวะชมพระตำหนักเก่าของรัชกาลที่5 และอีกหลายพระองค์
หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวริมหาด ตรงที่พี่ไกด์สกายแลปบอกเราว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุด
แต่ตอนที่เราไปนั้นมันร้อนซะจนพวกเราไหม้เกรียม
บนเกาะสีชังในหน้าร้อน ดูเหมือนว่าต้นไม้จะเหี่ยวเฉาเป็นสีน้ำตาลกันไปหมด สลับกับป้ายห้ามทิ้งหมาเป็นระยะ
ทำให้กูคิดไปว่า นี่เราอยู่บนเกาะหมาที่พุทธมนฑลหรือเปล่า แม้กระทั่งแถวนี้หมายังโดนทิ้งอีกเหรอ เฮ้อ...
ขากกลับเรารอขึ้นเรือที่ท่าเรือเดิม ราคาโดยสารเหมือนเดิม และยังคงเลือกที่นั่งชั้นสองด้านหลังสุด พอเรือออก
เราก็ได้รับแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ยังคงร้อนเปรี้ยงอยู่เต็มๆ มันส่งผลให้แขนเชอรี่ไหม้เป็นแถบ เกรียมขนาดเบคอนที่น่ากินทีเดียว
ระหว่างทางขากลับกูก็ยังคงนั่งจ้องฟองคลื่นที่ถูกหัวเรือตีแตกจนเป็นฟองขาวๆ
พยามยามมองหาแมงกระพรุนที่นานๆ จะโพล่มากสักที ตอนที่กูมองหาแมงกระพรุนนั้น
คราบน้ำมันดำๆ ลอยมาสลับกับขวดเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง ควายแดง เอ็มร้อย เป็นระยะ บางทีก็ขวดเดียว บางทีก็มาเป็นแพ
บทสนทนาของเราจึงเลยเถิดไปถึงกฎหมายว่าด้วยการทิ้งขยะในเรือ
ตอนที่เราอยู่บนเกาะ มองออกมาลิบๆ เราจะเห็นเรือสองลำปกคลุมไปด้วยหมอกควันขาวโพลน
พี่ไกด์บอกว่าเค้ากำลังถ่ายแป้งมันสำปะหลังให้กับเรืออีกลำ แป้งพอเจอลมมันก็เลยพัดฟุ้งกระจายไปทั่วอ่าว
บางครั้งลอยขึ้นมาถึงเกาะ และเป็นเวลากว่าสี่ชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่เราเห็นมันครั้งแรก ตอนนี้เราอยู่บนเรือกำลังจะกลับฝั่ง
หมอกมันสำปะหลังก็ยังคงพัดคลุ้งอยู่ ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าแต่ตอนที่เรือโดยสารขับผ่านไอ้หมอกเวรพวกนี้กูได้กลิ่นเหมือนซีเมนท์มากกว่าแป้งมันนะ
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติพยายามเก็บรูป เช่นเดียวกับกรูที่พยายามถ่ายภาพไปด้วย ปิดจมูกไปด้วย
แต่คนบนเรือคนอื่นดูเหมือนจะเห็นเป็นเรื่องปรกติ แต่ในที่สุดสองนักท่องเที่ยวก็ปิดจมูกตามกูด้วยความวิตกจริต ฮ่า ฮ่า
ขึ้นฝั่งคราวนี้มีโอกาสเห็นเสาปูนขนาดคนครึ่งโอบซึ่งเป็นตอหม้อของท่าเรือเกาะลอยได้ถนัดตา
กูเห็นซากหอยนางรมเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก และที่ยังมีชีวิตเป็นๆ คือหอยแมลงภู่ มันอุดมสมบูรณ์ขนาดมีให้เกลื่อน
เกาะแม่งทุกเสา โหยยยย...ถ้าอยู่แถวบ้านจะมาเก็บไปต้มซะหน่อย เห็นแล้วนำลายไหล
เดินมาอีกไม่ไกล ก็เห็นชาวบ้านยืนทอดแหอยู่บนสะพานท่าเรือ สะพานปูนขนาดสองเลนรถวิ่งสวนกันได้นะ
เกิดมากูเพิ่งเคยเห็นคนทอดแหสบายขนาดนี้ ไม่ต้องเปียกน้ำเลย หมีสอดรู้เดินเข้าไปชะโงกหัวดูในกระป๋องเขา
อยากรู้ว่าทอดแหได้อะไรบ้าง ก็เห็นกุ้ง กั้งตัวใหญ่ แล้วก็ปูตัวเล็กเต็มไปหมด รู้สึกปลื้มใจเหมือนตกได้เอง
ภาวนาให้ความอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ยังคงอยู่ตลอดไปนานๆ
เราปิดท้ายกันด้วยส้มตำปูม้าบนท่าเรือเกาะลอย หารกันแล้วเที่ยวคราวนี้จ่ายแค่แปดร้อย
คุ้มมากมายกับธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์แล้วก็การหัวเราะจนทำให้กูขับรถไม่ตรงทาง สนุกจิงจิง
*ดูรูปที่ hi5 ค้าบบ

Friday, February 20, 2009

หนึ่งวันที่เสียไป

เพิ่งกลับจากข้างนอกสดๆ ร้อนๆ อากาศที่ร้อนราวนรกแตกทำให้จิตใจกรูพลอยร้อนไปด้วย
จากที่เคยปฎิญาณตนไว้ว่าจะใจเย็น ทำตัวเป็นคนดี วันนี้ทำไม่ได้อย่างสิ้นเชิง.....
เช้านี้มีนัดกับป้าไปทำธุระกันที่ธนาคาร บนตึก MBK
นัดเจอกันกับป้ากลางทางที่ท่าเรือ เราจะข้ามฝั่งไปนั่งรถไฟฟ้ากันที่สถานีตากสิน
นัดเที่ยง กรูไปถึงก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง แต่ป้ามาสายหนึ่งชั่วโมง
เบ็ดเสร็จกรูมีเวลาชั่วโมงครึ่ง นั่งดูหมาเล่นกัน ดูคนขุดดินทำท่อ ดูกลุ่มชายฉกรรจ์สี่ห้าคนเพาะกล้าม
ดูชาววินมอไซด์นั่งดูตลกหมอลำหัวเราะกันดังลั่น
สลับกันกับผู้คนที่เดินขึ้นลงเรือแล้วหันมามองหมีบ้าที่ท่าเรือ กำลังไล่จับหมากิน
ถ้าป้ามาถึงช้ากว่านั้นหน่อยไอ้หมาตัวนั้นโดนกรูแดกแน่
เรามาถึงสถานที่นัดหมายตรงตามเวลาเป๊ะ ผู้บรรยายเป็นสาวใหญ่ท่าทางใจดีและเค้าน่าจะเริ่มพูดไปได้สักเล็กน้อยแล้ว
เราสองคนป้าหลานหยิบเอกสารคนละปึก เดินมาหย่อนตัวลงบนที่นั่ง พร้อมกันนั้นกรูสังเกตุว่า
คนที่มาฟังบรรยายรุ่นเดียวกับป้ากรูทั้งนั้นเลย..........
แต่ยังไงซะ บรรยากาศแบบนี้มันก็เหมือนมาเรียน กรูตื่นเต้นเล็กน้อยพองาม รู้สึกเหมือนพร้อมรับความรู้เต็มที่
แต่การเรียนของกรูมันไปไม่ถึงไหนจิงๆ เพราะไอ้แก่สองคนข้างหน้ามันนั่งคุยกันตลอดเวลา (ทำไมไม่ไปคุยกันข้างนอกวะ)
ถัดไปทางซ้ายมือเป็นลุงแก่ๆ ที่ไม่ค่อยรู้ภาษาอังกฤษ เฝ้าแต่จะคอยซักไซ้ให้คุณโอ๋(ชื่อผู้บรรยาย)แปลให้ตลอดเวลา
ส่วนไอ้เวรข้างหลังก็ทำตัวเป็นวัยรุ่นหัวเกรียน ถามคำถามที่ไม่เกี่ยวกับการบรรยาย
ยังไม่พอ มันยังชวนให้เค้าเข้ามาถกประเด็นที่มันถามขึ้นมาให้ได้ แถมผ่านไปพักเดียวมันมีพวกแตกตัวขึ้นมาเป็น 2-3ตัว
เฮ้อ....ยังไม่พอนะ...หันมาข้างซ้ายของตัวเอง เจอป้านั่งสัปหงก งึก..งึก............(-"-)
ไรเนี่ย...นี่มาเพราะป้าอยากมาเรยนะเนี่ย ป้าทำงี้ได้ไง....
ระหว่างที่ไอ้หัวเกรียนสองสามตัวข้างหลังชวนคุณโอ๋ผู้อดทนโต้วาทีอยู่.........ไฟก็ดับ...พรึ่บ!!
มืดไปหมดทั้งห้องบรรยาย มีเพียงแสงไฟจากโน๊ตบุ๊คที่ส่องไปกระทบหน้าคุณโอ๋
ดังนั้นเราจึงเห็นแต่หน้าแกลอยเด่นอยู่ท่ามกลางห้องที่มืดสนิท
ผู้รู้หลายคนเริ่มออกความเห็นว่าทำไมไฟถึงดับ ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ คุณโอ๋ก็บอกว่า
"อย่าตกใจหน้าโอ๋นะคะ โอ๋เป็นคนนะไม่ใช่ผี บอกไว้ก่อนเดี๋ยวตกใจ"
เท่านั้นเอง..กรูก็ฮากลิ้ง แม่คุณเอ๋ย...เป็นหญิงที่มีน้ำอดน้ำทนดีแท้ เป็นกรูนะจะอาศัยความมืดไปตบไอ้..ทั้งหลายซะหน่อย
จากนั้นกรูก็เริ่มรู้สึกว่า เรามานั่งทำไรตรงนี้เนี่ย เลยชวนป้ากลับ...
ไม่ยอมกลับแฮะ..แกบอกว่าเพราะไฟดับ ป้าเลยตื่นแล้วอย่าเพิ่งกลับเลย!?!
กรูเลยปล่อยมุขไปว่า "ตกลงไฟดับเพราะอะไรเนี่ย ไฟไหม้รึเปล่านะ ลงไปดูกันดีกว่า"
เท่านั้นหล่ะ ป้าหยิบกระเป๋าแล้วยอมเดินตามออกมาโดยดี
แม้ทางเดินข้างนอกจะมืดตื๋อ แต่ลิฟท์ยังคงใช้ได้
นาทีที่ประตูลิฟท์เปิด แสงมันสว่างจ้าจนเหมือนเรากำลังจะเดินเข้าไปยังอีกโลกหนึ่ง
เราออกที่ชั้น 3 ของ MBK ห้างสรรพสินค้าที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ผู้คนเดินเบียดเสียดแต่ไม่มีเหงื่อไหล
สาวๆ ทั้งหลายแต่งตัวสวยงาม อวดขาสวยๆกันเต็มห้าง....แต่กรูอยากกลับบ้าน
คิดถึงจูดี้ ป่านนี้มันคงนอนร้อนตับแตกอยู่ชั้นบน
อยากกินน้ำมะนาวคั้นเย็นๆ อยากนอนอ่านหนังสือ ....เป็นอย่างนี้ทุกที
อารมณ์เสียทีไร ร้องกลับบ้านทุกที....เฮ้อ...
ขอโต้ดก๊าบบบบบ

Tuesday, February 17, 2009

รัก..is all around

ก่อนนี้องุ่นเปรี้ยวพวงนี้มักมีคำถามว่าใครฟะ กำหนดให้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก
ทำให้วัยรุ่นและคู่รักทั้งหลายเลือกที่จะสวีทกันหวานหยดเป็นพิเศษในวันนี้
เอ้อ...ไม่ได้บ่นนะ ไม่ได้บ่น
ขำขำนิดหน่อยที่วันที่14กุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีเพื่อนส่งsmsมาบอกรักกันมากมายนับไม่ถ้วน(2คน)
ทำให้คิดถึงว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้มีคำถามสนุกๆ ส่งเป็นอีเมล์ต่อกันมา
เป็นคำถามที่ให้เราตอบแล้วก็ส่งกลับหรือส่งต่อไปให้เพื่อนๆ
ในบรรดาคำถามทั้งหลายสิบข้อ มีหลายคำถามที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก
เช่น บอกรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เชื่อเรื่องรักแรกพบหรือไม่
คิดว่าคนหนึ่งรักเพราะอะไร แหม..เข้าทางคนน้ำเน่าอย่างเราพอดิบพอดี
หลังจากที่เพื่อนๆ น้องๆ ส่งคำตอบกลับมา คำตอบของทุกคนก็ทำให้่กรูขำ
บางคำถามก็ทำให้หมั่นใส้อย่างยิ่ง ประมาณว่ากรูรู้เลยว่าเมิงกะลังอินเลิฟอย่างมาก..ชิส์
แต่ว่าทั้งหมดทั้งปวงนั้นทำไมมีตูคนเดียวที่ตอบว่่าเชื่อเรื่องรักแรกพบล่ะ
แล้วทำไมทุกคนถึงไม่เชื่อล่ะ ทำไม ทำไม
ลองนึกๆดูแล้ว ช่วงวัยที่มีความรักสนุกที่สุดสำหรับกูคงเป็นช่วงวัยรุ่น
มันเป็นช่วงเวลาที่เราทุ่มเทให้กับเพื่อนและคนรักอย่างเต็มที่
พลังชีวิตมันเต็มร้อย ใจมีเท่าไหร่ใส่เข้าไปหมด แถมยิ่งรักแรงก็ยิ่งเกลียดแรง
แต่พอเริ่มเข้าวัยเปลี่ยนแปลง ขณะที่เท้าข้างหนึ่งอยู่ในแอ่งของความสนุก
ชีวิตวัยรุ่นที่เรายังไม่อยากสลัดทิ้ง
อีกข้างกลับต้องเลือกเหยียบขั้นบัันไดที่จะเป็นฐานให้เราในอนาคต
และต้องเริ่มใช้เหตุผลเริ่มมากกว่าอารมณ์
ความรักเริ่มไม่ราบรื่นเหมือนตอนวัยรุ่นอีกต่อไป........
ไม่สนุกอีกต่อไป...
วันวาเลนไทน์อาจทำให้คนขี้อายและไม่มีแฟนบางคนรู้สึกกระอักกระอ่วนกับดอกกุหลาบที่ปลิวว่อน
แต่วันวาเลนไทน์ ก็ทำให้คนที่ไม่สามารถบอกรักกันได้ทุกวัน
อย่างเพื่อน พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน สามารถบอกรักกันได้ในวันนี้อย่างไม่ต้องกลัวเข้าใจผิด
เพราะเค้าบอกรักกันให้เกลื่อน
แล้วถ้ากูถามคำถามโง่โง่ว่า การแสดงออกว่ารัก กับการบอกรักต่างกันตรงไหน
ตรงที่อย่างหนึ่งเป็นการกระทำ อีกอย่างเป็นคำพูดใช่ป่ะ
แล้วถ้าเราบอกรักเพราะต้องการแสดงออกว่ารักล่ะ มันจะเป็นเรื่องเดียวกันรึเปล่า หือ..หือ
สุดท้ายตอนนี้ถ้าจะบอกว่ากรูไม่แคร์หรอก ไม่มีคนรักก็ไม่เห็นตาย
จริงๆแล้วถึงมันจะไม่ตาย แต่เรื่องรักก็เป็นตัวชูรสให้กับชีวิต อาจไม่ใช่ประเด็นหลัก
แต่ก็เป็นเรื่องที่จะขาดไม่ได้ในภาวะโลกร้อน หุ้นตก เศรษฐกิจไม่ดี
หรือการเมืองเปลี่ยน มันต้องมี เพราะมันทำให้คนขี้เหงามีกำลังใจ
ทำให้พ่ออยากกลับบ้าน ทำให้แม่ขยันทำงาน
และทำให้คนขี้เกียจอย่างกรูลุกขึ้นมาอัพบล๊อคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

Monday, February 02, 2009

เยือนกรุงเก่า

ไปเที่ยวอยุธยามาเมื่อวาน
ธรรมเนียมปฎิบัติของชาวไทยเชื้อสายจีน หลังตรุษจีนต้องไหว้พระ
นำสิ่งที่เป็นมงคลมาสู่ชีวิต
ปีนี้อาม่าอยากไปอยุธยา บ่นว่าอยากไปตั้งแต่เดือนธันวาปีที่แล้ว
ถามซ้ำๆ ทุกวันว่าจองรถตู้รึยังงง...ง
ไหว้พระอยุธยาครั้งนี้นับประชากรชาว..ภัคจินดา..ได้ 10 คน 3 ครอบครัว
วางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบด้วยการปริ๊นท์แผนที่ของอยุธยาที่http://www.yudya.com/map/ayutthaya.html สีสันสวยงามน่ารัก
..แต่ไม่มีเสกล(-__-") มิเป็นไรเดี๋ยวกะเอาเอง
ออกเดินทางจากบ้านมหาชัยเมืองใหม่ตอน 10โมงแก่ๆ
ยังไม่ทันพ้นบางบัวทองอาม่าก็บ่นว่ารถสะเทือนมาก
แกเเปรียบว่า "เหมือนเต้นระบำ" ทำให้คนขับต้องขับช้าลงและเหยียบเบรคบ่อยขึ้น
ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ไปถึงวัดใหญ่ไชยมงคลได้ในเวลา 11โมงนิดๆ
วัดใหญ่ชัยมงคลในวันนี้คนเยอะมากกกกกก
ไม่เหมือนที่เคยมา(4ปีก่อน) อาณาเขตของวัดขยายออกไป
สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ รอบวัดเพิ่มมากขึ้น ถึงอย่างนั้นตัววัดก็ยังคงความสวยงามแบบเก่าๆ
ทริปนี้เรางดการบูชาดอกไม้ ธูปเทียน กราบพระด้วยมือเปล่า และทำบุญเป็นปัจจัย
เพราะอาม่าต้องการทำเวลา อยากไปเที่ยวได้หลายๆวัด
ด้วยการทำเวลานี่เองส่งผลให้เราไปได้ถึง 3วัด (-,,-)
วัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง วัดไชยวัฒนาราม และทำเวลาเฉลี่ยวัดละ 30 นาที
เฮ้อ....
ที่เด็ดสุดในทริปนี้คือร้านอาหาร หลังจากไหว้ไปสองวัดอาม่าก็ร้องหิว
ตระเวนขับรถหาร้านอาหารรอบอยุธยา ไม่มีร้านไหนผ่านมาตรฐานของเสด็จอา
เกือบจะไปลงเอยที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่รอมร่อ
กูก็บอกกับคนขับรถว่า "ขับไปตรงที่มีรถเป๊ปซี่จอดเลยพี่ มีรถเป๊ปซี่ก็ต้องมีร้านใหญ่"
คาดเดาไม่ผิด ร้านนี้คลาคร่ำไปด้วยรถทะเบียนกรุงเทพฯ "เราพบเจอร้านมีชื่อ" เข้าซะแล้ว
"แพกรุงเก่า" เป็นชื่อร้านที่บอกให้รู้เลยว่าแม่งอยู่ติดแม่น้ำ
เอาล่ะหว่า จะพาวิลแชร์อาม่าลงไปไงเนี่ย
แต่ร้านเค้าเด็ดมากครับพี่น้อง มีทางสำหรับรถเข็นไปจนถึงที่นั่ง และถ้าใครไม่มีรถเข็นเค้ามีบริการ
ที่สำคัญอาหารอร่อยทุกอย่าง แกงเผ็ดก็เผ็ดได้ใจ ต้มจืดก็น้ำซุปอร่อย รับรอง
เราเลยเสียเวลาที่ร้านนี้ไปชั่วโมงครึ่ง เป็นเวลามากกว่าวัดที่ไหว้ทั้งสามวัด
จนรู้สึกเหมือนกับว่าขับรถไปกินข้าวที่อยุธยา...
แต่จริงๆแล้วถ้ามีเวลาและเพื่อน อยากจะไปปั่นจักรยานรอบกรุงเก่า
ไปแบบเรื่อยๆ ไม่รู้เป็นไงมันให้ความรู้สึกเหมือนตอนไปเที่ยวเกียวโตเลยล่ะ

อันว่าแรงบันดาลใจ..มันมาจากไหนหนอ

ช่วงนี้ขาดแรงบันดาลใจ ..พลังงาน ..แรงขับ
หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พวกเราใช้กันในตอนที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์
ตั้งแต่ที่รู้สึกว่าตัวเองขาด ก็พยายามตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ
อันเป็นเรื่องที่ใช้ได้ผลมาตลอด ..แต่มิใช่ครั้งนี้
เรื่องแรกที่อ่านคือ..ตามรอยรัก ของเปาโล คูเอลญู
นักเขียนที่ทำให้กรูฟุ้งได้ทุกครั้งหลังอ่านจบ..แต่มิใช่เล่มนี้
มันกลับทำให้กูจมดิ่งลงในบ่อของความคิด..มากขึ้น
อย่างนี้ต้องล้างตาด้วยหนังสือดีดีอีกสักเล่ม
เอาเป็น The Time Traveler's wife ของออเดรย์ นิฟเฟเนกเกอร์
เฮ้อ.! ไม่อยากจะพูดเลย ดีทุกอย่าง แถมมีหลายประเด็นที่สามารถหยิบยกขึ้นมาเขียน
ยกเว้นภาษาที่ไม่ระรึ่นตา (ขอโทษคนแปลด้วยก๊าบ)
ไม่สมกับเป็นหนังสือรักเลย เรื่องรักมันต้องนุ่มนวลกว่านี้สิ ฮึ้ยยย...
แล้วจะทำไงดีเนี่ย ไปเดินเล่นดีมั๊ย หรือว่านอนดี
ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าจิตใจเริ่มไม่สงบซึ่งอาจเป็นสาเหตุแห่งปัญหาที่จะตามมา
ดังนั้นจึงเริ่มนั่งสมาธิ พักใจให้นิ่งๆ หลังจากนั้นก็บอกกับตัวเองว่า
เปิดตาให้กว้างๆ ทุกอย่างย่อมมีความหมาย
...แม้จะเป็นกิจวัตรประจำวันที่ซ้ำซากก็ตาม

Friday, January 23, 2009

nice~people

ในขณะที่ดวงตาจ้องมองภาพข่าวทางทีวี "พลพรรครักเสื้อแดง" กำลังทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง
จิตใจกรูก็พลันคิดไปว่า เออเนอะ! คนที่เราไม่ชอบเลยสักนิดเดียว
ทำไมมันถึงได้เป็นที่คลั่งไคล้สำหรับคนบางกลุ่มขนาดนี้
โง่?..ก็คงเป็นการว่าที่รุนแรงเกินไป
ไม่รู้อะไรเลย?..ก็คงไม่ใช่ เพราะเรื่องราวของคุณหน้าเหลี่ยมออกจะเป็นข่าวครึกโครมทุกย่างก้าว
เพียงแต่เค้าเลือกที่จะ..ไม่เชื่อ มากกว่า ฮีโร่ในดวงใจเค้าคงไม่มีพฤติกรรมที่คดโกงเช่นนั้น
คิดได้เช่นนั้นแล้ว จึงหันกลับมามองเรื่องใกล้ตัว
ทำไมคนบางคนที่กรูรู้สึกว่าแสนดี ผู้ที่มีแต่พี่น้อง ลูกหลานแซ่ซ้องสรรเสริญ จิตใจดี มีเมตตา
ให้กรูมองมุมใดก็รู้สึกว่า คนดีเช่นนี้หายาก ถึงยังมีคนที่ไม่ชอบเค้าอีก

โลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ไม่ได้มีแค่ความรู้สึกเป็นสามัญสำนึกในการตัดสินใจของมนุษย์
แต่ผลประโยชน์เป็นแรงผลักดันให้คนเราห้ำหั่นกันยิ่งกว่า
เค๊กก้อนหนึ่ง หั่นออกเป็นส่วนๆ ถ้าใครมาหยิบชิ้นที่เราอยากได้ไป ต่อให้เค้าแสนดีแค่ไหนเราก็คงไม่ชอบ
คิดได้เช่นนี้..ก็เบาใจ
กรูก็ยังคงรักคนที่กรูเห็นว่าน่ารัก เกลียดคนที่กรูเห็นว่าไม่ดี
สุดท้ายแล้วมันก็เป็นแค่เรื่องความคิดเห็นส่วนตัว
และเป็นแค่เรื่องของคนที่คิดมากเช่นกรูเท่านั้นแล..

Friday, January 09, 2009