Wednesday, September 15, 2010

เค้าเรียกกันว่า ...มัลดีฟ

กลับมาจากเกาะได้หลายวัน แต่บรรยากาศความสนุกสนานของการไปเที่ยวยังไม่จางหายไปง่ายๆ เพราะตอนนี้เวลาพบเจอใครก็จะเล่าให้ฟังว่าเราไปไหนมา ทำไมถึงตัวดำ(ถึงเค้าจะไม่ทักแต่เราก็จะพยายามบอกเค้าว่า นี่กูตัวดำขึ้นนะเฟ้ย อย่ามามองเป็นเรื่องปรกติ) โชว์รูปถ่าย ต่างๆ นาๆ
บางคนถามว่าไปเที่ยวครั้งนี้ประทับใจอะไรมากที่สุด และเกาะพยามมีที่เที่ยวอะไรบ้าง สำหรับคำถามแรกเราคิดนานมาก เพราะเราประทับใจอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ ผู้คน สิงสาราสัตว์(โดยเฉพาะหมา) แต่พอถามว่าอะไรคือที่สุด ....ตอบไม่ได้ ท้องฟ้าและก้อนเมฆก็สวย แต่ก็ยังไม่ที่สุด หมาน่ารัก แต่ก็ยังไม่ที่สุด ผู้คนน่ารัก แต่ก็ยังไม่ที่สุด(เรื่องมากจริงกู) เลยไม่ได้ตอบคนถามไปว่าประทับใจอะไรมากที่สุด แต่พอกลับมาคิดดูนานๆ เราว่าสิ่งที่เราประทับใจมากที่สุดกลับไม่ใช่ธรรมชาติที่เราไปหา แต่กลับเป็นเพื่อนร่วมทางที่อยู่ด้วยกันตั้งแต่ต้นจนจบต่างหาก เพราะการออกไปเที่ยวมองหาธรรมชาติโดยไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ บอกตรงๆว่าเราจะไม่ค่อยมีสมาธิมองอะไรสักเท่าไหร่นักหรอก สิ่งที่เราเห็นตลอดเวลามากกว่าท้องฟ้าและก้อนเมฆคือหน้าเพื่อน เสียงพูดคุย และเสียงหัวเราะ

เราประทับใจ เพราะในความสัมพันธ์ที่ดีเราจะรู้สึกถึงบรรยากาศการอะลุ่มอล่วย ในใบหน้าบึ้งตึงเราจะมองเห็นความห่วงใย และในน้ำเสียงอันอ่อนหวานเราจะรู้สึกได้ถึงการให้อภัย

สำหรับคำถามที่สอง เกาะพยามมีที่เที่ยวอะไรบ้าง เราตอบได้ทันทีแบบผู้มีประสบการณ์อันน้อยนิดว่า ...เกาะมันกันดารมาก ถ้าพูดให้ดูสวยหรูก็ต้องบอกว่า มันยังคงเป็นความธรรมชาติอยู่มาก เกาะเล็กๆที่มีประชากรประมาณ 500 คน เกือบครึ่งเป็นชาวพม่า และประชากรหมามากมาย ตรงกลางเกาะยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีนกเงือก มีหมูป่า บ่าง ค่าง ชะนี เก้งกวาง(อันนี้หาได้ตามที่พักทั่วไปด้วย555) ส่วนแถบป่าโกงกาง เค้าว่ามีตัวนาก ปู ลิง และถ้าออกเรือไปดำน้ำเราก็อาจจะเจอปลาโลมาว่ายมาทักทายรอบเรือ

ที่พูดมาทั้งหมดนั้น ....ไปสี่วันสามคืน ไม่เจอสักตัว แต่เค้าว่ากัน ...ว่ามันมี

แต่ถ้าจะเอาที่หาง่ายๆ แถวๆท่าเรือเราจะเจอเหยี่ยว บนทรายหาดเราจะเห็นหมาและปู (มีปูสองสามชนิด แต่แยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร รู้แต่มันไม่เหมือนกัน) เวลาน้ำขึ้นเราจะเห็นปลาตัวเล็กๆ ว่ายกันเป็นฝูงๆ
ตามหนังสือคู่มือการท่องเที่ยว เค้าอาจจะบอกว่า ไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่อ่าวนี้ หาดนั้น ไปตกปลา ไปดำน้ำ ซึ่งเราก็รู้รู้กันอยู่ว่าไปทะเลทางใต้มันก็จะมีกิจกรรมอยู่เพียงเท่านี้ ดังนั้นหนังสือคู่มือท่องเที่ยวไม่เคยช่วยอะไรเราได้มากนัก เราจึงขอแนะนำให้ทำตัวกลมกลืนกับธรรมชาติ มองทุกอย่างเป็นเรื่องแปลกใหม่ แล้วมันจะดีเอง

มีเรื่องหนึ่งที่เราติดใจ มันเกิดขึ้นตอนที่เรานั่งเรือออกจากฝั่งระนอง เท่าที่เห็นจังหวัดระนองยังเป็นจังหวัดที่มีความเป็นชนบทอยู่มาก การท่องเที่ยวยังไม่บูมเหมือนเมืองแห่งการท่องเที่ยวอย่าง ภูเก็ต ตัวเมืองยังไม่ดูเจริญเหมือน ตรัง รอบแนวชายฝั่งยังเป็นป่าโกงกาง แต่ในป่าโกงกางมากมายที่น่าจะอุดมสมบูรณ์นั้น เราเห็นสุสานขยะ กล่องโฟม ถุงพลาสติก สิ่งต่างๆมากมายที่เราจะนึกได้ในคำว่า ...ขยะ มันอัดแน่นตั้งแต่ด้านในสุดของป่า จนถึงต้นโกงกางต้นสุดท้ายที่อยู่ติดทะเล ตลอดแนวชายฝั่งเกือบหนึ่งกิโล ขยะ..ดึงดูดสายตาเราไปจนหมดสิ้น มองในแง่ดี อย่างน้อยป่าโกงกางพวกนี้ก็ไม่ปล่อยขยะออกไปลอยเท้งเต้ง ตุ๊บป่องอยู่กลางทะเล มองในแง่ร้าย ทำไมไม่มีใครหน้าไหนสนใจจะมาตักขยะที่น่าจะหนักเป็นตันขึ้นไปบ้าง สำนึกรักษ์โลกเราพุ่งปรี๊ดถึงขีดสุด คิดสะระตะต่างๆนาๆ

...นี่ยังไม่รวมโรงเผาถ่านที่อยู่ใกล้ๆท่าเรือนั่นอีก เพราะไม่ต้องบอกใครๆก็รู้ว่าป่าโกงกางคือวัตถุดิบในการทำถ่านที่ดีที่สุด ถ้าป่าโกงกางหมด ขยะที่ยังไม่มีใครเก็บก็ลอยออกไปนอกทะเล ....ทีนี้ก็ตัวใครตัวมันล่ะมึง

คำว่าชนบท และธรรมชาติ มันมาพร้อมกับคำว่า ล้าหลัง ชาวบ้าน และวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงกันง่ายๆ เราเคยรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่กลับไปแม่กลองและเห็นสิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไป การเดินทางสะดวกขึ้น ถนนเล็กถนนน้อยถูกราดยางมะตอยตีเส้นเหลือง แล้วติดป้าย “เส้นทางธรรมชาติสำหรับปั่นจักรยาน” มีป้าย “สถานที่ท่องเที่ยว” “ร้านอาหารยอดนิยม” ติดป้ายอยู่เต็มไปหมด อาแปะอาม่าและร้านสไตล์เก่าๆ กลายเป็นโลโก้เมืองแม่กลอง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ผู้คนสุขสำราญกับเมืองท่องเที่ยว ชาวบ้านมีอาชีพหาเลี้ยงปากท้อง แต่สิ่งที่ดีก็คือ อย่างน้อยแม่กลองก็สะอาดขึ้นสมชื่อเมืองท่องเที่ยว

ถ้าหากต้องเลือกระหว่างความเจริญและสะอาด กับเมืองธรรมชาติล้าหลังที่สกปรก ....เราควรจะเลือกอะไร

คำพูดจากปากเจ้าของรีสอร์ทที่เราไปพักบอกว่าที่เกาะพยามนี้ธรรมชาติเปรียบเสมือนเกาะเสม็ดเมื่อสมัย 15 ปีก่อน แล้วไง?... มันหมายความว่า อีก15 ปีนับจากนี้เกาะนี้จะกลายเป็นเกาะเสม็ดรึเปล่า การเดินทางจะสะดวกขึ้น ท่าเรือจะใหญ่ขึ้น ถนนจะเพิ่มขึ้น โรงแรมรีสอร์ทมากมายจะผุดกันเป็นดอกเห็ด นักท่องเที่ยวจะเดินกันขวักไขว่ นายทุนก็จะร่ำรวย และชาวบ้านก็ยังคงเป็นลูกจ้าง ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ...แบบนั้นรึเปล่า

ไม่อยากจะมองคนในแง่ร้าย ไม่อยากจะเป็นคนใจแคบคิดถ่วงความเจริญให้กับบ้านเมือง แต่กูยังไม่เคยเห็นเมืองท่องเที่ยวที่ไหน ที่ชาวบ้าน หรือคนท้องถิ่นจะได้รับผลประโยชน์และร่ำรวยจากการท่องเที่ยวสักราย (อ๊ะ! เผลอพูดจาหยาบคายซะแล้วสิเรา)

เริ่มต้นอย่างชื่นมื่น ไหงตอนจบถึงได้เครียดขนาดนี้ ไปดูรูปกันเต๊อะ^^













Monday, July 05, 2010

เมื่อหนังสือ คือกำแพงปกป้องเรา

สามวันมาแล้ว...ที่เริ่มทำงาน
สามวันมาแล้ว...ที่ได้อาบน้ำล้างหน้า ใช้ชีวิตเยี่ยงปรกติ ด้วยดวงตาที่ยังไม่ค่อยปรกติ
และเป็นสามวันมาแล้วที่พยายามอัพบล็อกเรื่องที่ตัวเองไปทำเลสิคมา แต่ไม่เป็นผล ดังคำพังเพยโบร่ำโบราณว่า ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน จะอัพบล็อกเรื่องผ่าตัดก็ต้องอัพกันทันทีหลังผ่า ....แต่ก็ทำไม่ได้

หลังผ่าตัดวันแรกนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงนอน ดิ้นรนอยากจะโม้แหลกแหกกระจายเรื่องความหวาดเสียวในขั้นตอนการผ่าตา แต่ก็ไม่กล้าเปิดคอมกลัวความอุตริอยากโม้ของตัวเองกลายเป็นทำร้ายดวงตาสุดท้ายจะกลายเป็นหมีบอด จึงได้แต่นอนหลับพักผ่อนอย่างจำยอมสลับกับดูหนัง หรือไม่ก็ฝืนกติกาอ่านหนังสือบ้างเป็นครั้งคราวไป

14 วันของการรักษาตัวหลังการผ่า การนอนเฉยอยู่บนเตียงในห้องแอร์เย็นสบายกลายเป็นภาวะจำยอม มันไม่เหมือนนอนกลางวันหลังการทำงานในช่วงปรกติ มันสบายเกินไป ชีวิตเรื่อยเฉื่อยเกินไป ....และเหงาเกินไป การได้นอนเฉยๆ โดยงดกิจกรรมที่โปรดปรานคือการอ่านหนังสือมันเหมือนถูกทำโทษ จะทำอะไรก็ไม่มีสมาธิ จะดูหนังก็มีรู้สึกว่ามีแต่เรื่องน่าเบื่อ เปิดไปช่องไหนก็ไม่มีรายการโดนใจ(เพราะกรูอยากอ่านหนังสือ) audio books ที่เอ๋ให้มาก็ไม่ได้แตะ แถมยิ่งฟังเพลงยิ่งเหงา....ดิ้นไปดิ้นมาสุดท้ายหลับไปพร้อมคราบน้ำไหลเป็นทางจากสองตา(ยาหยอดตาที่โคตรขม หยอดทีไรแม่งไหลลงคอทุกที)

เข้าวันที่สามเริ่มทนนิ่งเฉยไม่ได้ประกอบกับแผลหายเร็วผิดมนุษย์มนา เราย่ามใจหยิบหนังสือมาลองอ่านจนติดพัน ว่าจะอ่านบ้างพักบ้างกลายเป็นอ่านมันทั้งวัน ตกเย็นคุณอาที่รักมาเยี่ยมแกบอกเราว่าตาดูปูดๆ ด้วยความตกใจเล็กน้อยจึงโทรไปถามจ๊ะเอ๋ว่าจะเป็นอะไรมั๊ย มันก็ว่าเป็นซะมั่งล่ะดีเพราะตั้งแต่ผ่ามายังไม่เป็นอะไรกับใครเค้า ....นี่น้องกรูนะเนี่ย

โดยปรกติแล้วในชีวิตประจำวันเราเป็นคนไม่ติดทีวี หรือคอมพิวเตอร์ ไม่ค่อยเช็คเมล์และไม่มีสังคมออนไลน์ แต่ไม่รู้ทำไมพอนอนเฉยๆ ในห้องมืดๆ มันอยากเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างที่อยู่ในห้อง อยากเปิดทีวี อยากเปิดคอม อยากเปิดไฟ แต่สุดท้ายทำได้แค่เปิดเฟซบุ๊คกับทวิตเตอร์ผ่านมือถือ ..โทรศัพท์เครื่องเล็กที่ให้แสงเรืองรองในห้องทืมๆ อุปกรณ์เพียงอย่างเดียวที่ทำให้เราติดต่อกับโลกภายนอกได้ ช่วง14 วันของการรักษาตัวจึงเป็นช่วงที่ค่าโทรศัพท์แพงกว่าปรกติ เพราะเดี๋ยวก็เช็คเมล์ เดี๋ยวก็ทวีต เดี๋ยวก็เฟซบุ๊ค เดี๋ยวก็ส่งข้อความ มีอยู่วันนึงเป็นวันหยุดของไอ้หมีบัว เราก็คึกแต่เช้าส่งข้อความไปหามันสองสามครั้งติดกันจนมันอารมณ์เสียว่าเราพูดไม่รู้เรื่อง(มันจะนอน) ....วันนั้นเราเลยนอนซึมดูหนังทั้งวัน เลิกเล่นมือถือไป ฮืออออ.....

กิจกรรมท้ายๆจึงกลายเป็นว่า การเขียนไดอารี่สนุกที่สุด ได้ระบายความเครียด ได้รู้ความคิดของตัวเอง ไม่ต้องใช้สายตามากเหมือนอ่านหนังสือ แล้วยังทำให้เวลาผ่านไปรวดเร็วดังติดปีกบิน เราเขียนเล่าเรื่องราวการผ่าตัดหวังว่าจะเก็บเอาไว้เป็นวัตถุดิบมาลงบล๊อค เขียนไปเขียนมาได้สิบกว่าหน้า พอตาหายดีจะเอามาลงบล็อกก็ขี้เกียจพิมพ์ พิมพ์ไปก็เบื่อไปไม่ได้อารมณ์เหมือนตอนนอนเขียนอยู่บนเตียง สุดท้ายยอมพ่ายแพ้...เขียนอย่างอื่นดีกว่า

และพอตาหาย เข้าสู่ชีวิตปรกติ มันก็คือชีวิตปรกติที่ไม่ค่อยอยากเปิดคอมหรือทีวี เดินขึ้นห้องมาก็มองกันแบบเมินๆ เหมือนผัวเมียที่อยู่ด้วยกันจนชินชา หยิบหนังสือได้ตั้งนึงก็เดินไปเปิดน้ำตกอ่างเล็กๆหลังบ้าน นั่งอ่านอย่างมีความสุขตลอดทั้งวัน 14 วันของการรักษาตัวที่ผ่านมามันทำให้เรารู้ว่า หนังสือเป็นเพื่อนแก้เหงาที่ดีที่สุด ส่วนโลกออนไลน์นั้นสำหรับเรามันกลายเป็นเครื่องมือแก้เหงาที่ ....ยิ่งเล่นยิ่งเหงา

สังคมก็คือสังคม ไม่ว่าจะออนไลน์ หรือในชีวิตจริงมันก็คือการปฏิสัมพันธ์ที่ต้องได้รับการตอบสนอง เราพิมพ์ความคิดเราลงไป เราก็แค่หวังว่ามันจะได้รับการตอบสนองจากใครสักคนหนึ่ง คนขี้เหงาที่เพื่อนน้อยอย่างเราเวลาเปิดเฟซบุ๊คหรือออนเอ็มแล้วไม่เจอใครมันจึงเหมือนเป็นการทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งเปิดยิ่งเหงา เวลาเห็นคนอื่นโต้ตอบกันยาวเป็นกระดานบางทีก็ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนขวางโลกไป การสนทนาที่ไม่เห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียงเพียงอย่างเดียวที่เรายังคงรับได้มันจึงเป็นจดหมาย

......ขอโทษที่ออกจะทำตัวหัวโบราณ ก็คนมันเพื่อนน้อยและไม่ค่อยมีเวลา ฮ่า ฮ่า ฮ่า

Saturday, May 22, 2010

เราจะเปลี่ยนประเทศไทยได้อย่างไร..

ไม่ค่อยได้ดูโทรทัศน์ช่อง 3 5 7 9 11 12..... อะไรสักเท่าไหร่ ไม่เคยได้รับรู้ว่าละครหลังข่าวตอนนี้เป็นเรื่องอะไร เรื่องไหนกำลังฮิต หรือพระเอกคนไหนกำลังดัง แต่ด้วยเหตุจำเป็นบังคับ สองสามวันนี้ต้องกลับบ้านมหาชัย บ้าน..ที่อยู่นอกเมือง ไม่มี UBC ให้ดูซีรีส์เรื่องโปรด เราจึงต้องตกเป็นทาสของรายการฟรีทีวี...

กดรีโมทไปเรื่อย ในใจคิดว่าจะหาหนังขึ้นมาดู ดีกว่าเอานิ้วนั่งจิ้มรีโมทแบบไม่เว้นช่วงแบบนี้ ..ก็เห็นโฆษณาตัวหนื่ง เริ่มต้นด้วยตัวอักษรขึ้นว่า ..เราจะเปลี่ยนประเทศไทยได้อย่างไร
ตอนนั้นในใจเราคิดว่า ..รัฐบาลจะโฆษณาอะไรอีกนะ ก็เลยไม่เปลี่ยนช่องรอดูต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปรากฎว่าภาพต่อมาเป็นภาพของชายแก่ ออกมาพูดต่อเหมือนกับตอบคำถามนั้นว่า

ใช้ขี้วัว... เอามาใส่ดินเลว ๆให้มีปุ๋ย
ก็ขุดสระ ให้มีน้ำ

หมู่บ้านนี้แห้งแล้ง
ไม่รอใครทั้งสิ้น
รอไปรอมามันจะอดตาย

ขุดเอง
พอดินมันดีน่ะ ทำได้ทุกอย่าง
ปลูกผัก ปลูกต้นไม้
มะนาว ผักหวาน มะม่วง มังคุด ละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ

ไปทำไม ของเราก็มีซุปเปอร์มาเก็ต
ทำไฟฟ้าเอง
แก๊สชีวภาพ ผมทำเอง
ปุ๋ยชีวภาพ ทำเอง
ยาฆ่าแมลงก็ทำเอง
ไก่เลี้ยงเอง
หมูเลี้ยงเอง
ข้าวปลูกเอง
เป็นนายกเอง

พอผมมีเยอะ ๆ ผมก็แบ่ง
แบ่งอาวุธ... อาวุธทางปัญญา

ผมจะเปลี่ยนประเทศได้ยังไง
ก็ทำให้ดินที่แห้งแล้งให้อุดมสมบูรณ์
เปลี่ยนคนอดอยากให้มันมีกิน
เพราะคนมีกิน มันก็มีสติ มีปัญญา

อัตตาหิ อัตตโนนาโถ
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน

นี่แหละ ผมเปลี่ยนประเทศแล้ว.

....ดูจบเราปรบมือให้ลุงแล้วน้ำตาไหล พยักหน้าหงึกหงักอยู่คนเดียวในห้อง อยากตะโกนออกมาดังๆเหลือเกินว่าเห็นด้วยกับลุง

แล้วเราจะเปลี่ยนประเทศไทยได้อย่างไร...
ใช่เลยลุง ทุกๆอย่างเริ่มต้นที่ตัวเราเอง คนคนหนึ่งเป็นส่วนประกอบของครอบครัว เป็นหมู่บ้าน เป็นตำบล เมือง จังหวัด ประเทศ แค่เราทุกคนรับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด ฟันเฟืองตัวเล็กๆที่สำคัญ ก็จะกลายเป็นส่วนประกอบหนึ่ง ที่ขับเคลื่อนให้เครื่องจักรใหญ่ๆอย่างประเทศเดินหน้าไป

ใช่เลยลุง..ใช่เลย

Tuesday, April 27, 2010

ทัน-ตา-กำ

วันนี้ไปหาหมอฟันเพื่อขูดหินปูนตามที่นัดไว้ทุกหกเดือน
หลังจากทักทายคุณหมอ ก็นั่งลงบนเตียงปรับระดับสำหรับทำฟันที่โคตรพอดีตัว
หมอปรับเบาะให้เราเอนลงในท่านอน จากนั้นก็ปรับเท้าเราให้สูงขึ้น
ปรับหัวให้ต่ำลง แล้วก็ปรับเท้าอีก แล้วก็ปรับหัวอีก....
ตอนนี้เลยอยู่ในท่าเท้าชี้ฟ้า ...หัวปักดิน

คุณพยาบาลเดินเอาผ้ามาปิดตา สร้างความวิงเวียนให้กรูมากขึ้นไปอีก
กรู..ผู้ซึ่งมีอาการเวียนหัวกับการปรับเบาะของคุณหมอ
เริ่มรู้สึกเหมือนตัวไหลลง...ไหลลง
อยากบอกหมอว่า คุณหมอปรับเอาเท้าชี้สูงไปรึเปล่าก็ไม่ได้เพราะมีเครื่องมือทำฟันค้างอยู่ในปาก
หรือเราจะรู้สึกไปเอง เพราะหมอก็ยังคงทำงานได้
ผิดกับเราที่ยังคงเกร็งตูดไว้ตลอดเวลาเพราะกลัวไหล

สักพักหมอปรับเบาะให้ตั้งขึ้น พยาบาลเอาผ้าปิดตาออกแล้วบอกให้เราบ้วนปาก
ด้วยความมึน ....กรูบ้วนน้ำเลยอ่าง
โชคดีที่พยาบาลกับหมอยังคงสนใจการสัมภาษณ์วง "18 กะรัต"
ไม่มีใครเห็นน้ำที่ไหลเป็นทางจากความซุ่มของเรา
...ไม่มีใครสนใจกรูเลย T__T

เสร็จสิ้นภาระกิจการขูดหินปูน คุณหมอเอาฟันยางเคลือบฟลูออไรด์มาให้กัด
...รสชาติเปรี้ยวแปร่งๆ เหมือนเยลลี่ราคาถูกในกระปุกยาง
หมอบอกว่า..กัดแน่นๆ กัดแน่นๆ ปรากฏว่าเรากัดแน่นไป เร็วไป เลยงับมือถุงมือคุณหมอ
เสียงถุงมือดีดดัง..เผี๊ยะ! ตอนที่หมอดึงออกจากปากเรา 55555

ผ่านไปสี่นาที พยาบาลมาเอาฟันยางออก แล้วให้เราอมท่อดูดน้ำลาย
กำชับทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้ครึ่งชั่วโมง ห้ามบ้วนปาก หรือกินอาหารใดใด
แล้วเราก็ลุกขึ้น ตอนนั้นเอง หัวก็ไปชนกับไฟเหนือเตียงที่หมอเอาไว้ส่องปากคนไข้
พยาบาลร้องกรี๊ด ขอโทษขอโพยที่ลืมเอาออก ลูบหัวเราใหญ่ถามว่าเจ็บมั๊ย
เราตอบว่า ไม่เจ็บ แต่ไฟน่ะแตกรึเปล่า แล้วก็เดินเซๆ ออกไป

บางครั้งรู้สึกว่าตัวเองซุ่มซ่าม ชอบเตะนั่น ชนนี่เป็นประจำ ขายหน้าจริงๆ....

Saturday, April 24, 2010

อยากย้อนศร



อยู่ดีดีก็เกิดอยากจะทำตัวขวางโลกขึ้นมา สาเหตุคือคนถามกันมากเหลือเกินตอนช่วงที่เราหยุดไปเที่ยวหัวหิน ถามว่า..ไปทำไม ไม่เบื่อเหรอ ไปแต่หัวหิน หรือไม่ก็อุทานเสียงดังปานเหยียบขี้หมาว่า..หัวหินอีกแล้วววว ไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่ไปด้วยกันยังถามว่า เก่ง..ไม่เบื่อเหรอมาแต่หัวหิน เปลี่ยนที่มั่งสิ(ก็เมิงชวนกรูมาหัวหินเองนะ)

ในระหว่างที่รู้สึกรำคาญใจ ก็คิดทบทวนไปด้วยว่า..ทำไม

คำตอบมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกขึ้นอยู่กับตัวเอง ประเภทที่สองขึ้นอยู่กับคนอื่น

ในขณะที่หนังสือสารคดีประเภทท่องเที่ยว อยู่ในช่วงฮิตติดลมบน ใครๆพากันนิยมชมชอบเขาหรือเธอผู้มีใจกล้าเด็ดเดี่ยว สะพายเป้ขึ้นบ่า ออกท่องไปในโลกกว้างอย่างไม่หยี่ระสิ่งใดใด แล้วก็กลับมาเขียนหนังสือ เล่าเรื่องการเดินทาง การพบเจอ เน้นย้ำถึงสิ่งที่คนอ่านจะไม่มีวันได้เจอถ้าเอาแต่ทำงานซ้ำซากจำเจทุกวัน ตบท้ายด้วยการสนับสนุนให้ทุกทุกคนออกเดินทาง
...ออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง

บางครั้งเราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสนุก และท้าทายอย่างที่เขาบอก แต่บางครั้งคนหัวดื้ออย่างเรากลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกชี้นำ โดยคนบางคน ...คนที่เราเองก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนอย่างไร

จากประสบการณ์ของเรา การค้นหาตัวเอง คือการค้นพบความรู้สึกที่แน่นอนและมั่นคงในจิตใจ การเดินทางจึงเหมือนเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น สิ่งแวดล้อมใหม่มันดึงดูดเราได้ง่ายกว่า เหมือนกับเพลงใหม่ ของเล่นใหม่ กระเป๋าใบใหม่ และผู้คนแปลกหน้า ทำให้เราต้องมีสมาธิกับทุกขณะ ทุกสิ่งที่เราไม่เคยเจอและสัมผัสมันสร้างความตื่นเต้น จนทำให้เราลืมชีิวิตประจำวัน ลืมงาน ลืมเรื่องกลุ้มใจ หรือลืมหน้าใครบางคน

เอ...บางทีคนที่ถามเราว่า ไม่เบื่อเหรอไปแต่ที่เดิมๆ อาจกำลังต้องการลืมบางสิ่งอยู่ก็เป็นได้

ในความหมายของการเดินทาง สำหรับเรามันมีคำว่า..พักผ่อน..พ่วงติดไปด้วยเสมอ ดังนั้นถ้าถามว่า เบื่อไหม..ไปแต่หัวหิน เราก็จะตอบว่าไม่เบื่อหรอก ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับมุมมอง หากการไปที่เดิมเิดิมมันหมายถึง พบเจอแต่สิ่งคุ้นเคยเหมือนครั้งที่ผ่านมา เราว่ามันก็ดี ไม่ต้องกลัวหลงทาง ไม่ต้องใช้ความคิด เรื่อยๆ สบายๆ ...ในวันพักผ่อน

ไปหัวหินที่เดิม แต่เปลียนคนร่วมเดินทาง เปลี่ยนรถ เปลี่ยนที่นอน ยังมีปัจจัยอีกตั้งหลายอย่าง ที่ทำให้การเดินทางไปเที่ยวที่เดิมเดิมไม่น่าเบื่อ

แค่ไปเที่ยวแล้วสนุก มันก็น่าจะคุ้มแล้วที่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้าน...

Monday, April 05, 2010

ในขณะที่เราเลือกหนังสือ ..หนังสือก็เลือกเราเช่นกัน




เย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีเวลาว่างมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ร้านปิด ไม่ต้องออกไปไหน นั่งเล่นฟังเสียงน้ำตกอยู่หลังบ้านพร้อมเขียนไดอารี่ไปเรื่อยเปื่อย หลังจากจัดการอาหารมื้อเย็นอันได้แก่ มาม่าคัพ และฮอทดอกจากร้าน 7-11 เราก็เริ่มคิดที่จะทำสิ่งที่อยากทำมานาน ...นั่นคือการจัดหนังสือ
วางแผนคร่าวๆไว้ในใจว่า รื้อหนังสือทุกเล่มออกมาจากชั้น จัดเป็นหมวดหมู่ แล้วค่อยเรียงกลับเข้าไปใหม่ ยังไม่ทันได้ลงมือทำ พลันเสีียงมารก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาทแว่วๆ
...ทำไปทำไม เสียเวลาาาา เราตอบกลับไปในใจว่า ...เรื่องของกรู

ในระหว่างรื้อหนังสือ หยิบแต่ละเล่มออกมาปัดฝุ่นแยกแยะประเภทตามใจตัวเอง เห็นหนังสือเล่มหนึ่ง มีตัวหนังสือไก่เขี่ยเขียนไว้ที่ปกในอ่านได้ว่า ....งานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 11
ขำเพราะจำได้ว่า นี่คือพฤติกรรมที่เราจงใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อเลียนแบบพี่คนหนึ่ง พี่ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง มีสไตล์ พูดจาดูฉลาด มีความเป็นเอกลักษณ์โดยไม่ต้องสร้าง หนังสือทุกเล่มของพี่คนนี้จะมีรายละเอียดบางอย่างเขียนไว้เสมอ และลงท้ายด้วย วัน เวลา และสถานที่ที่ซื้อหนังสือ
เราประทับใจมาก รู้สึกว่ามันเป็นการให้ความสำคัญ และสร้างความผูกพันธ์กับหนังสืออย่างง่ายๆ ...แต่งดงาม รู้สึกถึงเวลาที่พี่เค้าเลือกหนังสือ มันคงมีความประณีตมากๆ เหมือนกำลังสร้างงานศิลป์ พี่เค้าถึงได้มีสิ่งละอันพันละน้อยเขียนได้มากมาย..บนหนังสือทุกเล่ม

มันทำให้พฤติกรรมการซื้อหนังสือของเรากลายเป็นอุตสาหกรรม ไร้ชีวิต ไร้ความละมุนละไม ได้แต่ซื้อ.ซื้อ.ซื้อ แล้วก็ซื้อ
โคตรแพ้ทางคนที่มีความชัดเจนแบบนี้....

แต่ของเลียนแบบ มันก็เหมือนกระแสนิยมของแฟชั่น มีอาการเห่อเป็นพักๆ แล้วก็หายไป เราจึงจำไม่ได้ว่า เลิกเขียนหมายเหตุบนปกในหนังสือไปตอนไหน แต่พอจะเดาเหตุผลได้ เพราะทุกเล่มจะเขียนเหมือนกันหมดคือ
...ซื้อที่งานสัปดาห์หนังสือ
แม่งงงงง ไร้สีสัน และไร้รสนิยมเสียยิ่งกว่าไม่เขียนอะไรเลย ซื้อเป็นอุตสาหกรรมแล้วยังเสือกเขียนเป็นอุตสาหกรรมอีก
เฮ้อออ..

ถึงอย่างนั้นเราก็มีความเชื่อว่า..หนังสือและคนอ่าน ต่างเลือกกันและกัน
อย่าได้ทระนงตัวว่า แค่มีสตางค์ก็ซื้อหนังสือได้ทุกเล่ม
..ซื้อได้แต่อ่านไม่ได้ ก็ไร้ประโยชน์

สำหรับเรา หนังสือต้องเริ่มที่หน้าปก สีสันและรูปเล่ม แม้ใครจะบอกว่ารูปลักษณ์ภายนอกไม่สำคัญ หรือ อย่าตัดสินหนังสือที่หน้าปก
(don't jude a book by it's cover) แต่หลายครั้งเราก็พบหนังสือที่หน้าปกสวยงาม จนอดซื้อมาไว้ในครอบครองไม่ได้ ทำให้หลายครั้งต้องชีช้ำเสียใจ เสียดายตังค์เพราะอ่านไม่จบ
เราพบว่าเนื้อในของหนังสือปกสวยหลายเล่ม มันเน่าเฟะ ไร้สาระ ไม่เหมือนคำโปรยปกเสนาะหู หรือสีสันชวนเพลินตา..ที่หน้าปก
และหลายเล่มเรารู้สึกว่า นักเขียนมีตัวตนแต่ไร้วิญญาณ งานเขียนสะเปะสะปะ หาตัวเองไม่เจอ เหมือนจับเอาคำเขียนสวยหรูมาต่อกันแต่ไร้ความหมาย และนักเขียนบางคน แสดงความถ่องแท้ในความคิดของตัวเองเหมือนกบในกะลา
...ยิ่งใหญ่อยู่ในโลกแคบๆ
ทำให้เรานึกถึงนักเต้นของ so you think you can dance ใน season5 ...เทคนิคแพรวพราว แต่ไร้การสร้างสรรค์และขาดเสน่ห์

และกับหนังสือบางเล่ม เราจัดให้อยู่ในหมวด ..ใกล้ตา เกินใจ..ใช้สมอง ต้องปีนกะไดอ่าน หนังสือประเภทนี้ ถ้าเราหลวมตัวซื้อมาเพราะหน้าปก เพราะโปรยปก เพราะรางวัลการันตี หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่ เราก็จะคิดว่า
..เราเลือกมัน แต่มันไม่เลือกเรา
ได้แต่หมายหัวไว้ว่า ..สักวันกรูต้องอ่านมึงให้เข้าใจ

ผ่านไปสองชั่วโมง การรื้อหนังสือไม่คืบหน้าไปถึงไหน ได้แต่หยิบออกมาเช็ดฝุ่น ปัดฝุ่น แล้วก็จัดคืนเข้าที่เดิม โดยปราศจากสุ้มเสียงของมารในตอนต้น เราก็พบได้โดยตัวเองว่า ..การจัดหมวดหมู่เป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเราในตอนนี้ แค่แยกว่ากองนี้อ่านแล้ว และกองนี้ยังไม่ได้อ่านก็เพียงพอ

และในที่สุดเพื่อนๆ ก็ได้รู้ว่า การปฏิบัติตนเยี่ยงอุตสาหกรรมของเรา...ไม่เคยเปลี่ยน

Friday, March 05, 2010

ประสา..คนคิดนาน




ว่าจะซื้อกล้อง...
ว่าจะ...มาประมาณ4-5 เดือน ก็ยังไม่มีวี่แววว่าไอ้หมีบ้าตัวนี้จะกำเงินออกไปซื้อกล้องสักที

ตามประสาคนคิดนาน จะซื้ออะไรสักอย่างต้องคิดแล้วคิดอีก แล้วก็คิดแล้วคิดอีก ดูจนแน่ใจ เช็คทุกรายละเอียดและคุณภาพที่ต้องรู้ เปรียบเทียบระหว่างยี่ห้อ สี รุ่น ราคา จากนั้นค่อยไปเดินตลาดสำรวจของจริง ลองจับ ลูบคลำจนหนำใจแล้ว
...ก็ยังไม่ซื้อ
ซึ่งกระบวนการทั้งหมดที่ว่ามากินเวลาประมาณ 3 เดือน หึ.หึ
...ก็บอกแล้วว่าคิดนาน

ครั้งนี้ว่าจะซื้อกล้องใหม่ เพราะตัวเก่าใกล้แก่เจียนพัง วันดีคืนดีแม่เจ้าประคุณไม่ยอมทำงานขึ้นมาดื้อ.ดื้อ ต้องทุบตี งัดแงะกันเล็กน้อยถึงจะยอมทำงาน ประจวบเหมาะกับวันหนึ่งไปเดินลั๊ลลาอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าคนเดียว สายตาดันไปประสานเข้ากับสาวสวยอยู่ในตู้โชว์ เป็นกล้อง Leica ราคาพอเหมาะ สามารถหาซื้อมาเป็นเจ้าของได้ เราเลยเริ่มฝันถึงและวางแผนในอนาคตตั้งแต่วันนั้น
....สักวันกรูต้องมี Leica เป็นของตัวเอง

ปรกติแล้วถ้าพูดถึงกล้อง Leica ในหมู่คนทั่วไปที่ไม่ได้เล่นกล้องแล้ว น้อยคนนักที่จะรู้จัก Leica เพราะราคาที่แสนแพงมหาโหดประมาณว่า รุ่นท๊อปตัวนึงของ Leica บวกเลนส์สักหนึ่งตัว ก็สามารถซื้อรถเก๋งคันเล็กได้สบายๆ ดังนั้นจึงทำให้มันไม่เป็นที่นิยมและรู้จักกันนัก แต่ถ้าพูดถึง Leica กับคนบ้ากล้องแล้ว คงเหมือนพูดถึง Benz BMW กับนักเลงรถ
ไม่มีปัญญาหาซื้อ แค่ได้พูดถึงก็น้ำลายสอ....
คำถามคือ..แล้วLeica มันเจ๋งตรงไหน

ก็มันเจ๋งอ่ะ...(หลับตายกนิ้วโป้งสองนิ้วประสานกันตรงหน้าอก)
จะให้พูดถึงตรงไหนก่อนดี รู้สึกเหมือนกำลังจะวิจารณ์สาวสวยไฮโซลูกผู้ดี แถมยังฉลาด...เฮ้อ คนอะไรจะเพียบพร้อม

Leica เป็นกล้องที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและเป็นผู้นำด้านการผลิตเลนส์ที่มีคุณภาพมานาน และยังคงครองความเป็นอันดับหนึ่งอยู่จนทุกวันนี้ หากใครเคยอ่านนิตยสาร National Geographic ฉบับเก่าเต่าล้านปีจะเห็นช่างภาพส่วนใหญ่ถือกล้องLeica ซึ่งจุดเด่นของLeica คือ ตัวบอดี้และเลนส์จะเล็กในรูปทรงคลาสสิคซึ่งเป็นสีเงินซะส่วนใหญ่ ระยะซูมของเลนส์มุมกว้างก็จะกว้างมากเป็นพิเศษ..ที่สำคัญคือสีของขอบภาพไม่เคยเพี้ยน
........คุณสมบัติแค่นี้ยังเป็นแค่น้ำจิ้ม

เหตุผลสำคัญสำหรับการเลือกซื้อกล้องสำหรับเราคือ..
1.ต้องมีระบบแมนนวลที่ปรับด้วยมือได้ทั้งหมดเสมือนSLR ธรรมดาตัวหนึ่ง
2.ต้องตัวเล็กพกพาไปไหนมาไหนไม่เกะกะ
ถ้าว่ากันตามโจทย์ มีกล้องหลุดเข้าโผด้วยกันสองยี่ห้อ คือ Cannon และLeica จุดเด่นของCannon คือราคาที่สมเหตุสมผลและคุณสมบัติที่พอรับได้ คือ...ถ้าเปรียบเทียบกับLeica ไม่ว่ากล้องรุ่นไหนมันก็จะอยู่ในระดับที่แค่พอรับได้ -__-" สิ่งเดียวที่ทำให้Leicaไม่ชนะอย่างขาดลอยคือราคาที่มากกว่ากล้องยี่ห้ออื่นเท่าตัว
...เอ่อ เท่าครึ่งด้วยมั๊ง
เงินก้อนนั้นมันพอจะซื่อ DSLR ดีดีได้สักตัวเลยนะ แต่เราก็ไม่ได้อยากได้ DSLR นี่หว่า แต่..แต่
มีคำค้านมากมายเต็มไปหมด เหมือนประหนึ่งไม่มั่นใจว่าตัวเองคู่ควร T^T ในระหว่างความสับสนนั้นเองอีหมีบัวก็ได้ไปเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศที่ผลิตกล้องอภิมหาแพงนี้ ดังนั้นความหวังริบหรี่ที่จะได้กล้องในราคาที่ถูกกว่าจึงลอยมากับลมหนาวของเยอรมัน
"บัว..พี่ฝากซื้อกล้องนะ"

นั่นคือการตัดสินใจวัดดวงว่า...ถ้าราคาถูก หมีดำก็จะได้Leica สมใจ แต่ถ้าไม่.....

ระหว่างที่รอบัวอยู่นั้น ก็คิดถึงกล้องตัวแรกที่ใช้เรียนเมื่อหลาย.หลายปีก่อน(นานมากจำไม่ได้ว่ากี่ปี) Nikon FM2 เลนส์ 35-105 SLRตัวแรกที่สุดรักสุดหวงไม่ยอมให้ใครยืมไม่ว่าหน้าไหน ขนาดแฟนเก่าเอานิ้วมาจิ้มหน้าเลนส์เป็นรอยนิ้วมือยังโดนด่าจนร้องไห้ เอามันออกมาขัดถูไปก็คิดถึงความหลังครั้งเก่าไป ยิ่งได้แนบตาเข้ากับ view finder รับรู้ถึงน้ำหนักของตัวกล้องและเลนส์ เสียงชัตเตอร์และเสียงเลื่อนฟิล์มสำหรับเฟรมถัดไป ...ยิ่งรู้สึกถึงความสนุกสนานของการถ่ายภาพ
การมองภาพผ่าน View finder กับจอ LCD มันต่างกันขนาดนั้นเชียวล่ะ
...คิดถึง SLR จัง
เอ..หรือเราจะซื้อ DSLR ดีวะ หมีบ้าเริ่มลังเลอีกครั้ง

ถึงตอนนี้นังบัวก็กลับมาแล้ว ...ด้วยมือเปล่า เพราะ Leicaที่นั่นกับ Leicaที่นี่ ราคามันไม่ต่างกันเลย แถมแพงกว่าด้วยซ้ำ การตัดสินใจวัดดวงของเราจึงใช้ไม่ได้ผล สุดท้ายก็เหลือแค่รอเวลา ...เวลาที่จะทำใจให้จ่ายเงินก้อนใหญ่ได้

นี่จึงเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญไม่ต่างกับการเลือกคนรู้ใจ และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้าได้กล้องตัวนี้มาคงต้องหวงมากแน่ๆ 55555

Friday, February 12, 2010

สมุดบันทึกเมื่อ 5 ปีก่อน...กับตอนนี้

มีโอกาสได้กลับไปอ่านบันทึกเก่าๆ เพราะเล่มที่ใช้อยู่ปัจจุบันถูกถมด้วยปากกาจนหน้ากระดาษเต็ม ไม่เหลือพื้นที่สีขาวอันสะอาดสะอ้านอีกต่อไป เมื่อหมดเล่มหนึ่งก็ถึงเวลานำไปเก็บไว้ในหอเกียรติยศ...(ได้แก่ชั้นวางหนังสือเก่าคร่ำคร่า) รวมไว้กับเล่มเก่าๆ ที่ฝุ่นและขนหมาจับตัวกันหนาเตอะ
ในตอนที่หยิบมาเปิดอ่าน ไม่รู้ว่าแค่โหยหาอดีต หรืออยากรู้อยากเห็นเรื่องส่วนตัวของตัวเอง แต่เริ่มแรกที่แค่เปิดสุ่มๆ อ่านเอาสนุก กลับกลายเป็น หยิบทั้งหมดเอามานั่งอ่านเป็นจริงเป็นจังอยู่หลังบ้าน
ณ.ตอนนั้นรู้ทันทีว่า ทำไมต้องมีหอจดหมายเหตุ ทำไมต้องมีพงศาวดาร และทำไมต้องมีบันทึกการประชุม.....

ในสมุดบันทึก..มันคือตัวหนังสือที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ความคาดหวังและจินตนาการ มันบอกเราว่าในช่วงเวลาหนึ่ง เราเคยทำอะไร และเคยคิดอย่างไร

อ่านไปก็คิดเรื่อยเปื่อยเข้าข้างตัวเองว่า หากวันใดวันหนึ่งเราเกิดกลายเป็นบุคคลสำคัญของโลก(อาจเป็นผุ้ค้นพบเห็บหมาพันธุ์ใหม่) บันทึกเหล่านี้จะถูกนำออกไปประมูลในราคาสูงลิบลิ่ว เพียงเพื่อที่ผู้คนจะพบว่า ...ดูสิ..ไอ้หมีดำตัวนี้ก็เคยกระทำการโง่ๆ เยี่ยงปุถุชนมาก่อน ฮ่า.ฮ่า.ฮ่า (ดาวินซีจะรู้สึกอย่างไรหนอตอนบันทึกตัวเองถูกประมูล)

ในความเป็นจริง..กองสมุดเก่าๆพวกนั้นเป็นเพียง บันทึกการเจริญเติบโตของคนคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเคยกระทำการเหลวแหลกเยี่ยงเยาวชนที่คึกคะนอง เคยอกหักและพบรักในวัยที่ฮอร์โมนเบ่งบาน และเคยกระเสือกกระสนอยู่ในวังวนของคนทำงาน
...หากแต่ถ้ามันมีเพียงแค่นั้น มันคงไม่สนุกสนานมากเพียงพอที่จะเสียเวลาอ่าน

แต่เพราะคนคนหนึ่ง เติบโตได้เพราะคนรอบข้าง พวกเค้าเป็นองค์ประกอบแห่งชีวิตที่จะขาดเสียไม่ได้ในภาพต่อจิ๊กซอว์แสนสำคัญ
ชีวิตจะสนุกได้เพราะพวกเค้าเหล่านั้น..
สมุดบันทึกจึงไม่ได้เป็นแค่ไดอารี่ส่วนตัว บางครั้งมันอาจเป็นกล่องเก็บอารมณ์อันหลากหลายของผู้คนรอบข้าง

นั่งอ่านบันทึกของตัวเองตอนที่เพิ่งออกจากงานใหม่ๆ มาเปิดร้านราดหน้า มีตอนหนึ่งเขียนว่า
"วันนี้เหนื่อยมาก เหงื่อออกจนแฉะไปหมด ทำ่งานหนักเสียจนไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร"
...ผ่านไปหกปีถึงรู้ว่ามันคุ้มค่าที่จะเหนื่อย

อีกตอนหนึ่งเขียนเพราะทะเลาะกับแฟน
"คุยกัน..จะได้รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสักแค่ไหนก็ตาม ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะคิดว่า เรื่องแค่นี้เราทนได้ แต่สักวัน..ก็จะทนไม่ไหว อย่าอยู่ด้วยกันจนเกิดความเคยชิน เพราะจะทำให้เฉยเมยต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง"

อ่านแล้วก็...อืมมม...ครั้งหนึ่งเราก็เคยมีความคิดเหมือนกันนะเนี่ย...

แต่ในขณะที่จังหวะชีวิตของเราเปลี่ยน ความรู้สึกนึกคิดของเราก็อาจเปลี่ยน หรือหล่นหายไปกับกาลเวลา
เราไม่รู้ว่า นับจากนี้ไปอีกห้าปี สิบปี ตัวตนของเราที่มีอยู่ในวันนี้จะยังคงอยู่ เหมือนเดิม หรือสูญสลาย
แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้จากการเขียนบันทึกก็คือ ความทรงจำที่สำคัญมีค่าควรแก่การบันทึก ยังไม่เท่าผู้คนที่รักเราและเรารัก
...เขาเหล่านั้นมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดใด และไม่ควรทำใครหล่นหายไปสักคนเดียว

Saturday, January 30, 2010

ความสุข..ในร้านราดหน้า



ปีใหม่ที่ผ่านมาอยากทาสีร้านใหม่เพราะมีสีเหลืออยู่หนึ่งกระป๋องจากปีเก่า เสียดายสี กลัวมันจะเน่าเพราะอากาศร้อน หลังจากเรียกช่างคนสนิทมาตีราคา เบ็ดเสร็จเสียเงินเกือบห้าพัน

.......แล้วยังต้องซื้อสีเพิ่มอีกหนึ่งกระป๋อง

หลังทาเสร็จทำตัวเป็นหมีร่าเริงเห่อร้านใหม่อยู่คนเดียว ไม่เห็นจะมีใครหรือลูกค้าคนไหนจะสนใจว่าร้านมันใหม่ขึ้น สว่างขึ้น หรือเปลี่ยนไปอย่างไร เก็บอาการสำนึกเสียใจมาเล่าให้น้องเอ๋ฟัง มันกลับย้ำแผลด้วยประโยคคำถาม

........อ้าวนี่ทาสีร้านใหม่เหรอ

ช่างหัวสีใหม่มันละกัน -*-


และนี่คือร้านราดหน้า ปากซอยวัดพุธ ร้านที่เจ้าของร้านแสนภูมิใจ

ร้านที่ลูกค้าหน้าใหม่มักจะแปลกใจเวลาเห็นหมีตัวดำเดินกร่างอยู่ในร้านทำทีเป็นสั่งงานนั่นนี่ และคิดว่าไอ้เด็กล้างจานคนนี้อวดดีจัง....

ร้านที่เจ้าของร้านที่แสนภูมิใจในร้านตัวเอง...ไม่ค่อยอยู่ร้าน

ร้านที่ทำให้จ๊ะเอ๋กับต้นโอ๊คไม่เคยกินราดหน้ากับข้าวมันไก่ที่ไหนอีกเลย ไม่ใช่เพราะอร่อยสู้ร้านพี่มันไม่ได้ แต่มันโคตรเบื่อ

ร้านที่มีหมาน่ารักอยู่หนึ่งตัว แต่มีรูปร่างละม้ายคล้ายหมูเข้าไปทุกวัน

ร้านที่ลูกน้องถูกสอนให้ตอบลูกค้าว่า ..เจ้าของร้านไปธุระค่ะ...แต่จริงๆแล้วหลับอยู่ชั้นสอง

ร้านนี้สอนอะไรกรูมากมาย

เริ่มตั้งแต่ความอดทนและซื่อสัตย์ต่อลูกค้าเพราะสิ่งนั้นมันจะย้อนกลับมาเป็นความภักดีจากลูกค้าเช่นกัน

ความอ่อนน้อมถ่อมตนและให้ความนับถือผู้อื่นเพราะเค้าจะตอบรับเราด้วยสิ่งเดียวกัน

และจงรักในสิ่งที่ตัวเองทำความสุขในการทำงานมันจะค่อยๆตามมา

ที่สำคัญที่สุด...........จงมีความนับถือต่อตนเอง^^

เจ๊ลำดวนผู้ถูกทักว่าเป็นเจ้าของร้านอยู่บ่อยๆ


จันกับพี่อ้อย..กับหมี่กรอบ เขียงและไก่


โฆษณาหน้าร้าน


ลูกน้องที่รักทั้งสี่กำลังอุ้มวัตถุดิบ


เครื่องเคราที่เราให้


ล้างพวงทุกวันคับ


โต๊ะนี้ใหญ่ที่สุดในร้าน


จูดี้คอยต้อนรับลูกค้าอยู่ด้านหลัง


Sunday, January 17, 2010

เล่นกับโซดา..ที่เกาะช้าง

อยากไปโฮมสเตย์ที่เกาะช้าง...
หลังจากเอ่ยคำนั้นออกมาให้บัวหัวโตได้ยิน วันเวลาก็ผ่านมาเป็นปีถึงได้เดินทางไปเกาะช้างจริงๆ
....แต่ไปกับป้า จ๊ะเอ๋ และต้นโอ๊ค

เรานั่งรถทัวร์เขย่าซ้ายขวาจากเอกมัย ไปต่อรถสองแถว แล้วก็ขึ้นเรือเฟอรี่ เพื่อไปต่อรถสองแถวบนเกาะช้างอีกรอบ
ในที่สุดเราก็ถึงบ้านพักบนเกาะช้างด้วยความอ่อนล้า เหนียวตัว หิวข้าว
ดังนั้นโปรแกรมทัวร์ที่คิดไว้ในวันนั้นทั้งหมดจึงถูกยกเลิก ด้วยเพราะอากาศที่เย็นขึ้นมาอย่างกระทันหัน
และเวลาไม่อำนวย ที่สำคัญคือสิ่งที่เราอยากทำที่สุดในตอนนั้นคือ กินแล้วก็กิน
ระหว่างที่เดินสำรวจรอบๆที่พักที่เจ้าของบ้านบอกว่าวันเสาร์ที่จะถึง จะมีแขกมาพัก 40 คน
แต่ณ. วันนั้น ที่พักเป็นของพวกเรา 4 คนแต่ผู้เดียว
จ๊ะเอ๋กับต้นโอ๊คบอกว่า ไม่เหมือนมาเที่ยวเลย เหมือนมาบ้านอาม่ามากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นสไตล์บ้านพัก กลิ่นน้ำเค็ม ห้องน้ำ หรือไม้กระดานบนบ้านที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เดิน

หลังจากจัดการอาหารเย็นมื้อใหญ่เสร็จ เราคิดจะพักท้องด้วยการขับมอเตอร์ไซด์เล่น
แต่ปรากฎว่าต้นโอ๊คกับป้าไปนอนกลิ้งดูทีวีกันเรียบร้อย เอ่อ..นี่กลับมาเยี่ยมญาติกันเหรอค้าบ ไม่ไปเที่ยวเล่นกันเหรอ
ลุงเสมียร เจ้าของโฮมสเตย์ที่เราไปพักคงเห็นเราทำตัวไม่เหมือนมาเที่ยว
คงกลัวใจตัวเองจะคิดว่าพวกเราเป็นญาติจนไม่กล้าเก็บเงิน เลยเสนอโปรแกรมทัวร์หิ่งห้อย ณ. ป่าโกงกาง

ป่าโกงกางริมทะเล ถือว่าเป็นสถานอนุบาลสัตว์เล็กในท้องทะเลตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปู ปลา กั้ง
เพราะสภาพดินเลนและกิ่งก้านของรากโกงกางที่เป็นเหมือนบ้าน
ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลจึงนับว่าเริ่มต้นจากป่าโกงกางนั่นเอง
และถ้าหากใครจำได้ ตอนที่ทสึนามิเข้าที่ภาคใต้ทางฝั่งทะเลอันดามัน
ป่าโกงกางนับเป็นปราการสำคัญที่ลดแรงกระแทกคลื่น
จนทำให้ชาวบ้านหลายหมู่บ้านเริ่มเห็นความสำคัญของป่าโกงกางขึ้นมา

ขณะที่เราเดินบนสะพานไม้ ลัดเลาะเข้าไปในป่าโกงกาง
สองข้างทางมืดสนิทมีเพียงแสงจากไฟฉายที่แจ๊ค..ลูกลุงเสมียรถือนำทาง
กับอีกดวงที่กรูถือเดินปิดท้ายขบวน แจ๊คหยุดเป็นระยะเพื่อชี้ชวนให้พวกเราดูหิ่งห้อยบนยอดโกงกาง
แต่พวกเรามัวแต่หลงแสงดาวจนลืมดูหิ่งห้อย
ท้องฟ้าคืนนั้นเหมาะกับคำว่า "ระยิบระยับ พร่างพราย" เป็นอันมาก
ด้วยความมืดสนิทชนิดที่ปิดไฟฉายก็ไม่เห็นอะไร ดาวจึงชัดมากเป็นพิเศษ

กลับจากทัวร์หิ่งห้อย กรูยังคงติดใจท้องฟ้าพร่างพราย
จึงลากเสื่อไปนอนดูดาวที่ระเบียงบ้านอันกว้างใหญ่ริมทะเล
ในขณะที่ทุกคนอาบน้ำ กรูก็ยังทำตัวโรแมนติคท่ามกลางหมู่ดาว จนเสื้อเปียกน้ำค้างแฉะ
เพียงไม่นานป้าก็ลากเสื่อมานอนข้างๆ สักพักเอ๋กับโอ๊คที่อาบน้ำเสร็จก็ตามมา
เสียงพูดคุยในครอบครัวท่ามกลางหมู่ดาวจึงเริ่มต้นขึ้น เช่น
....นั่นดาวไร
...ไม่รู้..รู้จักแต่ดาวไถ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงเราก็ยังคงชี้ชวนกันดูดาวไถ ทั้งๆที่หมู่ดาวนับร้อยดวงอยู่ตรงหน้า...
ส่วนกรูก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตารออธิฐานกับดาวตกดวงต่อไป...

วันรุ่งขึ้นกรูตื่นแต่เช้า มานั่งทำโรแมนติคดูพระอาทิตย์ขึ้น
และอวดขี้ตากับขี้ฟันให้ปลาเข็มตัวใหญ่ในทะเลหน้าบ้านดู
ทะเลนิ่งเรียบ มีเพียงคลื่นเล็กๆ ส่งเสียง..แจะ.แจะ... กระทบสะพานไม้หน้าบ้าน
ทำให้หลายครั้งจ๊ะเอ๋คิดว่าพวกเราอยู่ติดแม่น้ำที่กว้างใหญ่มากกว่า
พอดวงอาทิตย์ยามเช้าส่องแสงได้ที่ พิธีกรรมถ่ายภาพจึงเริ่มต้นขึ้น
เรารัวชัตเตอร์กันไม่ยั้ง เสมือนเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำในการมาเที่ยวครั้งนี้
จนกระทั่งเจ้าของบ้านเค้าต้องมาตามไปกินข้าวเช้าด้วยท่าทางประหลาด
เค้าคงคิดในใจว่า...ถ่ายรูปอะไรกันนะ หน้าก็ไม่ล้าง ฟันก็ไม่แปรง สกปรก ..ยี๊...อี๊

วันนี้เรามีโปรแกรมออกเรือไปดำน้ำ และกลับมาเล่นน้ำตก
ไม่แน่ใจว่าเค้าจะพาไปที่ไหนบ้างแต่ด้วยความดีใจที่เค้าเอาเรือใหญ่ขนาด 40 คนนั่งออกให้เราแค่ 4 คน
จึงกระโดดโลดเต้นขึ้นเรือไปอย่างว่าง่าย บนเรือจ๊ะเอ๋กับป้าประโคมครีมกันแดดซะจนทำกรูคิดว่า เอ..หรือกรูควรจะทามั่งดี
เราแวะเกาะเหลายาเป็นที่แรก เกาะเหลายาเป็นเกาะเล็กๆห่างจากเกาะช้างประมาณครึ่งชั่วโมง
ทรายสวย น้ำใส และมีแต่ฝรั่งที่เล่นน้ำอยู่ เราเดินขึ้นฝั่งไปด้วยความรู้สึกเหมือนมาเที่ยวต่างประเทศ
เกิดอาการเคอะเขิน ต่างบ้านต่างเมือง จนกระทั่งเห็นป้ายคำเตือนภาษาไทยให้ใช้น้ำน้อยๆ จึงรู้ว่า
อ้ออ..เราอยู่ประเทศไทยเนาะ

เราเดินจากเกาะเหลายาไปจนถึงเกาะเล็กๆ ซึ่งมีสะพานไม้ข้ามฝั่งเชื่อมเกาะสองเกาะไว้ด้วยกัน
กรู ป้า และจ๊ะเอ๋ชี้ชวนกันดูน้ำใสราวกระจก ปลาตัวเล็กๆ ที่ว่ายกันเป็นฝูง
แล้วก็เดินหยีตาหลบแดดข้ามไปอีกเกาะ วันนั้นทั้งวันดำเนินไปในลักษณะนี้
เดินเล่นบนเกาะ ดำน้ำดูปะการังในน้ำขุ่นๆ ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้น
ความหวังที่จะได้ดูปะการังสีสวย ปลาสวยงามหลากหลายเป็นหมันเพราะเรือลำใหญ่
คนบนเรือมีน้อย(พวกเราแค่ 4 คน) ไอ้แจ๊ค(เริ่มหยาบคาย)คนขับจึงไม่พาไปเกาะไกลๆ เพราะไม่คุ้มค่าน้ำมัน....ชิ

ความหวังสุดท้ายของเราจึงฝากไว้ที่โปรแกรมน้ำตกธารมะยม
ที่ซึ่งกรูก็รู้อยู่แล้วว่าน้ำตกมันคงจะแห้งเพราะเลยหน้าฝนมานาน แต่ยังไงก็ต้องไป
แจ๊คบอกว่าปรกติแล้วค่าเข้าชมน้ำตกสำหรับคนไทยคนละ 40 บาท (ฝรั่ง 400 บาท!!?)
แต่หน้าแล้งอย่างนี้อาจไม่ต้องเสีย พอถึงทางเข้าน้ำตกกรูจึงงง.งงที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้หน้าตาบูดบึ้งบอกรูว่า 200 บาทครับ
ก่อนที่จะหยิบเงินจ่ายแจ๊คตะโกนถามว่า มีน้ำมั๊ยพี่(น้ำใจ?)
เจ้าหน้าที่ป่าไม้มันตอบอย่างฉะฉานว่า....ไม่มี(เลว!) แจ๊คจึงต่อรองราคาเหลือ 100 บาท
จากนั้นก็เสียอีก 20 บาทเป็นค่าจอดรถ เพราะทางเข้าน้ำตกเป็นที่ดินส่วนบุคคล...เฮ้อ-__-
น้ำตกธารมะยม ที่ต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร
ทางเดินเป็นหินก้อนไหญ่เล็ก สูงต่ำ แตกต่างกันไป หมีอย่างกรูก็ไม่เคยหวั่น
เดินไปกินปลาหมึกไปอย่างสบายอารมณ์
ในขณะที่เด็กเมืองอย่างจ๊ะเอ๋ร้องว่า เมื่อไหร่จะถึง
พร้อมกับลังเลว่าจะกระโดดไปยังหินก้อนต่อไปยังไงดีไม่ให้หกล้มหัวแตก 55555 (เป็นพี่ที่พึ่งได้จริงๆ)
น้ำตกธารมะยมแห้งแล้งอย่างที่เราคิด แต่น้ำที่ไหลเอื่อยๆ ก็ใสจนมองเห็นก้นสระที่ลึกประมาณเมตรกว่าๆ
น้ำตกแห้ง จ๊ะเอ๋หน้าเหี่ยว ไม่มีใครตัดสินใจว่าควรจะทำอะไร
กรูจึงยื่นอุ้งตีนหมีลงไปให้ปลาตัวเล็กนับสิบในบ่อตอดเล่น จั๊กจี๊เท้า หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
สักพักป้าทนไม่ไหวจึงลงมายื่นเท้าร่วมวงให้ปลาตอดด้วย
แต่จ๊ะเอ๋กับต้นโอ๊คปฏิเสธเสียงเด็ดขาด
เพราะจ๊ะเอ๋เป็นโรคกลัวปลาตัวมันวาวและความกลัวนั้นส่งผลให้ต้นโอ๊คที่ตัวใหญ่ราวหมีกริซลี่กลัวไปด้วย
เย็นนั้นกรูหิ้วมะพร้าวอ่อนจากน้ำตกธารมะยมกลับบ้าน
นั่งกินมะพร้าวอ่อนอยู่บนระเบียงที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่โปรดไปแล้ว
น้องเจ้าของบ้านเดินมาถามว่า...พี่หิวมั๊ย จะกินข้าวเย็นเลยรึเปล่า
กรูหันไปตอบพร้อมมะพร้าวที่คาอยู่ในปากว่า...พร้อมกินเสมอจ้ะ(น้ำเสียงอ่อนหวาน)
...น้องเค้าเอามือมาแตะขากรู(หลอกจับขาอ่อนกรูนี่หว่า) แล้วบอกว่า...พี่จะไม่อาบน้ำเหรอ
นี่น้องคงเห็นกรูดองเค็มชุดนี้ตั้งแต่เช้า แห้งจนเปียก เปียกจนแห้งไปก็หลายรอบ
ก็ไม่ยอมอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนชุด คงคิดว่ามันจะสกปรกไปถึงไหน
กรูประเมินสายตาน้องเค้าแล้ว เลยตอบไปว่า ... ไม่ล่ะพี่ว่าจะอาบพรุ่งนี้ก่อนกลับเลย
55555555 ได้ผล..น้องเค้าขำตัวม้วนกลิ้งเข้าครัวไปเลย...สม..ยุ่งกับกรูดีนัก

จ๊ะเอ๋รอจนกรูกินมะพร้าวเสร็จ ก็ชวนขับมอไซด์ไปประภาคารใกล้ๆที่พัก
ห่างไปประมาณหนึ่งกิโล แต่มองเห็นด้วยตาชัดเจนจากห้องนอนของเรา
ไปเยืนเก๊กท่าบ้าบอถ่ายรูปจนแสงหมดเราก็ขับรถกลับบ้าน(ก็ยังคงไม่อาบน้ำ)
และตอนนี้ถ้ามีคนถามว่าพูดถึงเกาะช้าง จะนึกถึงอะไรกรูจะตอบว่า โซดา
โซดาเป็นหมาของโฮมสเตย์ที่เราไปพัก หน้าตาน่ารัก ดูว่าง่ายและขี้อ้อน
เพราะพอเราตะโกนเรียก ...โซดา! โซดาก็จะวิ่งขาถ่างมาหาเรา
และที่มันต้องวิ่งขาถ่างเพราะมันมีท่อแขวนอยู่ที่คอ เจ้าของเค้าบอกว่ามันชอบวิ่งไล่รถกระบะ
กลัวมันโดนรถทับตายเลยต้องเอาท่อมาห้อยไว้เพื่อดัดนิสัย
ท่อนี้เป็นของแปลกใหม่สำหรับจ๊ะเอ๋กับกรูมาก
โซดาจึงเป็นสิ่งโปรดปรานของเราที่บ้านพักนี้ เรากอดมัน เล่นกับมัน หาเห็บให้มัน จนเจ้าของบ้านแอบไปซุบซิบนินทา
พอเค้าเห็นเราร้องเรียกโซดาทั้งวัน เค้าเลยเอาท่อออกให้มันเพราะคิดว่าพวกเรารู้สึกเหมือนเค้าทรมาณสัตว์
แต่ขอบอกว่า โซดาหลังเอาท่อที่ห้อยคอออก..ไม่น่ารักเลย
มันทำตัวปราดเปรียว วิ่งไปมาอย่างคึกคะนอง ไม่อ้อน ไม่ซบ ไม่ยอมให้เราจับ
โซดา..หมาเลว..จะไปไหนก็ไปเลย กรูตะโกนบอกมันในใจ
แล้วบอกเจ้าของบ้านเสียงดังว่า ....เอาท่อมาใส่ให้อีโซดาหน่อยสิพี่....

วันรุ่งขึ้นเราออกจากที่พัก 10 โมงเช้า โดนรถทัวร์เขย่าจนถึงกรุงเทพตอนหกโมงกว่าๆ
นั่งรถนานชั่วกัปชั่วกัลเพื่อไปเล่นกับอีโซดา....ที่เกาะช้าง































Friday, January 08, 2010

จากวันที่ 31 เปลี่ยนเป็นวันที่ 1

วันเวลาในช่วงปีใหม่ของปีนี้นั้น รู้สึกเหมือนมันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ยังไม่ทันได้รู้สึกถึงบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง หรือเทศกาล ...วันเวลามันก็ผ่านไปซะแล้ว
อาจเป็นเพราะด้วยเหตุผลทางการเมือง เสื้อแดง หน้าเหลี่ยม ทำให้ทุกคนหนีหายไปจากเมืองหลวง
อาจเป็นเพราะวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ปีนี้ตรงกับวันพระ เราจึงได้ยินแต่เสียงสวดมนต์ และบรรยากาศของธรรมะมากกว่าทุกปี
อาจเป็นเพราะในใจของทุกคนมัวแต่วิตกกังวลว่าปีนี้จะผ่านไปด้วยดีโดยไม่มีเหตุก่อการร้ายตามที่ต่างๆ
หรืออาจจะเป็นเพราะกูไม่ยอมเปิดโทรทัศน์ รับฟังข่าวสาร หรือบรรยากาศการเฉลิมฉลองใดใดเอง
ปีนี้จึงรู้สึกเฉยชาต่อปีใหม่
ไม่มีจุดมุ่งหมายใดใด ไม่มีความคาดหวังใดใด ดูเป็นคนไร้อารมณ์และเฉื่อยชา

แต่ในทางตรงกันข้าม กรูกลับรู้สึกได้ว่า เศรษฐกิจปีนี้น่าจะดีกว่าปีก่อน
เห็นได้ชัดจากยอดขายของร้าน(โฮะ.โฮะ..หัวเราะตอแหลมาก)
และยอดของขวัญที่ปีนี้มากมายมหาศาล เหมือนทุกคนได้กำไรดีงามมีเงินเหลือพอซื้อแจกคนอื่น
แม้กระทั่งลูกค้าบางคนยังซื้อของมาให้กรู....อิอิ(อันนี้เป็นความหน้าตาดีส่วนบุคคล)
อย่างน้อยปีนี้ก็เริ่มต้นด้วยสิ่งดีดี
และบางครั้งการเริ่มต้นใหม่ก็อยู่ที่ตัวเรา...ไม่ใช่ปฎิทิน