ช่วงนี้อากาศร้อนจัดเหลือหลาย เช็คสภาพอากาศทีไรก็เห็นมันขึ้นว่าร้อนเกิน 30 องศาทุกวันไป
และอาทิตย์นี้ก็ร้อนจัดที่ 33 องศา ตลอดทั้งอาทิตย์ ฝนจะตกปรอยๆ
เหมือนใครปล่อยสายยางฉีดน้ำรดต้นไม้ (พยากรณ์เค้าว่า)
ก็ไม่รู้ว่า ที่อากาศร้อนขึ้นนั้นเป็นเพราะผลกระทบจากภาวะโลกร้อน หรือเป็นเพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง
เห็นข่าวบางข่าวว่า เนื่องจากภาวะโลกร้อน
ประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น ไทย
และประเทศที่เป็นเกาะ เช่น ญี่ปุ่น แต่ทั่วทั้งโลกก็จะได้รับผลกระทบต่างกันไป
มากน้อยก็แล้วแต่องศา...ลิปดา...และสภาพแวดล้อม
แล้วข่าวก็ประโคมกันเหลือเกิน ในเรื่องความวิปริตของอากาศ
อาการผิดปรกติของธรรมชาติ และน้ำแข็งขั้วโลกก้อนเล็กก้อนน้อยที่ละลายหายไปเรื่อยๆ
หลายคนออกมาบอกว่าโลกจะแตกปีนั้นปีนี้ ลูกน้องกรูก็ยังเอามาคุยกัน
บางคนก็ออกอาการกลัวจนเว่อร์ ทำให้กรูต้องเป็นหมีปากร้ายดักคอมันไปว่า
กว่าโลกจะแตก อายุอย่างเราๆ นี่อาจแก่ตายก่อน....555(ขำคนเดียว)
สื่อทั้งหลายก็ยังพยายามชวนผู้คนให้รักษ์โลก งดใช้นั่นนี่
แต่กรูก็ยังคงเปิดคอมพ์ เปิดแอร์ เปิดไฟ เปิดทีวี อาบน้ำนานอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
แล้วกูมีสำนึกรักษ์โลกตรงไหน?
เมื่อวานคุยกับคนหนึ่ง คนผู้ซึ่งกำลังเบื่อหน่ายกับสื่อที่รายงานข่าวเรื่องผู้ร้ายปาหินอย่างละเอียดลออ
เค้าว่า..สื่อนี่หล่ะที่เป็นตัวกระจายข่าว และทำให้การปาหินเป็นแฟชั่นระบาดไปทั่วประเทศ
สื่อนี่หล่ะที่เป็นคนบอกพวกบ้านั่นว่า ต้องปายังไง จุดไหนถึงจะได้ผลที่สุด
กรูเห็นเค้าเครียดก็เลยเล่าเรื่องตัวเองให้เค้าฟัง คิดว่าเรื่องขำๆ คงเบนหัวข้อการสนทนาไปเรื่องอื่นได้
และเรื่องเล่ามีอยู่ว่า.....
มีลูกสาวพาแม่อายุ 93 มากินข้าวที่ร้านราดหน้า ยายคนนี้เป็นคนแก่อารมณ์ดี
เวลาแกเห็นลูกน้องที่ร้านเดินไปใกล้ๆ แกจะเอื้อมมือมาจับเอาไว้
เพราะคิดว่าเป็นลูกหลาน (ลูกแกบอกอย่างนั้น)
หลังจากกินข้าวหมดไปสามจานลูกสาวแกก็ทำหน้าตกใจแล้วก็บอกว่า..ลืมเอาเงินมา
กรูก็กะลังจะบอกว่าให้มาจ่ายวันหลังได้ เค้าก็ถามทางไปตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุด
แล้วก็บอกว่า “น้อง..พี่ฝากแม่แป๊ปนึงนะ” แล้วก็ทำหน้าตาเป็นห่วง
มืออาชีพด้านการดูแลคนแก่อย่างกรูก็บอกไปว่า “ได้พี่”
แล้วก็สั่งลูกน้องให้ไปนั่งเป็นเพื่อนอาซิ่มแก
(เปลี่ยนสรรพนามเจากยายเป็นอาซิ่มพราะได้ยินแกพูดภาษาจีน)
อาซิ่มแกเห็นลูกวิ่งออกไปนอกร้านก็พยายามกระย่องกระแย่งลุกขึ้นจะเดินตามลูกสาว
ส่วนลูกน้องกูก็เดินตามอาซิ่ม....เวร
กูต้องเข้าไปบอกแกว่า(เวลาเข้าไปหาซิ่มแกในระยะเอื้อมถึงแกจะเอื้อมมือมาจับมือเราไว้ทันที)
นั่งก่อนนะซิ่มนะ กินน้ำก่อน เดี๋ยวลูกก็มา แกจึงยอมนั่งเพราะเห็นแก้วเป๊ปซี่ที่กรูยกมา
คงคิดว่าต้องกินให้หมดก่อนไป พอนั่งลงได้ก็ยกเป๊ปซี่ดื่มใหญ่ แต่มืออีกข้างนึงก็จับมือกูไว้(มือนิ๊ม.นิ่ม)
หมีใหญ่อย่างกูก็เลยต้องนั่งเป็นเพื่อนแก แล้วก็พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเพื่อหลอกให้แกนั่งอยู่กับที่
(แกตอบเป็นภาษาจีน แล้วก็หัวเราะ ไม่รู้ว่าด่ากรูรึเปล่า) จนห้านาทีผ่านไป.........................
ลูกสาวยังไม่กลับมา กูเริ่มหมดมุขที่จะชวนซิ่มคุย (เพราะพูดไม่หยุด)
เป๊ปซี่ก็หมดแก้ว และหัวใจกรูเริ่มเต้นตุ๊มต่อม...ตุ๊มต่อม
ลูกสาวแกจะกลับมารับแกมั๊ยน๊า...........
กูจำหน้าลูกสาวแกไม่ได้ด้วยสิ ตอนให้ปากคำตำรวจเพื่อตามหาจะบอกว่าไร
แล้วระหว่างที่ตามหาลูกสาวแก ใครจะเป็นคนดูแลซิ่มล่ะ....กูจินตนาการไปยาวไกล....มากกกก
จนลูกสาวแกวิ่งกลับมา
โอย..โล่งใจ ดีใจ รีบส่งมืออุ่นๆ ของอาซิ่มคืนลูกสาว
...........ขำมั๊ย
...........ไม่ขำอ่ะ คนนั้นเค้าไม่ขำ เค้ากลับบอกว่า
เห็นมั๊ย..ขนาดคนมองโลกในแง่ดีอย่างเก่งยังคิดว่าลูกค้าจะเอาแม่มาปล่อยที่ร้านราดหน้า
สังคมสมัยนี้เป็นอย่างนี้ไปแล้วทั้งนั้น เพราะสื่อมันรายงานแต่ข่าวร้ายๆ เรื่องเลวๆ ของคน
ทำให้สังคมไม่ไว้ใจกัน
ในที่สุดเค้าสรุปว่า เราต้องช่วยกันทิ้งขยะ ให้โลกมันร้อน ให้โลกมันแตกเร็วขึ้น
จะได้กลับไปตั้งต้นใหม่พร้อมกันทุกๆคน
..จริงอ่ะ กรูคิดในใจแต่ไม่กล้าเถียง
จริงแล้วกรูคิดว่า ถ้าโลกมันแตกง่ายอย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน
แต่จริงแล้ว มันคงยังไม่แตกวันนี้ หรือพรุ่งนี้
ดังนั้นการได้ทำอะไรให้โลกบ้างมันก็คงรู้สึกดีกว่าปล่อยให้อะไรมันเป็นไป
โดยที่เราไม่พยายามจะยับยั้ง หรือช่วยเหลือ
มันคงเหมือนปล่อยให้คนจมน้ำตายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่เรายืนดูอยู่เฉยๆ
แต่จริงแล้วกูก็ยังรู้อยู่อีกว่า สิ่งที่กูทำอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ค่อยเข้าข่ายการช่วยเหลือโลกสักเท่าไหร่
กูก็ยังปล่อยน้ำเสียลงท่อ เปิดไฟตอนกลางวัน เปิดพัดลม เปิด.เปิด..เปิด
กิจวัตรประจำวันมีแต่ทำร้ายโลกซะทั้งนั้น แม้กระทั่งตด.....
หรือจริงๆแล้ว คนคนนั้นเค้าก็แค่ยอมรับความจริงว่าเค้าเป็นคนที่ทำร้ายโลก
ส่วนกูก็เป็นพวกที่หลอกตัวเองว่ากูรักษ์โลก...ก็เท่านั้นเอง...-__-"