วันนี้ไปหาหมอฟันเพื่อขูดหินปูนตามที่นัดไว้ทุกหกเดือน
หลังจากทักทายคุณหมอ ก็นั่งลงบนเตียงปรับระดับสำหรับทำฟันที่โคตรพอดีตัว
หมอปรับเบาะให้เราเอนลงในท่านอน จากนั้นก็ปรับเท้าเราให้สูงขึ้น
ปรับหัวให้ต่ำลง แล้วก็ปรับเท้าอีก แล้วก็ปรับหัวอีก....
ตอนนี้เลยอยู่ในท่าเท้าชี้ฟ้า ...หัวปักดิน
คุณพยาบาลเดินเอาผ้ามาปิดตา สร้างความวิงเวียนให้กรูมากขึ้นไปอีก
กรู..ผู้ซึ่งมีอาการเวียนหัวกับการปรับเบาะของคุณหมอ
เริ่มรู้สึกเหมือนตัวไหลลง...ไหลลง
อยากบอกหมอว่า คุณหมอปรับเอาเท้าชี้สูงไปรึเปล่าก็ไม่ได้เพราะมีเครื่องมือทำฟันค้างอยู่ในปาก
หรือเราจะรู้สึกไปเอง เพราะหมอก็ยังคงทำงานได้
ผิดกับเราที่ยังคงเกร็งตูดไว้ตลอดเวลาเพราะกลัวไหล
สักพักหมอปรับเบาะให้ตั้งขึ้น พยาบาลเอาผ้าปิดตาออกแล้วบอกให้เราบ้วนปาก
ด้วยความมึน ....กรูบ้วนน้ำเลยอ่าง
โชคดีที่พยาบาลกับหมอยังคงสนใจการสัมภาษณ์วง "18 กะรัต"
ไม่มีใครเห็นน้ำที่ไหลเป็นทางจากความซุ่มของเรา
...ไม่มีใครสนใจกรูเลย T__T
เสร็จสิ้นภาระกิจการขูดหินปูน คุณหมอเอาฟันยางเคลือบฟลูออไรด์มาให้กัด
...รสชาติเปรี้ยวแปร่งๆ เหมือนเยลลี่ราคาถูกในกระปุกยาง
หมอบอกว่า..กัดแน่นๆ กัดแน่นๆ ปรากฏว่าเรากัดแน่นไป เร็วไป เลยงับมือถุงมือคุณหมอ
เสียงถุงมือดีดดัง..เผี๊ยะ! ตอนที่หมอดึงออกจากปากเรา 55555
ผ่านไปสี่นาที พยาบาลมาเอาฟันยางออก แล้วให้เราอมท่อดูดน้ำลาย
กำชับทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้ครึ่งชั่วโมง ห้ามบ้วนปาก หรือกินอาหารใดใด
แล้วเราก็ลุกขึ้น ตอนนั้นเอง หัวก็ไปชนกับไฟเหนือเตียงที่หมอเอาไว้ส่องปากคนไข้
พยาบาลร้องกรี๊ด ขอโทษขอโพยที่ลืมเอาออก ลูบหัวเราใหญ่ถามว่าเจ็บมั๊ย
เราตอบว่า ไม่เจ็บ แต่ไฟน่ะแตกรึเปล่า แล้วก็เดินเซๆ ออกไป
บางครั้งรู้สึกว่าตัวเองซุ่มซ่าม ชอบเตะนั่น ชนนี่เป็นประจำ ขายหน้าจริงๆ....
Tuesday, April 27, 2010
Saturday, April 24, 2010
อยากย้อนศร

อยู่ดีดีก็เกิดอยากจะทำตัวขวางโลกขึ้นมา สาเหตุคือคนถามกันมากเหลือเกินตอนช่วงที่เราหยุดไปเที่ยวหัวหิน ถามว่า..ไปทำไม ไม่เบื่อเหรอ ไปแต่หัวหิน หรือไม่ก็อุทานเสียงดังปานเหยียบขี้หมาว่า..หัวหินอีกแล้วววว ไม่เว้นแม้กระทั่งคนที่ไปด้วยกันยังถามว่า เก่ง..ไม่เบื่อเหรอมาแต่หัวหิน เปลี่ยนที่มั่งสิ(ก็เมิงชวนกรูมาหัวหินเองนะ)
ในระหว่างที่รู้สึกรำคาญใจ ก็คิดทบทวนไปด้วยว่า..ทำไม
คำตอบมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกขึ้นอยู่กับตัวเอง ประเภทที่สองขึ้นอยู่กับคนอื่น
ในขณะที่หนังสือสารคดีประเภทท่องเที่ยว อยู่ในช่วงฮิตติดลมบน ใครๆพากันนิยมชมชอบเขาหรือเธอผู้มีใจกล้าเด็ดเดี่ยว สะพายเป้ขึ้นบ่า ออกท่องไปในโลกกว้างอย่างไม่หยี่ระสิ่งใดใด แล้วก็กลับมาเขียนหนังสือ เล่าเรื่องการเดินทาง การพบเจอ เน้นย้ำถึงสิ่งที่คนอ่านจะไม่มีวันได้เจอถ้าเอาแต่ทำงานซ้ำซากจำเจทุกวัน ตบท้ายด้วยการสนับสนุนให้ทุกทุกคนออกเดินทาง
...ออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง
บางครั้งเราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสนุก และท้าทายอย่างที่เขาบอก แต่บางครั้งคนหัวดื้ออย่างเรากลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกชี้นำ โดยคนบางคน ...คนที่เราเองก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนอย่างไร
จากประสบการณ์ของเรา การค้นหาตัวเอง คือการค้นพบความรู้สึกที่แน่นอนและมั่นคงในจิตใจ การเดินทางจึงเหมือนเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น สิ่งแวดล้อมใหม่มันดึงดูดเราได้ง่ายกว่า เหมือนกับเพลงใหม่ ของเล่นใหม่ กระเป๋าใบใหม่ และผู้คนแปลกหน้า ทำให้เราต้องมีสมาธิกับทุกขณะ ทุกสิ่งที่เราไม่เคยเจอและสัมผัสมันสร้างความตื่นเต้น จนทำให้เราลืมชีิวิตประจำวัน ลืมงาน ลืมเรื่องกลุ้มใจ หรือลืมหน้าใครบางคน
เอ...บางทีคนที่ถามเราว่า ไม่เบื่อเหรอไปแต่ที่เดิมๆ อาจกำลังต้องการลืมบางสิ่งอยู่ก็เป็นได้
ในความหมายของการเดินทาง สำหรับเรามันมีคำว่า..พักผ่อน..พ่วงติดไปด้วยเสมอ ดังนั้นถ้าถามว่า เบื่อไหม..ไปแต่หัวหิน เราก็จะตอบว่าไม่เบื่อหรอก ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับมุมมอง หากการไปที่เดิมเิดิมมันหมายถึง พบเจอแต่สิ่งคุ้นเคยเหมือนครั้งที่ผ่านมา เราว่ามันก็ดี ไม่ต้องกลัวหลงทาง ไม่ต้องใช้ความคิด เรื่อยๆ สบายๆ ...ในวันพักผ่อน
ไปหัวหินที่เดิม แต่เปลียนคนร่วมเดินทาง เปลี่ยนรถ เปลี่ยนที่นอน ยังมีปัจจัยอีกตั้งหลายอย่าง ที่ทำให้การเดินทางไปเที่ยวที่เดิมเดิมไม่น่าเบื่อ
แค่ไปเที่ยวแล้วสนุก มันก็น่าจะคุ้มแล้วที่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้าน...
Monday, April 05, 2010
ในขณะที่เราเลือกหนังสือ ..หนังสือก็เลือกเราเช่นกัน

เย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีเวลาว่างมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ร้านปิด ไม่ต้องออกไปไหน นั่งเล่นฟังเสียงน้ำตกอยู่หลังบ้านพร้อมเขียนไดอารี่ไปเรื่อยเปื่อย หลังจากจัดการอาหารมื้อเย็นอันได้แก่ มาม่าคัพ และฮอทดอกจากร้าน 7-11 เราก็เริ่มคิดที่จะทำสิ่งที่อยากทำมานาน ...นั่นคือการจัดหนังสือ
วางแผนคร่าวๆไว้ในใจว่า รื้อหนังสือทุกเล่มออกมาจากชั้น จัดเป็นหมวดหมู่ แล้วค่อยเรียงกลับเข้าไปใหม่ ยังไม่ทันได้ลงมือทำ พลันเสีียงมารก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาทแว่วๆ
...ทำไปทำไม เสียเวลาาาา เราตอบกลับไปในใจว่า ...เรื่องของกรู
ในระหว่างรื้อหนังสือ หยิบแต่ละเล่มออกมาปัดฝุ่นแยกแยะประเภทตามใจตัวเอง เห็นหนังสือเล่มหนึ่ง มีตัวหนังสือไก่เขี่ยเขียนไว้ที่ปกในอ่านได้ว่า ....งานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ 11
ขำเพราะจำได้ว่า นี่คือพฤติกรรมที่เราจงใจสร้างมันขึ้นมาเพื่อเลียนแบบพี่คนหนึ่ง พี่ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง มีสไตล์ พูดจาดูฉลาด มีความเป็นเอกลักษณ์โดยไม่ต้องสร้าง หนังสือทุกเล่มของพี่คนนี้จะมีรายละเอียดบางอย่างเขียนไว้เสมอ และลงท้ายด้วย วัน เวลา และสถานที่ที่ซื้อหนังสือ
เราประทับใจมาก รู้สึกว่ามันเป็นการให้ความสำคัญ และสร้างความผูกพันธ์กับหนังสืออย่างง่ายๆ ...แต่งดงาม รู้สึกถึงเวลาที่พี่เค้าเลือกหนังสือ มันคงมีความประณีตมากๆ เหมือนกำลังสร้างงานศิลป์ พี่เค้าถึงได้มีสิ่งละอันพันละน้อยเขียนได้มากมาย..บนหนังสือทุกเล่ม
มันทำให้พฤติกรรมการซื้อหนังสือของเรากลายเป็นอุตสาหกรรม ไร้ชีวิต ไร้ความละมุนละไม ได้แต่ซื้อ.ซื้อ.ซื้อ แล้วก็ซื้อ
โคตรแพ้ทางคนที่มีความชัดเจนแบบนี้....
แต่ของเลียนแบบ มันก็เหมือนกระแสนิยมของแฟชั่น มีอาการเห่อเป็นพักๆ แล้วก็หายไป เราจึงจำไม่ได้ว่า เลิกเขียนหมายเหตุบนปกในหนังสือไปตอนไหน แต่พอจะเดาเหตุผลได้ เพราะทุกเล่มจะเขียนเหมือนกันหมดคือ
...ซื้อที่งานสัปดาห์หนังสือ
แม่งงงงง ไร้สีสัน และไร้รสนิยมเสียยิ่งกว่าไม่เขียนอะไรเลย ซื้อเป็นอุตสาหกรรมแล้วยังเสือกเขียนเป็นอุตสาหกรรมอีก
เฮ้อออ..
ถึงอย่างนั้นเราก็มีความเชื่อว่า..หนังสือและคนอ่าน ต่างเลือกกันและกัน
อย่าได้ทระนงตัวว่า แค่มีสตางค์ก็ซื้อหนังสือได้ทุกเล่ม
..ซื้อได้แต่อ่านไม่ได้ ก็ไร้ประโยชน์
สำหรับเรา หนังสือต้องเริ่มที่หน้าปก สีสันและรูปเล่ม แม้ใครจะบอกว่ารูปลักษณ์ภายนอกไม่สำคัญ หรือ อย่าตัดสินหนังสือที่หน้าปก
(don't jude a book by it's cover) แต่หลายครั้งเราก็พบหนังสือที่หน้าปกสวยงาม จนอดซื้อมาไว้ในครอบครองไม่ได้ ทำให้หลายครั้งต้องชีช้ำเสียใจ เสียดายตังค์เพราะอ่านไม่จบ
เราพบว่าเนื้อในของหนังสือปกสวยหลายเล่ม มันเน่าเฟะ ไร้สาระ ไม่เหมือนคำโปรยปกเสนาะหู หรือสีสันชวนเพลินตา..ที่หน้าปก
และหลายเล่มเรารู้สึกว่า นักเขียนมีตัวตนแต่ไร้วิญญาณ งานเขียนสะเปะสะปะ หาตัวเองไม่เจอ เหมือนจับเอาคำเขียนสวยหรูมาต่อกันแต่ไร้ความหมาย และนักเขียนบางคน แสดงความถ่องแท้ในความคิดของตัวเองเหมือนกบในกะลา
...ยิ่งใหญ่อยู่ในโลกแคบๆ
ทำให้เรานึกถึงนักเต้นของ so you think you can dance ใน season5 ...เทคนิคแพรวพราว แต่ไร้การสร้างสรรค์และขาดเสน่ห์
และกับหนังสือบางเล่ม เราจัดให้อยู่ในหมวด ..ใกล้ตา เกินใจ..ใช้สมอง ต้องปีนกะไดอ่าน หนังสือประเภทนี้ ถ้าเราหลวมตัวซื้อมาเพราะหน้าปก เพราะโปรยปก เพราะรางวัลการันตี หรือเพราะอะไรก็แล้วแต่ เราก็จะคิดว่า
..เราเลือกมัน แต่มันไม่เลือกเรา
ได้แต่หมายหัวไว้ว่า ..สักวันกรูต้องอ่านมึงให้เข้าใจ
ผ่านไปสองชั่วโมง การรื้อหนังสือไม่คืบหน้าไปถึงไหน ได้แต่หยิบออกมาเช็ดฝุ่น ปัดฝุ่น แล้วก็จัดคืนเข้าที่เดิม โดยปราศจากสุ้มเสียงของมารในตอนต้น เราก็พบได้โดยตัวเองว่า ..การจัดหมวดหมู่เป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเราในตอนนี้ แค่แยกว่ากองนี้อ่านแล้ว และกองนี้ยังไม่ได้อ่านก็เพียงพอ
และในที่สุดเพื่อนๆ ก็ได้รู้ว่า การปฏิบัติตนเยี่ยงอุตสาหกรรมของเรา...ไม่เคยเปลี่ยน
Subscribe to:
Posts (Atom)