Tuesday, June 26, 2007

ค่าครองชีพ กับ รองเท้าคู่ใหม่

ฝนตกเฉอะแฉะ เดินทรงตัวไม่ค่อยอยู่ ไม่ใช่เพราะเป็นคนอ่อนไหว แต่เป็นเพราะดอกยางรองเท้ามันหมด
เมื่อวานเลยได้โอกาสซื้อรองเท้าใหม่

ใส่รองเท้าคู่ใหม่เดินกลับร้าน(ราดหน้าแสนอร่อย) อวดโฉมมันต่อลูกน้อง ถูกถามถึงราคา ก็ตอบว่า
......280 บาท
พวกมันร้อง...โอ้โฮ... เท่ากับค่าแรงมันวันนี้เลย
รู้สึกผิดอ่ะ... ถามตัวเองว่า ทำไมต้องรู้สึกผิดด้วยวะ ...ไม่ได้คำตอบ
หลังจากนั้นช่วงเวลา 2 ทุ่มดูข่าวอยู่กับอาม่าข้างบ้าน
รายการคล้ายวงเวียนชีวิตน่ะ เคยดูมั๊ย?
ครอบครัวนี้มีพ่อ แม่ และลูก 3 คน รายได้ทั้งครอบครัวตกวันละ 200 บาท
ลูกกำลังโต และอยากไปโรงเรียน.....
กูหันมามองรองเท้าตัวเองอีกแล้ว ทำไมวันนี้กูรู้สึกผิดกับอีรองเท้าคู่นี้จัง
โอยยยย...ประเทศไทย..เมื่อไหร่มันถึงจะเลิกกัดกันแล้วหันมาสร้างประเทศชาติให้มันดีกว่านี้เนี่ย(โยนความผิดให้พวกมันไปเลย)
(T_T)

Thursday, June 21, 2007

การ์ตูน..ที่รัก

ครั้งนึงเพื่อนที่ห่างหายไปนานถามว่า อายุขนาดนี้แล้ว ทำไมยังอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่อีก
วันนั้นตอบมันไปว่า กูจะอายุเท่าไหร่ก็เรื่องของกู(มิใช่หรือ)
แต่มานึกๆดู อ้าว!! กูตอบผิดประเด็นนี่หว่า(>_<'')
ไม่ได้มีแต่ไอ้เพื่อนคนนี้คนเดียวที่บังอาจพูดเรื่องอายุ เอ๊ย!! เรื่องหนังสือการ์ตูน
หลายต่อหลายคนที่เห็นความบ้า ความคลั่งของพี่หมีที่มีต่อการ์ตูนก็อดเอ่ยปากถามไม่ได้
เช่นครั้งหนึ่ง คุณอาที่เคารพบอกว่า "พออายุมากขึ้น ความหลงไหลที่เก่งมีต่อการ์ตูน มันจะหมดไปเอง"
เกือบสิบปีหลังจากวันนั้นถูกพิสูจน์จากกองหนังสือการ์ตูน ที่มันมากขึ้นทุกๆวัน โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง
อันที่จริงแล้ว เรื่องการ์ตูนมันอาจจะเกี่ยวข้องกับอายุก็จริง เพราะด้วยเนื้อหา
ภาพร่างและลายเส้น มันก็ถูกเขียนมาเพื่อนักอ่านรุ่นเยาว์อยู่แล้ว (ใครบังอาจบอกว่ากูไม่รู้จักโตวะ)
แต่มันก็ไม่ผิดอะไรไม่ใช่หรือ ที่เรายังอยากอ่านมันอยู่ ไม่ว่าจะอายุสักเท่าไหร่
ก็แค่เพียงเปิดมันออกมา โลกที่โคตรเครียดตรงหน้าก็พลันหายไป
มันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่หนังสือการ์ตูนเล่มละ 18บาท จนตอนนี้จะเล่มละ 45 อยู่รอมร่อ
ถึงทุกวันนี้ ความรักของพี่หมีที่มีต่อหนังสือการ์ตูนไม่เคยเปลี่ยนไป แต่หนังสือการ์ตูนแต่หนังสือการ์ตูนต่างหากที่เปลี่ยนแปลง
หนังสือการ์ตูนรุ่นใหม่ นักเขียนใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ หายากที่จะมีใครมีลักษณะลายเส้นของตัวการ์ตูนเป็นแบบฉบับของตัวเอง
เหมือนๆกันไปหมดทุกเล่ม หรือไม่ก็ภาพห่วยทุกเล่ม เนื้อเรื่องก็มีแต่การฆ่าฟัน หรือไม่ก็ถอดแบบมาจากเกมเป๊ะๆ
เฮ้อ!! บางครั้งเจ้าของสำนักพิมพ์คงกลุ้มใจเหมือนกัน
พักนี้เราถึงได้เห็นหนังสือการ์ตูนเก่าๆ ถูกนำมาพิมพ์ใหม่วางขายอยู่เนืองๆ
ปริมาณการเดินตามแผงหนังสือการ์ตูนของพี่หมีจึงลดลงไปด้วย
จากที่เดินทุกวัน ก็กลายเป็นอาทิตย์ละวัน
จนบางทีกลายเป็นว่าพลาดเล่มใหม่ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย(นานะเล่ม 15 พี่หมีขอโทษ)
นิสัยการซื้อการ์ตูนเลยเปลี่ยนไป เหมือนเลือกซื้อของมียี่ห้อ ดูแค่ภาพหน้าปกไม่ได้ (อาจโดนหลอก)
ต้องดูชื่อคนเขียนด้วย บางครั้งเลยไปไกลถึงสำนักพิมพ์ก็มี โชคดีที่ร้านการ์ตูนแถวบ้านให้แกะดูข้างในก่อนได้ด้วย(รู้ใจผู้บริโภค)
คนไม่เคยอ่านการ์ตูนบางคนคิดว่าหนังสือการ์ตูนจัดเป็นวรรณกรรมโลโซ ต่ำต้อย ไร้วรรณะ ไม่มีค่าควรแก่การจดจำ
ใครคนนั้นจะรู้บ้างไหมน้าว่าการเขียนการ์ตูนก็ต้องอิงข้อมูลจริง สถานที่จริง ชีวิตคนจริงๆ
ไม่ต่างไปจากวรรณกรรมประเภทอื่น
หลายๆครั้ง เราจึงได้เห็นท้ายเล่มมีการพูดคุยกับนักเขียนถึงความลำบากในการหาข้อมูลนอกสถานที่
และหลายๆเล่มควรค่าแก่การเก็บไว้ให้เด็กรุ่นหลังๆได้อ่าน
ที่บ้านของพี่หมีตอนนี้จึงหมีหนังสือการ์ตูนมากกว่าพันเล่ม
ที่รักที่สุดคือ "โดเรมอน"
เล่มโปรดคือ"ข้าชื่อโคทาโร่" ที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่ประถม และผู้เขียนมาจบลงได้ในเล่มที่ 59 ตอนกูทำงานที่ F magazine (เฉพาะ 1 ภาค ถ้ารวมทุกภาคน่าจะร้อยกว่าเล่ม)เค้าคงเขียนจบก่อนหน้านั้นแต่สำนักพิมพ์ไทยเพิ่งจะเอามาแปล
เรื่องที่ยาวที่สุดที่มีคือเรื่อง "ก้าวแรกสู่สังเวียน" ตอนนี้ 79 เล่มยังไม่จบ
รองลงมาคือ "โคนัน" ที่ตอนนี้กำลังเข้าสู่เล่ม 52 และไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ
การ์ตูนที่แนะนำให้เด็กๆอ่านคือ โดเรมอน
เล่มที่หยิบอ่านซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าจนหนังสือช้ำ คือ "ยุ่งชะมัดเป็นสัตว์แพทย์" กับ "เจ้าส้ม"
เรื่องที่โปรดที่สุดตอนนี้และยังไม่จบคือ "นานะ" และ "แผนปราบผีไม่มีอั้น" (รออย่างใจจดใจจ่อ)
เรื่องที่อยากให้แม่งจบซักทีคือ "20 เซ็นจูรี่บอย" "feel100%" และ "ไอ้หนูซูชิ"
นักเขียนที่แค่เห็นชื่อก็ซื้อคือ narita minako จาก cipher ai yazawa จาก นานะ
makoto ishiki จาก ขบวนการแก่นกะโหลก marimo ragawa จาก พี่น้องคู่วุ่น
adaji mitzuru จาก touch
ทุกๆเรื่องที่ถูกเขียนจากนักเขียนเหล่านี้ มีประโยคที่โดนใจ ภาพสวย และควรค่าแก่การสะสมเสมอ
หลายเรื่องที่ทุกนำไปทำเป็นหนัง แต่ยังไม่มีเรื่องไหนดีเทียบเท่าตัวหนังสือเลย(คิดเองคนเดียว)
และทุกขณะจิตนี้ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกอ่านหนังสือการ์ตูนดังที่หลายท่านให้คำทำนายไว้ ตราบใดที่ยังคงมีหนังสือดีๆอยู่บนแผง
สุดท้ายนี้ mairmo ragawa เขียนไว้ในเรื่องพี่น้องคู่วุ่นว่า
"เด็กดี ไม่จำเป็นต้องฉลาด หรือเรียนเก่ง แค่เป็นเด็กที่เข้าใจความเจ็บปวดของคนอื่นก็พอ"
ดังนั้น เพื่อนๆ ที่ยืมหนังสือการ์ตูนของกูไป กรุณานำมาคืนหลังอ่านจบ จักเป็นพระคุณ
ไม่อย่างนั้นกูจะแช่ง ให้ตลอดชีวิตนี้ "ไม่มีวันอ่านการ์ตูนสนุกอีกเลย" ฮ่าฮ่า

Wednesday, June 13, 2007

friends

เรียนภาษาอังกฤษมาก็นานโข เฝ้านับวันเวลาที่ผ่าน จำนวนเงินที่ต้องเสียไปกับค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าเรียน
บางครั้งก็รู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆแล้ว..มันคืออะไร สิ่งที่กำลังทำอยู่คุ้มกับการลงทุนรึเปล่า?
เปล่า..ไม่ได้ตีค่าทุกอย่างเป็นจำนวนเงิน เพียงแต่ในบางครั้งรู้สึกไม่ได้อะไรอย่างที่อยากได้
อยากเก่งภาษาอังกฤษ อยากพูดเยอะๆ จะได้รู้สึกมั่นใจ แต่บางวันกลับจบลงด้วยการดูหนัง 1 เรื่อง
ถ้านับแบบเอาจริงเอาจัง เรียนมาก็เกือบปีแล้ว อาทิตย์ละ 2 วัน วันละ 2 ชั่วโมง ก็เท่ากับเดือนละ 16 ชั่วโมง
ปีนึงก็เท่ากับ 192 ชั่วโมงหรือ 8 วัน ดูแล้วเหมือนไม่มาก แต่ถ้านับจำนวนเงินก็ราวๆ 20,000บาท
นี่เกือบซื้อตั๋วเครื่องบินไปอเมริกาได้แล้วกู
ดูเหมือนคิดมากขนาดนี้ทำไมไม่เลิกเรียนให้รู้แล้วรู้รอดไป นั่นดิ ทำไม?
ครั้งแรกที่เริ่มเรียน ตัวเองบอกกับคนสอนว่าต้องการแค่เอาตัวรอดได้ในต่างแดน
ไม่ตื่นเต้นเวลาคุยต่างภาษา
บทเรียนของเราจึงเริ่มต้นด้วยการคุย คุย แล้วก็คุย เค้าคุยเรื่องของเค้า เราก็คุยเรื่องของเรา
ผ่านไปสองเดือนเริ่มไม่มีเรื่องเก่าจะคุย
เลยต้องติดตามสถานการณ์ของตัวเองทุกวันเพื่อที่จะเอามาเป็นหัวข้อสนทนาภาษาอังกฤษ
เวลาผ่านไปเริ่มรู้สึกเหมือนนี่กูนั่งรถมาจากบ้านเพื่อมาคุยอะไรเนี่ย
ที่แย่กว่าคือบางครั้งก็รู้สึกว่าคนสอนก็รู้สึกเหมือนกับเรา
...นี่พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่
ในระหว่างนี้ความคืบหน้าทางภาษาอังกฤษของตัวเองคือ
ฟังภาษาอังกฤษได้รู้เรื่องมากกว่าเมื่อก่อน กล้าพูดมากกว่าเมื่อก่อน(แต่ไม่ได้หมายความว่าพูดดีขึ้น)
และที่ดีที่สุดคือ ความจำเป็นที่ต้องบังคับตัวเองให้เรียนรู้เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ไม่อยากให้คนสอนผิดหวังในตัวเรา
แต่เวลาที่ไม่มีอารมณ์เรียนรู้ด้วยตัวเอง เสียงในใจมันก็ยังคงบอกว่าต้องการอะไรมากกว่าการพูดคุยจากคนสอน
สองอาทิตย์ก่อนเลยเอาหนังสือครูเคทไปให้เค้าอ่าน พร้อมกับบอกว่าขอลดชั่วโมงเรียนเป็นอาทิตย์ละครั้ง
เค้าก็ดีใจเหมือนเจอขอนไม้กลางทะเล คงคิดในใจว่า ในที่สุดก็จะมีอะไรมากกว่าการคุยเรื่องหมาๆ(จูดี้)
พอวันนี้โผล่หน้าไปเรียน เธอเริ่มต้นด้วยคำว่า friend
บทสนทนาวันนี้ของเราเลยเป็นแบบนี้
จารย์ -เรียกคนที่เรียนด้วยกันว่าไร
พี่หมี -friend
จารย์ -เรียกคนที่อยู่ในห้องเดียวกันในห้องว่าไร
พี่หมี -friend
จารย์-เรียกคนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันว่าไร
พี่หมี-(คิดแป๊ปนึง) friend
จารย์- ok (เริ่มหมดความอดทน) แล้วเรียกคนที่สนิทที่สุดว่าไร บอกใบ้ให้ว่าขึ้นต้นด้วยตัว B
พี่หมี- (หัวเราะ) i don't know
จารย์-วันนี้ i จะสอน u ตั้งแต่เริ่มต้น ในการพูดสิ่งที่ตัวเองต้องการเป็นประโยคสั้นๆ (เพราะเวลากรูต้องการ
บอกไรสักอย่างจะท้าวความนานมากเนื่องจากไม่รู้คำศัพท์ที่สูงกว่านี้) รวมถึง pronounciation
..........................................................................หึ
ก่อนกลับบ้านได้กระดาษมาหนึ่งแผ่น ในนั้นเต็มไปด้วยคำศัพท์ที่มีความหมายเกี่ยวกับ
เพื่อน เพื่อนสนิท เพื่อนห้องเดียวกัน แค่คนรู้จัก เพื่อนร่วมงาน เพื่อนเก่า โคตรรรรรรรเพื่อน
พร้อมกับคำกำชับว่า อาทิตย์หน้าต้องพูดเรื่องอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับคำพวกนี้
พูดบ่อยๆ พูดเรื่อยๆ พูดจนมันซึมเข้าไปในสมองโง่ๆของกรู(ถอดความจากภาษาอังกฤษของจารย์)
กลับบ้านด้วยความรู้สึกแปลกๆ
ใจหนึ่งรู้สึกดีที่เนื้อหาสาระในการเรียนมันเพิ่มมากขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุน
ใจหนึ่งรู้สึกโหวงๆ ที่วันนี้ไม่มีบทสนทนาเดิมๆ เหมือนทุกๆอาทิตย์ ไม่มีการไถ่ถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
ไม่ได้พูดเรื่องที่เตรียมมา ไม่มีเสียงหัวเราะเฮฮาจากการพูดคุย
เอ..แล้วตกลงตัวกูต้องการไรเนี่ย?


Sunday, June 10, 2007

ญี่ปุ่นปวดกะโหลก

เวลาผ่านไป ไวเหมือนนนนโกหก
แป๊ปเดียวเหลืออีกไม่กี่เดือนก็จะถึงเดือนพฤศจิกายนแล้ว
ยังไม่ได้ทำอะไรเลย
ยังตกลงไม่ได้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง..ก็ยังหาแผนที่ไม่เจออ่ะ บางที่ก็หาเจอแต่อ่านไม่ออก
ยังไม่ได้วางแผนว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ก็เลยยังไม่ได้จองโรงแรม แล้วก็เลยเถิดไปถึง
ยังไม่ได้วางแผนค่าใช้จ่าย เพราะไม่สามารถจินตนาการได้ว่าขอบเขตของการเดินทางควรจะจบลงตรงไหน
จะเป็นค่ากินเท่าไหร่ ค่านอนเท่าไหร่ ค่ารถเท่าไหร่
ฟ้ารู้ ดินรู้ แต่พี่หมีไม่รู้
ก็เลยยังไม่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบิน เพราะกลัวขอวีซ่าไม่ผ่าน (ถ้าไม่ผ่านจะลอบเข้าเมืองทางชายแดนรัสเซีย)
ตอนนี้เลยได้แต่นั่งเช็คสภาพอากาศของเดือนพฤศจิกายนซึ่งเค้าบอกว่า 8-14องศาน่ะ
เมื่อวันก่อนก็ออกไปซื้อดิคมาอ่าน 2 เล่มฆ่าเวลา
กลับมานั่งมองดูกองหนังสือข้างเตียง แหล่งข้อมูลของการท่องเที่ยวคราวนี้มันมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
โตเกียวไม่มีขา 1 เล่ม
หนังสือนำเที่ยว 2เล่ม
แมกกาซีนที่เฉพาะเรื่องญี่ปุ่น 1เล่ม
หนังสือความรู้ทั่วไปของประเทศนี้อีก 3 เล่ม
ดิคชันนารี่สำหรับฝึกพูดกันอดตาย 2 เล่ม
ประกอบกับการหาข้อมูลในเวปไซด์อยู่เนืองๆ ทั้ง สารพัดjapan
นึกๆดู กว่าจะได้ไป อาจได้เป็นกูรูของประเทศนี้ ประมาณว่ากูรู้มากกว่ามึง ไรงี้ (-_-)
บอกกับคนที่จะไปด้วยว่า จะทำเอกสารประกอบการเที่ยวซัก 1 เล่ม เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจไม่ให้เคว้งคว้าง
ที่ยังไม่ได้บอกคือ อยากจะแนบเอกสารเล่มนี่ไปกับคำขอวีซ่าด้วย
ก็บางที..บางทีอ่ะนะ..สถานทูตมันอาจเห็นใจเรา เห็นความพยายาม ซึ้งในความตั้งใจ(T_T)
หรือบางทีมันอาจจะกลัวเราไปเลย เพราะคิดว่าเราบ้า ไปแล้วอาจไม่ยอมกลับ
เฮ้อ.หนักอกหนักใจ
อ้ะ..เดี๋ยวนี้ซิทอัพนับเลขเป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยนะ
...หึ...
เอ้า...นังบัวจำไว้ประโยคหากิน
-โฌะคุเซ็นฌุโอะ คุดะไซ-
....ขอเหล้าเรียกน้ำย่อยหน่อย(ดิ)