ครั้งนึงเพื่อนที่ห่างหายไปนานถามว่า อายุขนาดนี้แล้ว ทำไมยังอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่อีก
วันนั้นตอบมันไปว่า กูจะอายุเท่าไหร่ก็เรื่องของกู(มิใช่หรือ)
แต่มานึกๆดู อ้าว!! กูตอบผิดประเด็นนี่หว่า(>_<'')
ไม่ได้มีแต่ไอ้เพื่อนคนนี้คนเดียวที่บังอาจพูดเรื่องอายุ เอ๊ย!! เรื่องหนังสือการ์ตูน
หลายต่อหลายคนที่เห็นความบ้า ความคลั่งของพี่หมีที่มีต่อการ์ตูนก็อดเอ่ยปากถามไม่ได้
เช่นครั้งหนึ่ง คุณอาที่เคารพบอกว่า "พออายุมากขึ้น ความหลงไหลที่เก่งมีต่อการ์ตูน มันจะหมดไปเอง"
เกือบสิบปีหลังจากวันนั้นถูกพิสูจน์จากกองหนังสือการ์ตูน ที่มันมากขึ้นทุกๆวัน โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง
อันที่จริงแล้ว เรื่องการ์ตูนมันอาจจะเกี่ยวข้องกับอายุก็จริง เพราะด้วยเนื้อหา
ภาพร่างและลายเส้น มันก็ถูกเขียนมาเพื่อนักอ่านรุ่นเยาว์อยู่แล้ว (ใครบังอาจบอกว่ากูไม่รู้จักโตวะ)
แต่มันก็ไม่ผิดอะไรไม่ใช่หรือ ที่เรายังอยากอ่านมันอยู่ ไม่ว่าจะอายุสักเท่าไหร่
ก็แค่เพียงเปิดมันออกมา โลกที่โคตรเครียดตรงหน้าก็พลันหายไป
มันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่หนังสือการ์ตูนเล่มละ 18บาท จนตอนนี้จะเล่มละ 45 อยู่รอมร่อ
ถึงทุกวันนี้ ความรักของพี่หมีที่มีต่อหนังสือการ์ตูนไม่เคยเปลี่ยนไป แต่หนังสือการ์ตูนแต่หนังสือการ์ตูนต่างหากที่เปลี่ยนแปลง
หนังสือการ์ตูนรุ่นใหม่ นักเขียนใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ หายากที่จะมีใครมีลักษณะลายเส้นของตัวการ์ตูนเป็นแบบฉบับของตัวเอง
เหมือนๆกันไปหมดทุกเล่ม หรือไม่ก็ภาพห่วยทุกเล่ม เนื้อเรื่องก็มีแต่การฆ่าฟัน หรือไม่ก็ถอดแบบมาจากเกมเป๊ะๆ
เฮ้อ!! บางครั้งเจ้าของสำนักพิมพ์คงกลุ้มใจเหมือนกัน
พักนี้เราถึงได้เห็นหนังสือการ์ตูนเก่าๆ ถูกนำมาพิมพ์ใหม่วางขายอยู่เนืองๆ
ปริมาณการเดินตามแผงหนังสือการ์ตูนของพี่หมีจึงลดลงไปด้วย
จากที่เดินทุกวัน ก็กลายเป็นอาทิตย์ละวัน
จนบางทีกลายเป็นว่าพลาดเล่มใหม่ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย(นานะเล่ม 15 พี่หมีขอโทษ)
นิสัยการซื้อการ์ตูนเลยเปลี่ยนไป เหมือนเลือกซื้อของมียี่ห้อ ดูแค่ภาพหน้าปกไม่ได้ (อาจโดนหลอก)
ต้องดูชื่อคนเขียนด้วย บางครั้งเลยไปไกลถึงสำนักพิมพ์ก็มี โชคดีที่ร้านการ์ตูนแถวบ้านให้แกะดูข้างในก่อนได้ด้วย(รู้ใจผู้บริโภค)
คนไม่เคยอ่านการ์ตูนบางคนคิดว่าหนังสือการ์ตูนจัดเป็นวรรณกรรมโลโซ ต่ำต้อย ไร้วรรณะ ไม่มีค่าควรแก่การจดจำ
ใครคนนั้นจะรู้บ้างไหมน้าว่าการเขียนการ์ตูนก็ต้องอิงข้อมูลจริง สถานที่จริง ชีวิตคนจริงๆ
ไม่ต่างไปจากวรรณกรรมประเภทอื่น
หลายๆครั้ง เราจึงได้เห็นท้ายเล่มมีการพูดคุยกับนักเขียนถึงความลำบากในการหาข้อมูลนอกสถานที่
และหลายๆเล่มควรค่าแก่การเก็บไว้ให้เด็กรุ่นหลังๆได้อ่าน
ที่บ้านของพี่หมีตอนนี้จึงหมีหนังสือการ์ตูนมากกว่าพันเล่ม
ที่รักที่สุดคือ "โดเรมอน"
เล่มโปรดคือ"ข้าชื่อโคทาโร่" ที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่ประถม และผู้เขียนมาจบลงได้ในเล่มที่ 59 ตอนกูทำงานที่ F magazine (เฉพาะ 1 ภาค ถ้ารวมทุกภาคน่าจะร้อยกว่าเล่ม)เค้าคงเขียนจบก่อนหน้านั้นแต่สำนักพิมพ์ไทยเพิ่งจะเอามาแปล
เรื่องที่ยาวที่สุดที่มีคือเรื่อง "ก้าวแรกสู่สังเวียน" ตอนนี้ 79 เล่มยังไม่จบ
รองลงมาคือ "โคนัน" ที่ตอนนี้กำลังเข้าสู่เล่ม 52 และไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ
การ์ตูนที่แนะนำให้เด็กๆอ่านคือ โดเรมอน
เล่มที่หยิบอ่านซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าจนหนังสือช้ำ คือ "ยุ่งชะมัดเป็นสัตว์แพทย์" กับ "เจ้าส้ม"
เรื่องที่โปรดที่สุดตอนนี้และยังไม่จบคือ "นานะ" และ "แผนปราบผีไม่มีอั้น" (รออย่างใจจดใจจ่อ)
เรื่องที่อยากให้แม่งจบซักทีคือ "20 เซ็นจูรี่บอย" "feel100%" และ "ไอ้หนูซูชิ"
นักเขียนที่แค่เห็นชื่อก็ซื้อคือ narita minako จาก cipher ai yazawa จาก นานะ
makoto ishiki จาก ขบวนการแก่นกะโหลก marimo ragawa จาก พี่น้องคู่วุ่น
adaji mitzuru จาก touch
ทุกๆเรื่องที่ถูกเขียนจากนักเขียนเหล่านี้ มีประโยคที่โดนใจ ภาพสวย และควรค่าแก่การสะสมเสมอ
หลายเรื่องที่ทุกนำไปทำเป็นหนัง แต่ยังไม่มีเรื่องไหนดีเทียบเท่าตัวหนังสือเลย(คิดเองคนเดียว)
และทุกขณะจิตนี้ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกอ่านหนังสือการ์ตูนดังที่หลายท่านให้คำทำนายไว้ ตราบใดที่ยังคงมีหนังสือดีๆอยู่บนแผง
สุดท้ายนี้ mairmo ragawa เขียนไว้ในเรื่องพี่น้องคู่วุ่นว่า
"เด็กดี ไม่จำเป็นต้องฉลาด หรือเรียนเก่ง แค่เป็นเด็กที่เข้าใจความเจ็บปวดของคนอื่นก็พอ"
ดังนั้น เพื่อนๆ ที่ยืมหนังสือการ์ตูนของกูไป กรุณานำมาคืนหลังอ่านจบ จักเป็นพระคุณ
ไม่อย่างนั้นกูจะแช่ง ให้ตลอดชีวิตนี้ "ไม่มีวันอ่านการ์ตูนสนุกอีกเลย" ฮ่าฮ่า