Monday, August 25, 2008

ว่าด้วยการแต่งกาย

ดูโอลิมปิคกันรึเปล่า?
พิธีเปิด.พิธีปิด ที่เค้าว่ากันว่ายิ่งใหญ่ อลังการ ใช้ทรัพยากร(คน)ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด
..สวยเนอะ พิธีเปิดน่ะ แต่พิธีปิดก็งั้นๆ โชว์เด็ดมันออกไปหมดแล้ว เลยไม่ค่อยตื่นเต้นกับอะไรอีก
แล้วได้ดูกีฬากันบ้างรึเปล่า?
ไม่นับมวย กับยกน้ำหนักที่คนไทยเห่อเหิมกันถ้วนหน้า
หมีอย่างกรูก็ชอบดูเกือบทุกประเภท ยกเว้นฟุตบอล
แต่ที่ชอบดููมากที่สุด แล้วก็ชอบเล่นเองด้วยก็คือ
..ปิงปอง
ช่าย.หมีก็ต้องเล่นปิงปองอยู่แล้ว
เคยเป็นแชมป์สมัยประถมด้วยล่า
แต่โอลิมปิคคราวนี้ได้ดูแค่สองแมตซ์
รอบสองประเภทหญิงเดี่ยว ไทยกับญี่ปุ่น
แล้วก็รอบชิงประเภทชายเดี่ยว จีนกับ..จีน
สำหรับคนที่ชอบอย่างกูมันก็ต้องสนุกอยู่แล้ว
แต่สำหรับคนอื่น..อาจไม่สนุก
เพราะมีข่าวว่าโอลิมปิคครั้งนี้ กีฬาที่มีผู้ชมน้อยที่สุดคือปิงปองนี่หล่ะ
หมีอย่างกรูเลยคิดเอาเองว่า คนดูมันคงมองไม่ค่อยเห็นลูกปิงปอง
เพราะนอกจากที่นั่งชมจะห่างไกลแล้ว แม่งยังตีกันเร็วมาก..ลุ้นไม่ทัน
..อีกอย่างนึง ปิงปองเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิ ดังนั้นห้ามเสียงดังในระหว่างการแข่งขัน
คงจะเหมือนๆ เทนนิส..ต่างกันตรงที่ ผู้เล่นปิงปองไม่ส่งเสียง
..เอชชชชชช ตอนตี ว๊าาาา.ขาดสีสันแฮะ
แต่ยังไงก็ยังไม่เข้าใจคณะกรรมการโอลิมปิคอยู่ดี
เค้าว่า..จะลองให้นักกีฬาหญิงแต่งตัววาบหวามมาแข่ง เพื่อดึงดูดผู้ชมให้มากขึ้น
แค่กูนึกภาพ ก็ทำให้กูเกลียดกีฬาที่รักแล้ว
..ใส่กระโปรงเหมือนเทนนิส ตอนเสริฟลูกก็ทำปากจู๋ โค้งตัวต่ำ
แล้วกระโดดไปมาสั้น.สั้น เหมือนกบ
เป็นภาพที่ไม่น่าดูเอาซะเลย
..ได้แต่หวังว่า คณะกรรมการเค้าคงมีทางออกทางอื่นให้กับผู้ชม
อาจเริ่มด้วยการติดตั้งจอแบนขนาดใหญ่ เพื่อขยายขนาดลูกปิงปอง
หรืออื่นใดก็แล้วแต่ ยกเว้นการแต่งตัวเซ็กซี่ เพราะถ้ามันเกิดถูกใจมวลชน
กลายเป็นชุดที่ต้องใส่เหมือนว่ายน้ำ หรือยิมนาสติก
แล้วมันจะเหลือกีฬาอะไรให้หมีอย่างกรูเล่นอีกล่ะเนี่ย
กีฬานะว๊อยยย แม่มมม

Friday, August 01, 2008

โรงบาล-โรงแรม?

ไปพักร้อนมา 11 วัน 10 คืน ที่...โรงพยาบาล
เปล่ากรูมิได้เป็นไร แต่อาม่าเป็น
จริง.จริงแล้วเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมามันควรจะเป็นวันหยุดพักร้อนของครอบครัว
ทุกคนวางแผนกันจะไปเที่ยวหัวหิน..ว่ายน้ำ..เข้าสปา..ทำตัวตามสบายและขี้เกียจ
แต่ทุกอย่างต้องหยุดกระทันหันเมื่อกรูตัดสินใจพาอาม่าไปโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ 1 คืน
ในฐานะ..อาหารเป็นพิษ
แต่หลังจากตรวจเลือด ผลปรากฎว่า อาม่าต้องนอนต่ออย่างไม่มีกำหนดเพราะหมอตรวจเจอภาวะไตเป็นพิษ
โชคดีมากที่เราพาอาม่าไปวันนั้น เพราะถ้าช้าไปอีกนิดเดียว อาม่าก็จะมีเพื่อนชื่อ..ไตวายเฉียบพลัน
(-__-") ...
เปล่า..ไม่ได้จะเล่าเรื่องอาม่าไม่สบายหรอก แต่อยากเล่าเรื่องการทำการตลาดของโรงพยาบาลที่เราไปพักกัน
ห้องที่เราไปพักกันนั้นอยู่บนชั้น 15 วิวสวยมองเห็นได้จนเหมือน.สุดขอบฟ้า.(มองเห็นปล่องของโรงงานลิบ.ลิบ)
สนนราคาอยู่ที่ 4700บาท ต่อคืนซึ่งราคานี้รวมถึง
ขนมในถาดบนโต๊ะอาหาร ชาลิปตัน กาแฟ น้ำตาล หลอด แก้วน้ำ กระดาษทิชชู่
ในตู้เย็นก็จะมีน้ำเปล่า 6 ขวด น้ำผลไม้ยี่ห้อ ทิปโก้ 4 กล่อง นม 3 กล่อง
หนังสือพิมพ์ ...ทั้งหมดนี้มีของใหม่ให้ทุกวัน

นอกจากนั้น ทีวีในห้องก็มีช่อง National Geographic, HBO
Cenemax, CNN การ์ตูน และอโรคาปาร์ตี้ตลอดวัน

พนักงานทำความสะอาดห้องและห้องน้ำวันละสองรอบ
พยาบาลและหมอแวะเวียนมาตลอดเวลา
ก่อนเข้าห้องก็จะเคาะประตูเป็นจังหวะ .ก๊อก.ก๊อก.ก๊อก
(เสียงพูด).ขออนุญาติเข้ามาทำความสะอาดค่ะ
ขออนุญาติเข้ามา......ค่ะ ตลอดวัน
เฮ้อ..จะมารยาทดีกันไปถึงไหน

10วันที่อยู่โรงพยาบาล เป็น10วันที่กูโทรมมาก
ใส่แว่น หัวฟูไม่สระผม ใส่ชุดนอน แล้วก็ไม่แปรงฟัน
เพราะด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ กรูต้องพร้อมที่จะนอนตลอดเวลา เนื่องจากกลางคืนจะไม่ได้นอน
ด้วยสภาพแบบนั้น กูก็เดินไปมาทั่วโรงพยาบาล ชั้น 1-15
น่าแปลก..พนักงานทุกคนในโรงพยาบาลล้วนยิ้มให้กรู
เอ..จะว่าหน้าตาดี..ก็ไม่ใช่
รึเค้าคิดว่ากูบ้า ก็ไม่น่าจะใช่อีก
สรุปคือ เค้าถูกฝึกมาให้เป็นแบบนั้น พบเจอลูกค้าต้องยิ้ม แม้ลูกค้าจะโทรมขนาดไหนก็ตาม

ก่อนกลับพยาบาลถือแบบสอบถามมาให้
คำถามส่วนใหญ่คือความประทับใจทางด้านไหนที่คุณได้จากโรงพยาบาลนี้
ส่วนใหญ่ของกูก็คือด้านการบริการอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ในช่องความเห็นเกี่ยวกับทักษะการให้การรักษาของหมอ กรูกับตอบว่า..
..เฉย.เฉย
เอ..ตกลงเรามาโรงพยาบาลเพราะอะไรกันน้า
ลืมไปแล้วอ่ะ..