สามวันมาแล้ว...ที่เริ่มทำงาน
สามวันมาแล้ว...ที่ได้อาบน้ำล้างหน้า ใช้ชีวิตเยี่ยงปรกติ ด้วยดวงตาที่ยังไม่ค่อยปรกติ
และเป็นสามวันมาแล้วที่พยายามอัพบล็อกเรื่องที่ตัวเองไปทำเลสิคมา แต่ไม่เป็นผล ดังคำพังเพยโบร่ำโบราณว่า ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน จะอัพบล็อกเรื่องผ่าตัดก็ต้องอัพกันทันทีหลังผ่า ....แต่ก็ทำไม่ได้
หลังผ่าตัดวันแรกนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงนอน ดิ้นรนอยากจะโม้แหลกแหกกระจายเรื่องความหวาดเสียวในขั้นตอนการผ่าตา แต่ก็ไม่กล้าเปิดคอมกลัวความอุตริอยากโม้ของตัวเองกลายเป็นทำร้ายดวงตาสุดท้ายจะกลายเป็นหมีบอด จึงได้แต่นอนหลับพักผ่อนอย่างจำยอมสลับกับดูหนัง หรือไม่ก็ฝืนกติกาอ่านหนังสือบ้างเป็นครั้งคราวไป
14 วันของการรักษาตัวหลังการผ่า การนอนเฉยอยู่บนเตียงในห้องแอร์เย็นสบายกลายเป็นภาวะจำยอม มันไม่เหมือนนอนกลางวันหลังการทำงานในช่วงปรกติ มันสบายเกินไป ชีวิตเรื่อยเฉื่อยเกินไป ....และเหงาเกินไป การได้นอนเฉยๆ โดยงดกิจกรรมที่โปรดปรานคือการอ่านหนังสือมันเหมือนถูกทำโทษ จะทำอะไรก็ไม่มีสมาธิ จะดูหนังก็มีรู้สึกว่ามีแต่เรื่องน่าเบื่อ เปิดไปช่องไหนก็ไม่มีรายการโดนใจ(เพราะกรูอยากอ่านหนังสือ) audio books ที่เอ๋ให้มาก็ไม่ได้แตะ แถมยิ่งฟังเพลงยิ่งเหงา....ดิ้นไปดิ้นมาสุดท้ายหลับไปพร้อมคราบน้ำไหลเป็นทางจากสองตา(ยาหยอดตาที่โคตรขม หยอดทีไรแม่งไหลลงคอทุกที)
เข้าวันที่สามเริ่มทนนิ่งเฉยไม่ได้ประกอบกับแผลหายเร็วผิดมนุษย์มนา เราย่ามใจหยิบหนังสือมาลองอ่านจนติดพัน ว่าจะอ่านบ้างพักบ้างกลายเป็นอ่านมันทั้งวัน ตกเย็นคุณอาที่รักมาเยี่ยมแกบอกเราว่าตาดูปูดๆ ด้วยความตกใจเล็กน้อยจึงโทรไปถามจ๊ะเอ๋ว่าจะเป็นอะไรมั๊ย มันก็ว่าเป็นซะมั่งล่ะดีเพราะตั้งแต่ผ่ามายังไม่เป็นอะไรกับใครเค้า ....นี่น้องกรูนะเนี่ย
โดยปรกติแล้วในชีวิตประจำวันเราเป็นคนไม่ติดทีวี หรือคอมพิวเตอร์ ไม่ค่อยเช็คเมล์และไม่มีสังคมออนไลน์ แต่ไม่รู้ทำไมพอนอนเฉยๆ ในห้องมืดๆ มันอยากเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างที่อยู่ในห้อง อยากเปิดทีวี อยากเปิดคอม อยากเปิดไฟ แต่สุดท้ายทำได้แค่เปิดเฟซบุ๊คกับทวิตเตอร์ผ่านมือถือ ..โทรศัพท์เครื่องเล็กที่ให้แสงเรืองรองในห้องทืมๆ อุปกรณ์เพียงอย่างเดียวที่ทำให้เราติดต่อกับโลกภายนอกได้ ช่วง14 วันของการรักษาตัวจึงเป็นช่วงที่ค่าโทรศัพท์แพงกว่าปรกติ เพราะเดี๋ยวก็เช็คเมล์ เดี๋ยวก็ทวีต เดี๋ยวก็เฟซบุ๊ค เดี๋ยวก็ส่งข้อความ มีอยู่วันนึงเป็นวันหยุดของไอ้หมีบัว เราก็คึกแต่เช้าส่งข้อความไปหามันสองสามครั้งติดกันจนมันอารมณ์เสียว่าเราพูดไม่รู้เรื่อง(มันจะนอน) ....วันนั้นเราเลยนอนซึมดูหนังทั้งวัน เลิกเล่นมือถือไป ฮืออออ.....
กิจกรรมท้ายๆจึงกลายเป็นว่า การเขียนไดอารี่สนุกที่สุด ได้ระบายความเครียด ได้รู้ความคิดของตัวเอง ไม่ต้องใช้สายตามากเหมือนอ่านหนังสือ แล้วยังทำให้เวลาผ่านไปรวดเร็วดังติดปีกบิน เราเขียนเล่าเรื่องราวการผ่าตัดหวังว่าจะเก็บเอาไว้เป็นวัตถุดิบมาลงบล๊อค เขียนไปเขียนมาได้สิบกว่าหน้า พอตาหายดีจะเอามาลงบล็อกก็ขี้เกียจพิมพ์ พิมพ์ไปก็เบื่อไปไม่ได้อารมณ์เหมือนตอนนอนเขียนอยู่บนเตียง สุดท้ายยอมพ่ายแพ้...เขียนอย่างอื่นดีกว่า
และพอตาหาย เข้าสู่ชีวิตปรกติ มันก็คือชีวิตปรกติที่ไม่ค่อยอยากเปิดคอมหรือทีวี เดินขึ้นห้องมาก็มองกันแบบเมินๆ เหมือนผัวเมียที่อยู่ด้วยกันจนชินชา หยิบหนังสือได้ตั้งนึงก็เดินไปเปิดน้ำตกอ่างเล็กๆหลังบ้าน นั่งอ่านอย่างมีความสุขตลอดทั้งวัน 14 วันของการรักษาตัวที่ผ่านมามันทำให้เรารู้ว่า หนังสือเป็นเพื่อนแก้เหงาที่ดีที่สุด ส่วนโลกออนไลน์นั้นสำหรับเรามันกลายเป็นเครื่องมือแก้เหงาที่ ....ยิ่งเล่นยิ่งเหงา
สังคมก็คือสังคม ไม่ว่าจะออนไลน์ หรือในชีวิตจริงมันก็คือการปฏิสัมพันธ์ที่ต้องได้รับการตอบสนอง เราพิมพ์ความคิดเราลงไป เราก็แค่หวังว่ามันจะได้รับการตอบสนองจากใครสักคนหนึ่ง คนขี้เหงาที่เพื่อนน้อยอย่างเราเวลาเปิดเฟซบุ๊คหรือออนเอ็มแล้วไม่เจอใครมันจึงเหมือนเป็นการทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งเปิดยิ่งเหงา เวลาเห็นคนอื่นโต้ตอบกันยาวเป็นกระดานบางทีก็ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนขวางโลกไป การสนทนาที่ไม่เห็นหน้า ไม่ได้ยินเสียงเพียงอย่างเดียวที่เรายังคงรับได้มันจึงเป็นจดหมาย
......ขอโทษที่ออกจะทำตัวหัวโบราณ ก็คนมันเพื่อนน้อยและไม่ค่อยมีเวลา ฮ่า ฮ่า ฮ่า