อยากไปโฮมสเตย์ที่เกาะช้าง...
หลังจากเอ่ยคำนั้นออกมาให้บัวหัวโตได้ยิน วันเวลาก็ผ่านมาเป็นปีถึงได้เดินทางไปเกาะช้างจริงๆ
....แต่ไปกับป้า จ๊ะเอ๋ และต้นโอ๊ค
เรานั่งรถทัวร์เขย่าซ้ายขวาจากเอกมัย ไปต่อรถสองแถว แล้วก็ขึ้นเรือเฟอรี่ เพื่อไปต่อรถสองแถวบนเกาะช้างอีกรอบ
ในที่สุดเราก็ถึงบ้านพักบนเกาะช้างด้วยความอ่อนล้า เหนียวตัว หิวข้าว
ดังนั้นโปรแกรมทัวร์ที่คิดไว้ในวันนั้นทั้งหมดจึงถูกยกเลิก ด้วยเพราะอากาศที่เย็นขึ้นมาอย่างกระทันหัน
และเวลาไม่อำนวย ที่สำคัญคือสิ่งที่เราอยากทำที่สุดในตอนนั้นคือ กินแล้วก็กิน
ระหว่างที่เดินสำรวจรอบๆที่พักที่เจ้าของบ้านบอกว่าวันเสาร์ที่จะถึง จะมีแขกมาพัก 40 คน
แต่ณ. วันนั้น ที่พักเป็นของพวกเรา 4 คนแต่ผู้เดียว
จ๊ะเอ๋กับต้นโอ๊คบอกว่า ไม่เหมือนมาเที่ยวเลย เหมือนมาบ้านอาม่ามากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นสไตล์บ้านพัก กลิ่นน้ำเค็ม ห้องน้ำ หรือไม้กระดานบนบ้านที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เดิน
หลังจากจัดการอาหารเย็นมื้อใหญ่เสร็จ เราคิดจะพักท้องด้วยการขับมอเตอร์ไซด์เล่น
แต่ปรากฎว่าต้นโอ๊คกับป้าไปนอนกลิ้งดูทีวีกันเรียบร้อย เอ่อ..นี่กลับมาเยี่ยมญาติกันเหรอค้าบ ไม่ไปเที่ยวเล่นกันเหรอ
ลุงเสมียร เจ้าของโฮมสเตย์ที่เราไปพักคงเห็นเราทำตัวไม่เหมือนมาเที่ยว
คงกลัวใจตัวเองจะคิดว่าพวกเราเป็นญาติจนไม่กล้าเก็บเงิน เลยเสนอโปรแกรมทัวร์หิ่งห้อย ณ. ป่าโกงกาง
ป่าโกงกางริมทะเล ถือว่าเป็นสถานอนุบาลสัตว์เล็กในท้องทะเลตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปู ปลา กั้ง
เพราะสภาพดินเลนและกิ่งก้านของรากโกงกางที่เป็นเหมือนบ้าน
ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลจึงนับว่าเริ่มต้นจากป่าโกงกางนั่นเอง
และถ้าหากใครจำได้ ตอนที่ทสึนามิเข้าที่ภาคใต้ทางฝั่งทะเลอันดามัน
ป่าโกงกางนับเป็นปราการสำคัญที่ลดแรงกระแทกคลื่น
จนทำให้ชาวบ้านหลายหมู่บ้านเริ่มเห็นความสำคัญของป่าโกงกางขึ้นมา
ขณะที่เราเดินบนสะพานไม้ ลัดเลาะเข้าไปในป่าโกงกาง
สองข้างทางมืดสนิทมีเพียงแสงจากไฟฉายที่แจ๊ค..ลูกลุงเสมียรถือนำทาง
กับอีกดวงที่กรูถือเดินปิดท้ายขบวน แจ๊คหยุดเป็นระยะเพื่อชี้ชวนให้พวกเราดูหิ่งห้อยบนยอดโกงกาง
แต่พวกเรามัวแต่หลงแสงดาวจนลืมดูหิ่งห้อย
ท้องฟ้าคืนนั้นเหมาะกับคำว่า "ระยิบระยับ พร่างพราย" เป็นอันมาก
ด้วยความมืดสนิทชนิดที่ปิดไฟฉายก็ไม่เห็นอะไร ดาวจึงชัดมากเป็นพิเศษ
กลับจากทัวร์หิ่งห้อย กรูยังคงติดใจท้องฟ้าพร่างพราย
จึงลากเสื่อไปนอนดูดาวที่ระเบียงบ้านอันกว้างใหญ่ริมทะเล
ในขณะที่ทุกคนอาบน้ำ กรูก็ยังทำตัวโรแมนติคท่ามกลางหมู่ดาว จนเสื้อเปียกน้ำค้างแฉะ
เพียงไม่นานป้าก็ลากเสื่อมานอนข้างๆ สักพักเอ๋กับโอ๊คที่อาบน้ำเสร็จก็ตามมา
เสียงพูดคุยในครอบครัวท่ามกลางหมู่ดาวจึงเริ่มต้นขึ้น เช่น
....นั่นดาวไร
...ไม่รู้..รู้จักแต่ดาวไถ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงเราก็ยังคงชี้ชวนกันดูดาวไถ ทั้งๆที่หมู่ดาวนับร้อยดวงอยู่ตรงหน้า...
ส่วนกรูก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตารออธิฐานกับดาวตกดวงต่อไป...
วันรุ่งขึ้นกรูตื่นแต่เช้า มานั่งทำโรแมนติคดูพระอาทิตย์ขึ้น
และอวดขี้ตากับขี้ฟันให้ปลาเข็มตัวใหญ่ในทะเลหน้าบ้านดู
ทะเลนิ่งเรียบ มีเพียงคลื่นเล็กๆ ส่งเสียง..แจะ.แจะ... กระทบสะพานไม้หน้าบ้าน
ทำให้หลายครั้งจ๊ะเอ๋คิดว่าพวกเราอยู่ติดแม่น้ำที่กว้างใหญ่มากกว่า
พอดวงอาทิตย์ยามเช้าส่องแสงได้ที่ พิธีกรรมถ่ายภาพจึงเริ่มต้นขึ้น
เรารัวชัตเตอร์กันไม่ยั้ง เสมือนเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำในการมาเที่ยวครั้งนี้
จนกระทั่งเจ้าของบ้านเค้าต้องมาตามไปกินข้าวเช้าด้วยท่าทางประหลาด
เค้าคงคิดในใจว่า...ถ่ายรูปอะไรกันนะ หน้าก็ไม่ล้าง ฟันก็ไม่แปรง สกปรก ..ยี๊...อี๊
วันนี้เรามีโปรแกรมออกเรือไปดำน้ำ และกลับมาเล่นน้ำตก
ไม่แน่ใจว่าเค้าจะพาไปที่ไหนบ้างแต่ด้วยความดีใจที่เค้าเอาเรือใหญ่ขนาด 40 คนนั่งออกให้เราแค่ 4 คน
จึงกระโดดโลดเต้นขึ้นเรือไปอย่างว่าง่าย บนเรือจ๊ะเอ๋กับป้าประโคมครีมกันแดดซะจนทำกรูคิดว่า เอ..หรือกรูควรจะทามั่งดี
เราแวะเกาะเหลายาเป็นที่แรก เกาะเหลายาเป็นเกาะเล็กๆห่างจากเกาะช้างประมาณครึ่งชั่วโมง
ทรายสวย น้ำใส และมีแต่ฝรั่งที่เล่นน้ำอยู่ เราเดินขึ้นฝั่งไปด้วยความรู้สึกเหมือนมาเที่ยวต่างประเทศ
เกิดอาการเคอะเขิน ต่างบ้านต่างเมือง จนกระทั่งเห็นป้ายคำเตือนภาษาไทยให้ใช้น้ำน้อยๆ จึงรู้ว่า
อ้ออ..เราอยู่ประเทศไทยเนาะ
เราเดินจากเกาะเหลายาไปจนถึงเกาะเล็กๆ ซึ่งมีสะพานไม้ข้ามฝั่งเชื่อมเกาะสองเกาะไว้ด้วยกัน
กรู ป้า และจ๊ะเอ๋ชี้ชวนกันดูน้ำใสราวกระจก ปลาตัวเล็กๆ ที่ว่ายกันเป็นฝูง
แล้วก็เดินหยีตาหลบแดดข้ามไปอีกเกาะ วันนั้นทั้งวันดำเนินไปในลักษณะนี้
เดินเล่นบนเกาะ ดำน้ำดูปะการังในน้ำขุ่นๆ ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้น
ความหวังที่จะได้ดูปะการังสีสวย ปลาสวยงามหลากหลายเป็นหมันเพราะเรือลำใหญ่
คนบนเรือมีน้อย(พวกเราแค่ 4 คน) ไอ้แจ๊ค(เริ่มหยาบคาย)คนขับจึงไม่พาไปเกาะไกลๆ เพราะไม่คุ้มค่าน้ำมัน....ชิ
ความหวังสุดท้ายของเราจึงฝากไว้ที่โปรแกรมน้ำตกธารมะยม
ที่ซึ่งกรูก็รู้อยู่แล้วว่าน้ำตกมันคงจะแห้งเพราะเลยหน้าฝนมานาน แต่ยังไงก็ต้องไป
แจ๊คบอกว่าปรกติแล้วค่าเข้าชมน้ำตกสำหรับคนไทยคนละ 40 บาท (ฝรั่ง 400 บาท!!?)
แต่หน้าแล้งอย่างนี้อาจไม่ต้องเสีย พอถึงทางเข้าน้ำตกกรูจึงงง.งงที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้หน้าตาบูดบึ้งบอกรูว่า 200 บาทครับ
ก่อนที่จะหยิบเงินจ่ายแจ๊คตะโกนถามว่า มีน้ำมั๊ยพี่(น้ำใจ?)
เจ้าหน้าที่ป่าไม้มันตอบอย่างฉะฉานว่า....ไม่มี(เลว!) แจ๊คจึงต่อรองราคาเหลือ 100 บาท
จากนั้นก็เสียอีก 20 บาทเป็นค่าจอดรถ เพราะทางเข้าน้ำตกเป็นที่ดินส่วนบุคคล...เฮ้อ-__-
น้ำตกธารมะยม ที่ต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร
ทางเดินเป็นหินก้อนไหญ่เล็ก สูงต่ำ แตกต่างกันไป หมีอย่างกรูก็ไม่เคยหวั่น
เดินไปกินปลาหมึกไปอย่างสบายอารมณ์
ในขณะที่เด็กเมืองอย่างจ๊ะเอ๋ร้องว่า เมื่อไหร่จะถึง
พร้อมกับลังเลว่าจะกระโดดไปยังหินก้อนต่อไปยังไงดีไม่ให้หกล้มหัวแตก 55555 (เป็นพี่ที่พึ่งได้จริงๆ)
น้ำตกธารมะยมแห้งแล้งอย่างที่เราคิด แต่น้ำที่ไหลเอื่อยๆ ก็ใสจนมองเห็นก้นสระที่ลึกประมาณเมตรกว่าๆ
น้ำตกแห้ง จ๊ะเอ๋หน้าเหี่ยว ไม่มีใครตัดสินใจว่าควรจะทำอะไร
กรูจึงยื่นอุ้งตีนหมีลงไปให้ปลาตัวเล็กนับสิบในบ่อตอดเล่น จั๊กจี๊เท้า หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
สักพักป้าทนไม่ไหวจึงลงมายื่นเท้าร่วมวงให้ปลาตอดด้วย
แต่จ๊ะเอ๋กับต้นโอ๊คปฏิเสธเสียงเด็ดขาด
เพราะจ๊ะเอ๋เป็นโรคกลัวปลาตัวมันวาวและความกลัวนั้นส่งผลให้ต้นโอ๊คที่ตัวใหญ่ราวหมีกริซลี่กลัวไปด้วย
เย็นนั้นกรูหิ้วมะพร้าวอ่อนจากน้ำตกธารมะยมกลับบ้าน
นั่งกินมะพร้าวอ่อนอยู่บนระเบียงที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่โปรดไปแล้ว
น้องเจ้าของบ้านเดินมาถามว่า...พี่หิวมั๊ย จะกินข้าวเย็นเลยรึเปล่า
กรูหันไปตอบพร้อมมะพร้าวที่คาอยู่ในปากว่า...พร้อมกินเสมอจ้ะ(น้ำเสียงอ่อนหวาน)
...น้องเค้าเอามือมาแตะขากรู(หลอกจับขาอ่อนกรูนี่หว่า) แล้วบอกว่า...พี่จะไม่อาบน้ำเหรอ
นี่น้องคงเห็นกรูดองเค็มชุดนี้ตั้งแต่เช้า แห้งจนเปียก เปียกจนแห้งไปก็หลายรอบ
ก็ไม่ยอมอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนชุด คงคิดว่ามันจะสกปรกไปถึงไหน
กรูประเมินสายตาน้องเค้าแล้ว เลยตอบไปว่า ... ไม่ล่ะพี่ว่าจะอาบพรุ่งนี้ก่อนกลับเลย
55555555 ได้ผล..น้องเค้าขำตัวม้วนกลิ้งเข้าครัวไปเลย...สม..ยุ่งกับกรูดีนัก
จ๊ะเอ๋รอจนกรูกินมะพร้าวเสร็จ ก็ชวนขับมอไซด์ไปประภาคารใกล้ๆที่พัก
ห่างไปประมาณหนึ่งกิโล แต่มองเห็นด้วยตาชัดเจนจากห้องนอนของเรา
ไปเยืนเก๊กท่าบ้าบอถ่ายรูปจนแสงหมดเราก็ขับรถกลับบ้าน(ก็ยังคงไม่อาบน้ำ)
และตอนนี้ถ้ามีคนถามว่าพูดถึงเกาะช้าง จะนึกถึงอะไรกรูจะตอบว่า โซดา
โซดาเป็นหมาของโฮมสเตย์ที่เราไปพัก หน้าตาน่ารัก ดูว่าง่ายและขี้อ้อน
เพราะพอเราตะโกนเรียก ...โซดา! โซดาก็จะวิ่งขาถ่างมาหาเรา
และที่มันต้องวิ่งขาถ่างเพราะมันมีท่อแขวนอยู่ที่คอ เจ้าของเค้าบอกว่ามันชอบวิ่งไล่รถกระบะ
กลัวมันโดนรถทับตายเลยต้องเอาท่อมาห้อยไว้เพื่อดัดนิสัย
ท่อนี้เป็นของแปลกใหม่สำหรับจ๊ะเอ๋กับกรูมาก
โซดาจึงเป็นสิ่งโปรดปรานของเราที่บ้านพักนี้ เรากอดมัน เล่นกับมัน หาเห็บให้มัน จนเจ้าของบ้านแอบไปซุบซิบนินทา
พอเค้าเห็นเราร้องเรียกโซดาทั้งวัน เค้าเลยเอาท่อออกให้มันเพราะคิดว่าพวกเรารู้สึกเหมือนเค้าทรมาณสัตว์
แต่ขอบอกว่า โซดาหลังเอาท่อที่ห้อยคอออก..ไม่น่ารักเลย
มันทำตัวปราดเปรียว วิ่งไปมาอย่างคึกคะนอง ไม่อ้อน ไม่ซบ ไม่ยอมให้เราจับ
โซดา..หมาเลว..จะไปไหนก็ไปเลย กรูตะโกนบอกมันในใจ
แล้วบอกเจ้าของบ้านเสียงดังว่า ....เอาท่อมาใส่ให้อีโซดาหน่อยสิพี่....
วันรุ่งขึ้นเราออกจากที่พัก 10 โมงเช้า โดนรถทัวร์เขย่าจนถึงกรุงเทพตอนหกโมงกว่าๆ
นั่งรถนานชั่วกัปชั่วกัลเพื่อไปเล่นกับอีโซดา....ที่เกาะช้าง

















