หยุดครับ.หยุด
วันลอยกระทงปีนี้กรูขอปิดร้านหนึ่งวัน เนื่องจากเหนื่อยเหลือเกิน
ขอย้ำ..เหนื่อยมากกกกก
อันเนื่องมาจากร้านข้าง.ข้างต้องหยุดเตรียมตัวแต่งลูกสาวเป็นเวลา 4 วัน
ร้านราดหน้าจึงมีเฮ เตรียมตัวขายดีกันใหญ่
และหลังจากที่กรู.. เจ้าของร้านที่ไม่เคยอยู่ทำงานเกินวันละ 4 ชั่วโมง
วันที่ 7 ที่ผ่านมาจึงต้องทำงานเต็มเวลาเป็นวันแรกในรอบ.......(คิดก่อน)
...4 5 6 หรือว่า 7 เดือนก็จำไม่ได้
ส่งผลให้อุ้งตีน(จิง.จิง)หมีของกรูปวดระบม ขาขยับไม่ไหว
ทรงตัวไม่ได้ในช่วงสิ้นสุดของการทำงาน
การทำงานในวันที่สองจึงดูเป็นเรื่องหนักหนาสาหัส
โชคดีที่การออกกำลังกายเป็นประจำทำให้กล้ามเนื้อคืนตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น
นี่ถ้าเป็นคนอื่นอาจตายไปแล้วนะเนี่ยยยย
หูยยยยยยย.............
วันที่สามซื่งเป็นวันอาทิตย์ ร้านราดหน้าหยุดเป็นปรกตินิสัย
แม้วันนี้จะไม่มีใครขาย เราก็ไม่งกขายของ
เพราะเราต้องไปงานแต่งของลูกสาวร้านข้าง.ข้าง
ช่ายยยย...งานแต่งน้องกรูเอง
และนี่ก็เป็นงานแต่งครั้งที่ 5 ในชีวิตที่ต้องไป
แต่เป็นงานแต่งครั้งแรกที่อยู่ตั้งแต่ขบวนขันหมากมาจนกระทั่งส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ
สนุกสนานกับการขึ้นไปเยี่ยมเจ้าสาวในห้องที่โคตรรก
พร้อมกับมองดูผู้คนที่คุ้นเคยแต่งตัวสวยแปลกตา
งานพิธีที่ปรกติมองข้ามมิใส่ใจ วันนั้นก็นั่งจ้องตาเป็นมัน
ญาติผู้ใหญ่ที่ปรกติแค่ยิ้มทักทาย แล้วก็บ๊ายบายตอนลากลับ กรูก็ต้องยกมือไหว้แทนเจ้าภาพ
แฮ่ม...ญาติสนิทครับ ญาติสนิท
เราอยู่โยงตั้งแต่เช้าตรู่ กลับถึงบ้านเกือบๆ ค่ำ ทำให้อาการหวัดกำเริบ
..ใช่จ้ะน้องเดียร์ พี่เป็นหวัด..อีกครั้ง
กลายเป็นวิงเวียน ยืนไม่ไหว ถึงกับอ้วกแตก อ้วกแตน เอ้อ..ขอโทษ ..อาเจียน
คุณอาสุดที่รักจึงบอกให้หยุดร้าน ชิชะ..
ใครหรือจะยอมหยุดในวันที่น่าจะขายดี ในวันที่ร้านข้าง.ข้างหยุดไป
กรูเข้านอนตั้งแต่สองทุ่ม ไม่รู้สลบไปหรือหลับไป เพราะก่อนนอนทรมาณมาก
แต่ก็ทำให้ตอนเช้าอาการดีขึ้น แม้จะยังเดินโซเซเล็กน้อย
วันที่ 4 วันสุดท้ายที่เรากะทำกำไรจนเป๋าตุง กลับไม่มีผู้คนสักนิด
ฮื่ม.ฮื่ม แม่งเก็บเงินไว้ซื้อกระทงกันรึไงวะ
สุดท้ายการฝืนสังขารวันนั้นก็ไม่ได้ผล กำไรอันงดงามกลับมาในวันแรกที่ร้านข้างๆเปิด
ไรว้าาา...
และวันนี้แม้ใครจะบอกว่าต้องขายดีเป็นหนักหนา กรูก็จะหยุด
พักผ่อน นอนหลับ ใช้ชีวิตในแนวราบให้ได้ 8 ชั่วโมงแบบเดียร์
นอนให้หัวข้างหลังมันแบนไปเลย...
ว่าแต่ นังบัวมันจะอิจฉาตาร้อนอีกมั๊ย? ที่พี่พูดถึงเดียร์ตั้งสองครั้งเนี่ย..เฮ้อ..
Wednesday, November 12, 2008
Sunday, October 26, 2008
ระบบป้องกันตัวเอง..โดยอัตโนมัติ
พักหลังนี้มีเรื่องวิตกกังวลอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเหตุให้วิถีการดำรงชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบากสำหรับกรูเหลือเกิน เนื่องจากว่าทุกครั้งทุกหนที่พบเจอผู้คนแปลกหน้า หรือบางคนผู้ซึ่งเป็นที่เคารพทำให้กรูต้องสงบเสงี่ยมเจียมปาก มิพูดมากให้เป็นเหตุ ทำให้บุคคลเหล่านั้นต้องขุ่นข้องหมองใจ แล้วจะพาลเกลียดกรูไปเปล่า.เปล่า
หลายคร้ังเหลือเกินที่พยายามแก้ตัว บอกใครต่อใครว่า "เปล่าน้าาา เมื่อก่อนกรูไม่ได้เป็นแบบนี้" ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อ มีเพียงเพื่อนบางคนที่ดูเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็พูดให้กำลังใจกรูแปลก.แปลกว่า "ใช่เมื่อก่อนเก่งไม่เป็นแบบนี้" (T__T)
สถานที่เกิดเหตุ ได้แก่สำนักงานนิตยสารเล่มหนึ่งที่มีบอกอใจร้ายยยยย เฝ้าพร่ำสอนคนเรียบร้อยอย่างกรูให้รู้จักเถียงผู้คน หรือตบตีกันด้วยวาจา โดยมีพี่ทั่นเป็นต้นแบบ คอยก่นด่าผู้คนใกล้ตัวให้เป็นตัวอย่างอันดีอยู่ร่ำไป
ยัง.ยังไม่พอ ยังมีเทรนเนอร์อีกสองคน
หนึ่งคือพี่......(ขอไม่เอ่ยนามเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของทั่นทั้งหลาย) ผู้ซึ่งรู้จักการหยอดเป็นนิจ เจอผู้หญิงก็หยอด เจอผู้ชายก็หยอด กระเทยก็หยอด แม้กระทั่งกรูก็หยอด พี่แกลงทุนแทะโลมกรูได้พักนึงจนรู้แน่แก่ใจแล้วว่า หยอดเท่าไหร่กรูก็คงไม่ละลาย จึงเปลี่ยนเป็นตบมุขแทน และเนื่องจากพี่แกเป็นครีเอทีฟ มุขแกจึงดูเหมือนไม่มีวันหมด ตบได้ตลอดเวลา และทุกครั้งกรูก็ทำได้เพียงหัวเราะแหะ.แหะ แล้วก็ยิ้ม หรือไม่ก็หัวเราะจนเหมือนเป็นบ้า .....ได้เพียงเท่านั้นเอง
สองคือพี่...... พี่ทั่นคนนี้เป็นหญิงสาวผู้มีบุคลิกเหมือน "คิม ซัม ซุน" นางเอกในหนังเรื่อง "ฉันนี่แหละ คิมซัมซุน" เป็นอันมาก(ในความคิดของกูเพียงผู้เดียว) สำหรับพี่คนนี้อาวุธร้ายของแกคือ ปากด่า มือตบ(ตบจริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน) ดังนั้นทุกครั้งที่เจอ นอกจากจะช้ำใจแล้ว ตัวกูยังช้ำอีกด้วย และด้วยสาเหตุนี้เองทำให้กูต้องขยันฟิตซ้อมฝีปากเพื่อป้องกันตัวเองบ้าง
ด้วยบุญคุญของพี่ทั่นทั้งหลายเพียงไม่นานนัก หมีบ้าตัวหนึ่งก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา วะ ฮะ ฮะฮะฮะ ฮ่า
และนับแต่นั้นมา เรื่องเศร้าก็เกิดขึ้นเป็นประจำ
...ปากพาไป ปากไวกว่าความคิด เป็นเรื่องปรกติของกูไปแล้ว ที่แย่ก็คือกูไม่เคยรู้ตัว จนกระทั่งได้ยินเพื่อนพูดบ่อยเหลือเกินว่า เมื่อก่อนเก่งไม่เป็นแบบนี้นี้นี้นี้ บวกกับบางครั้งบางคราวเห็นสีหน้าของคู่สนทนาเปลี่ยนไป จึงได้คิดว่า ...เอ กูพูดอะไรเลวเลว ออกไปอีกแล้วรึเปล่า
ช่วงนี้จึงออกอาการโรคจิต ตกดึกก่อนนอนต้องมานั่งคิดว่า วันนี้พูดอะไรไปบ้าง พูดแย่แย่กับใครไปรึเปล่า เผลอทำร้ายใครโดยไม่ได้คิดอีกมั๊ย
แต่บางครั้งความคะนองปากมันพาไป ยิ่งพูดยิ่งมัน(ขอย้ำว่าเมื่อก่อนไม่เป็นแบบนี้) ทำให้ตกเย็นของวันนั้นกูแทบจะลาตัวไปบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร
ตอนนี้จึงฝึกตัวด้วยการนั่งสมาธิ หลับบ้างอะไรบ้าง แต่อย่างน้อยหวังว่าถ้าใจสงบ ปากมันคงสงบขึ้น
ตอนนี้จึงขออภัยล่วงหน้า หากวันใดพบเจอ เผลอล่วงเกินทางวาจาจนทำให้อยากด่ากลับ ขอให้ทั่นทั้งหลายทำได้โดยมิต้องละอาย ถือซะว่าเป็นการดัดสันดารหมีปากจัดตัวหนึ่ง
และเพื่อแสดงพัฒนาการของกู ขอบอกว่า.ปัจจุบันนี้ คิม ซัม ซุน คนนั้นหลีกเลี่ยงการปะทะกันด้วยวาจากับกูไปนานแล้ว วะ ฮะ ฮะ ฮ่าาาา
หลายคร้ังเหลือเกินที่พยายามแก้ตัว บอกใครต่อใครว่า "เปล่าน้าาา เมื่อก่อนกรูไม่ได้เป็นแบบนี้" ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อ มีเพียงเพื่อนบางคนที่ดูเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็พูดให้กำลังใจกรูแปลก.แปลกว่า "ใช่เมื่อก่อนเก่งไม่เป็นแบบนี้" (T__T)
สถานที่เกิดเหตุ ได้แก่สำนักงานนิตยสารเล่มหนึ่งที่มีบอกอใจร้ายยยยย เฝ้าพร่ำสอนคนเรียบร้อยอย่างกรูให้รู้จักเถียงผู้คน หรือตบตีกันด้วยวาจา โดยมีพี่ทั่นเป็นต้นแบบ คอยก่นด่าผู้คนใกล้ตัวให้เป็นตัวอย่างอันดีอยู่ร่ำไป
ยัง.ยังไม่พอ ยังมีเทรนเนอร์อีกสองคน
หนึ่งคือพี่......(ขอไม่เอ่ยนามเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของทั่นทั้งหลาย) ผู้ซึ่งรู้จักการหยอดเป็นนิจ เจอผู้หญิงก็หยอด เจอผู้ชายก็หยอด กระเทยก็หยอด แม้กระทั่งกรูก็หยอด พี่แกลงทุนแทะโลมกรูได้พักนึงจนรู้แน่แก่ใจแล้วว่า หยอดเท่าไหร่กรูก็คงไม่ละลาย จึงเปลี่ยนเป็นตบมุขแทน และเนื่องจากพี่แกเป็นครีเอทีฟ มุขแกจึงดูเหมือนไม่มีวันหมด ตบได้ตลอดเวลา และทุกครั้งกรูก็ทำได้เพียงหัวเราะแหะ.แหะ แล้วก็ยิ้ม หรือไม่ก็หัวเราะจนเหมือนเป็นบ้า .....ได้เพียงเท่านั้นเอง
สองคือพี่...... พี่ทั่นคนนี้เป็นหญิงสาวผู้มีบุคลิกเหมือน "คิม ซัม ซุน" นางเอกในหนังเรื่อง "ฉันนี่แหละ คิมซัมซุน" เป็นอันมาก(ในความคิดของกูเพียงผู้เดียว) สำหรับพี่คนนี้อาวุธร้ายของแกคือ ปากด่า มือตบ(ตบจริง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน) ดังนั้นทุกครั้งที่เจอ นอกจากจะช้ำใจแล้ว ตัวกูยังช้ำอีกด้วย และด้วยสาเหตุนี้เองทำให้กูต้องขยันฟิตซ้อมฝีปากเพื่อป้องกันตัวเองบ้าง
ด้วยบุญคุญของพี่ทั่นทั้งหลายเพียงไม่นานนัก หมีบ้าตัวหนึ่งก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา วะ ฮะ ฮะฮะฮะ ฮ่า
และนับแต่นั้นมา เรื่องเศร้าก็เกิดขึ้นเป็นประจำ
...ปากพาไป ปากไวกว่าความคิด เป็นเรื่องปรกติของกูไปแล้ว ที่แย่ก็คือกูไม่เคยรู้ตัว จนกระทั่งได้ยินเพื่อนพูดบ่อยเหลือเกินว่า เมื่อก่อนเก่งไม่เป็นแบบนี้นี้นี้นี้ บวกกับบางครั้งบางคราวเห็นสีหน้าของคู่สนทนาเปลี่ยนไป จึงได้คิดว่า ...เอ กูพูดอะไรเลวเลว ออกไปอีกแล้วรึเปล่า
ช่วงนี้จึงออกอาการโรคจิต ตกดึกก่อนนอนต้องมานั่งคิดว่า วันนี้พูดอะไรไปบ้าง พูดแย่แย่กับใครไปรึเปล่า เผลอทำร้ายใครโดยไม่ได้คิดอีกมั๊ย
แต่บางครั้งความคะนองปากมันพาไป ยิ่งพูดยิ่งมัน(ขอย้ำว่าเมื่อก่อนไม่เป็นแบบนี้) ทำให้ตกเย็นของวันนั้นกูแทบจะลาตัวไปบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร
ตอนนี้จึงฝึกตัวด้วยการนั่งสมาธิ หลับบ้างอะไรบ้าง แต่อย่างน้อยหวังว่าถ้าใจสงบ ปากมันคงสงบขึ้น
ตอนนี้จึงขออภัยล่วงหน้า หากวันใดพบเจอ เผลอล่วงเกินทางวาจาจนทำให้อยากด่ากลับ ขอให้ทั่นทั้งหลายทำได้โดยมิต้องละอาย ถือซะว่าเป็นการดัดสันดารหมีปากจัดตัวหนึ่ง
และเพื่อแสดงพัฒนาการของกู ขอบอกว่า.ปัจจุบันนี้ คิม ซัม ซุน คนนั้นหลีกเลี่ยงการปะทะกันด้วยวาจากับกูไปนานแล้ว วะ ฮะ ฮะ ฮ่าาาา
Sunday, September 28, 2008
lost in?!?
กลางดึกวันที่24 หมีแก่วางแผนนอนแต่เร็วเพื่อจะได้มีแรงขับรถตอนตี3
หัวถึงหมอน ตาหลับ สมองกลับตื่น ครุ่นคิดต่างๆนาๆ เก็บของรึยังน้า เก็บเสร็จรึยังน้า อาบน้ำรึยังน้าาาาาา
อดรนทนไม่ไหว ตี1 ตื่นลงมาดู อ้าววว หลับสบายเชียว
วางใจ กลับขึ้นนอน หัวถึงหมอนกลับรู้สึกสะดุ้งตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก
แมร่งงงง ทำไมเวลาแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่งมันถึงได้เร็ว ปานไม่ได้หลับนอนเลย
ล้างหน้าตา เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมพร้อม!!
เพื่อพบว่ายังต้องรออีก 1ชั่วโมงจึงออกจากบ้านได้ เฮ้อออ
ออกจากบ้านตอนตี 3ครึ่ง กระทืบคันเร่งได้แค่ 120กม. ใช้เวลา 40นาทีถึงสนามบินสุวรรณภูมิ
ส่งโกบ๊วยทันเวลาเช็คอินแบบฉิวเฉียด แต่ครั้งนี้ดีกว่าที่ผ่านมาเพราะไร้เสียงเร่งเร้าข้างหู
เนื่องจากเราตกลงกันไว้แล้วว่า ห้ามพูดมากเด็ดขาดถ้าจะให้หมีขับ!! หึ ให้รู้บ้างว่าไผเป็นไผ
ไม่ได้มาสุวรรณภูมิเสียนาน สมาธิอันแรงกล้าก็ใช้หมดไปในตอนขามา แล้วขากลับกรูจะทำยังไงหว่า
จากกระทึบคันเร่ง 120 เหลือแค่สะกิดเบาๆ เอาแค่ 60กม. ก็ดูจะเพียงพอ
จำได้รางๆ ว่าไปทางบางนาแล้วเดี๋ยวก็จะเจอทางขึ้นทางด่วน ขึ้นปุ๊ปก็รอดตายแล้วหล่ะกู
แต่วันนั้นมันไม่ช่ายยยยย
ยิ่งขับฝุ่นยิ่งเยอะ หนทางเริ่มทุรกันดารขึ้นเรื่อยๆ รถบันทุกก็เยอะชิบ
ที่สำคัญปวดฉี่มากกกก โอยคิดไม่ออก ทำไงดี หรือว่ากูจะหลงวะเนี่ย
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อนละกัน ตัดสินใจแวะปั๊มข้างทางที่ดูสว่างสุด
เสียบเข้าไปในที่จอดรถที่มีแต่รถบันทุก โอยยน่ากลัวชิบ เป็นการฉี่รับยามเช้าที่บรรยากาศน่าสยองมาก
ความคิดที่ว่าจะเข้าไปถามทางในมินิมาร์ทเป็นอันยกเลิกไป
กูไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าไปประกาศให้คนแปลกหน้ารู้ว่าหลง
ตีห้ากว่าแล้ว หมียังขับรถอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้
ฟ้าเริ่มสางแต่ก็ยังคงมองทางไม่ค่อยชัดเพราะฝุ่นละอองมากเหลือเกิน แต่ดูดีดีนี่มันแมลงตัวเล็กนี่หว่า
จากอารมณ์เสียเริ่มสนุก เริ่มอยากไปต่อเรื่อยๆ ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจใดใดอีก(ก็ฉี่ไปแล้วไง)
อ๊ะ!! ป้ายบอกทาง มันเขียนว่า พัทยา ชลบุรี บางบ่อ อือ.ไม่มีกรุงเทพเลย กูคงต้องกลับรถล่ะมั๊ง
หรือว่าจะไปเรื่อยๆอย่างนี้ดีหว่า เริ่มสนุกแล้วนิ ทันใดนั้น!!!!!
เสียงโทรศัพท์นั่นเองมันดังขึ้น อยู่ไหนแล้วลูก โกบ๊วยถามมา หลงทางอยู่บางบ่อ กูตอบไป
แต่ไม่ต้องห่วงจะกลับรถแล้ว แต่เค้าพูดเรื่องอื่นต่อแล้วซะแล้ว อย่าลืมจ่ายค่า........บลาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
โอเค..กลับบ้านไปนอนดีกว่ากู -___-
แต่ความไม่แน่ใจยังคงเข้าครอบงำ ที่สุดแล้วจึงถามพนักงานบนด่านมอเตอร์เวย์ว่า
นี่ทางไปกรุงเทพป่ะ สายตาที่ส่งกลับมาก่อนคำตอบคือ มึงมาจากไหนเนี่ย ครับ เค้าตอบสั้นๆ
โอเค!! ลุยโลดดดดดดดด
วันที่ 8 เดือนหน้าเป็นวันไปรับกลับ กรูควรจะกลับทางไหนอ่ะ
ทางบางนาเหมือนเดิม แต่ระวังหลงให้มากขึ้น หรือว่าจะไปทางใหม่ที่ดูน่าขับนั่นดี
หรือว่าจะพาโกบ๊วยไปเที่ยวบางบ่อดี เหอ เหอ
หัวถึงหมอน ตาหลับ สมองกลับตื่น ครุ่นคิดต่างๆนาๆ เก็บของรึยังน้า เก็บเสร็จรึยังน้า อาบน้ำรึยังน้าาาาาา
อดรนทนไม่ไหว ตี1 ตื่นลงมาดู อ้าววว หลับสบายเชียว
วางใจ กลับขึ้นนอน หัวถึงหมอนกลับรู้สึกสะดุ้งตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก
แมร่งงงง ทำไมเวลาแค่หนึ่งชั่วโมงครึ่งมันถึงได้เร็ว ปานไม่ได้หลับนอนเลย
ล้างหน้าตา เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมพร้อม!!
เพื่อพบว่ายังต้องรออีก 1ชั่วโมงจึงออกจากบ้านได้ เฮ้อออ
ออกจากบ้านตอนตี 3ครึ่ง กระทืบคันเร่งได้แค่ 120กม. ใช้เวลา 40นาทีถึงสนามบินสุวรรณภูมิ
ส่งโกบ๊วยทันเวลาเช็คอินแบบฉิวเฉียด แต่ครั้งนี้ดีกว่าที่ผ่านมาเพราะไร้เสียงเร่งเร้าข้างหู
เนื่องจากเราตกลงกันไว้แล้วว่า ห้ามพูดมากเด็ดขาดถ้าจะให้หมีขับ!! หึ ให้รู้บ้างว่าไผเป็นไผ
ไม่ได้มาสุวรรณภูมิเสียนาน สมาธิอันแรงกล้าก็ใช้หมดไปในตอนขามา แล้วขากลับกรูจะทำยังไงหว่า
จากกระทึบคันเร่ง 120 เหลือแค่สะกิดเบาๆ เอาแค่ 60กม. ก็ดูจะเพียงพอ
จำได้รางๆ ว่าไปทางบางนาแล้วเดี๋ยวก็จะเจอทางขึ้นทางด่วน ขึ้นปุ๊ปก็รอดตายแล้วหล่ะกู
แต่วันนั้นมันไม่ช่ายยยยย
ยิ่งขับฝุ่นยิ่งเยอะ หนทางเริ่มทุรกันดารขึ้นเรื่อยๆ รถบันทุกก็เยอะชิบ
ที่สำคัญปวดฉี่มากกกก โอยคิดไม่ออก ทำไงดี หรือว่ากูจะหลงวะเนี่ย
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อนละกัน ตัดสินใจแวะปั๊มข้างทางที่ดูสว่างสุด
เสียบเข้าไปในที่จอดรถที่มีแต่รถบันทุก โอยยน่ากลัวชิบ เป็นการฉี่รับยามเช้าที่บรรยากาศน่าสยองมาก
ความคิดที่ว่าจะเข้าไปถามทางในมินิมาร์ทเป็นอันยกเลิกไป
กูไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าไปประกาศให้คนแปลกหน้ารู้ว่าหลง
ตีห้ากว่าแล้ว หมียังขับรถอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้
ฟ้าเริ่มสางแต่ก็ยังคงมองทางไม่ค่อยชัดเพราะฝุ่นละอองมากเหลือเกิน แต่ดูดีดีนี่มันแมลงตัวเล็กนี่หว่า
จากอารมณ์เสียเริ่มสนุก เริ่มอยากไปต่อเรื่อยๆ ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจใดใดอีก(ก็ฉี่ไปแล้วไง)
อ๊ะ!! ป้ายบอกทาง มันเขียนว่า พัทยา ชลบุรี บางบ่อ อือ.ไม่มีกรุงเทพเลย กูคงต้องกลับรถล่ะมั๊ง
หรือว่าจะไปเรื่อยๆอย่างนี้ดีหว่า เริ่มสนุกแล้วนิ ทันใดนั้น!!!!!
เสียงโทรศัพท์นั่นเองมันดังขึ้น อยู่ไหนแล้วลูก โกบ๊วยถามมา หลงทางอยู่บางบ่อ กูตอบไป
แต่ไม่ต้องห่วงจะกลับรถแล้ว แต่เค้าพูดเรื่องอื่นต่อแล้วซะแล้ว อย่าลืมจ่ายค่า........บลาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
โอเค..กลับบ้านไปนอนดีกว่ากู -___-
แต่ความไม่แน่ใจยังคงเข้าครอบงำ ที่สุดแล้วจึงถามพนักงานบนด่านมอเตอร์เวย์ว่า
นี่ทางไปกรุงเทพป่ะ สายตาที่ส่งกลับมาก่อนคำตอบคือ มึงมาจากไหนเนี่ย ครับ เค้าตอบสั้นๆ
โอเค!! ลุยโลดดดดดดดด
วันที่ 8 เดือนหน้าเป็นวันไปรับกลับ กรูควรจะกลับทางไหนอ่ะ
ทางบางนาเหมือนเดิม แต่ระวังหลงให้มากขึ้น หรือว่าจะไปทางใหม่ที่ดูน่าขับนั่นดี
หรือว่าจะพาโกบ๊วยไปเที่ยวบางบ่อดี เหอ เหอ
Thursday, September 18, 2008
พร้อมรึยัง?
ในรีดเดอร์ไดเจสท์ฉบับล่าสุดมีแบบสอบถามแนบติดมาด้วย
มันเป็นคำถามเกี่ยวกับสุขภาพและความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ
คำถามแรกถามว่า อะไรคือปัจจัยสำคัญที่สุดในแง่ของการดูแลสุขภาพอย่างมีคุณภาพ
กรูตอบว่า จิตใจที่พร้อมจะดูแลตัวเองอย่างจริงจัง
เพราะหลายครั้งแล้วที่กรูพบว่า เพื่อนทั้งหลายที่บ่นเรื่องสุขภาพตัวเอง
กลับไม่มีใครที่อยากจะดูแลตัวเองอย่างจริงจังสักคน
และเหตุผลที่มาอันดับหนึ่งคือ ไม่มีเวลา และถ้ามีเวลาก็ขอนอนดีก่า
..อันที่จริงหมีอย่างกรูก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดีเลิศสักเท่าไหร่
แต่อย่างน้อย หลังจากออกกำลังกาย และดูแลตัวเองในระดับที่ไม่ยุ่งยากเกินไปนัก
กรูก็พบว่าตัวเองไปหาหมอน้อยลง จากสามเดือนครั้ง ก็เป็นปีละครั้ง
..แล้วทำไมคนที่สูบบุหรี่ นอนดึก กินเป๊ปซี่แทนน้ำเปล่าอย่างกรูถึงได้กลับตัวกลับใจ
ทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้นในวันหนึ่งที่กูไปยึนในห้อง ICU เพื่อเยี่ยมยาย
ท่ามกลางซากสังขารทั้งหลาย กูหายายตัวเองไม่เจอ
เพราะภาพในใจของกูนั้นมีแต่ยายที่อารมณ์ดี ยิ้มแย้ม
แวบแรกที่เห็นยาย กูคิดเลยว่า ไม่อยากกลับมายืนในที่นี้อีก ไม่ว่านอนเอง หรือเยี่ยมคนอื่น
ไม่มีสถานที่ใดน่าหดหู่ไปกว่าห้องที่มีแต่คนนอนรอความตายอีกแล้ว
ผ่านไปสองปีกว่าแล้วที่กูเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาด
และผ่านไปสองเดือนกว่าแล้วที่ความพยายามเลิกน้ำขวดมานานปีประสบผลสำเร็จ
เฮ้อ..อยากบอกว่าเลิกกินน้ำขวดยากกว่าเลิกบุหรี่มากนัก
ถึงขนาดที่หมีอย่างกูเก็บไปนอนฝันว่ากินเป๊ปซี่ หลายครั้งทีเดียวเชียว
และทุก.ทุกเช้าก็จะหาอะไรง่ายๆกิน ก็เค้าว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดนี่นะ
ก่อนอาบน้ำก็เรียกเหงื่อสักครึ่งชั่วโมง แต่ก็ต้องแลกด้วยการนอนตื่นเช้าขึ้น
ก่อนนอนก็เล่นโยคะท่าง่าย.ง่าย ที่ฝึกเองได้ แล้วก็พยายามไม่นอนดึกเกินเที่ยงคืน
..ไม่ง่ายเลย แต่ก็พยายามทำทุุกวัน เพราะทำแล้วรู้สึกเองกับตัวเลยว่าดีจิงจิง
ดังนั้นเพื่อน.เพื่อนทั้งหลาย เรามาดูแลสุขภาพกันเถอะ
อย่าเอาสีข้างไถไปเรื่อย.เรื่อย แล้วบอกว่าไม่มีเวลา
แต่ถ้าใครทำอยู่แล้ว แล้วมีเรื่องดีดีเกี่ยวกับสุขภาพมากกว่านี้ก็บอกกรูบ้าง
อยู่กันไปนาน.นาน เถอะนะเพื่อนเอ๋ย อย่างน้อยก็อย่าตายด้วยความทรมาณจากโรคภัยเลย
..สาธุ
มันเป็นคำถามเกี่ยวกับสุขภาพและความรู้เกี่ยวกับโรคต่างๆ
คำถามแรกถามว่า อะไรคือปัจจัยสำคัญที่สุดในแง่ของการดูแลสุขภาพอย่างมีคุณภาพ
กรูตอบว่า จิตใจที่พร้อมจะดูแลตัวเองอย่างจริงจัง
เพราะหลายครั้งแล้วที่กรูพบว่า เพื่อนทั้งหลายที่บ่นเรื่องสุขภาพตัวเอง
กลับไม่มีใครที่อยากจะดูแลตัวเองอย่างจริงจังสักคน
และเหตุผลที่มาอันดับหนึ่งคือ ไม่มีเวลา และถ้ามีเวลาก็ขอนอนดีก่า
..อันที่จริงหมีอย่างกรูก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองมีสุขภาพดีเลิศสักเท่าไหร่
แต่อย่างน้อย หลังจากออกกำลังกาย และดูแลตัวเองในระดับที่ไม่ยุ่งยากเกินไปนัก
กรูก็พบว่าตัวเองไปหาหมอน้อยลง จากสามเดือนครั้ง ก็เป็นปีละครั้ง
..แล้วทำไมคนที่สูบบุหรี่ นอนดึก กินเป๊ปซี่แทนน้ำเปล่าอย่างกรูถึงได้กลับตัวกลับใจ
ทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้นในวันหนึ่งที่กูไปยึนในห้อง ICU เพื่อเยี่ยมยาย
ท่ามกลางซากสังขารทั้งหลาย กูหายายตัวเองไม่เจอ
เพราะภาพในใจของกูนั้นมีแต่ยายที่อารมณ์ดี ยิ้มแย้ม
แวบแรกที่เห็นยาย กูคิดเลยว่า ไม่อยากกลับมายืนในที่นี้อีก ไม่ว่านอนเอง หรือเยี่ยมคนอื่น
ไม่มีสถานที่ใดน่าหดหู่ไปกว่าห้องที่มีแต่คนนอนรอความตายอีกแล้ว
ผ่านไปสองปีกว่าแล้วที่กูเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาด
และผ่านไปสองเดือนกว่าแล้วที่ความพยายามเลิกน้ำขวดมานานปีประสบผลสำเร็จ
เฮ้อ..อยากบอกว่าเลิกกินน้ำขวดยากกว่าเลิกบุหรี่มากนัก
ถึงขนาดที่หมีอย่างกูเก็บไปนอนฝันว่ากินเป๊ปซี่ หลายครั้งทีเดียวเชียว
และทุก.ทุกเช้าก็จะหาอะไรง่ายๆกิน ก็เค้าว่าอาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดนี่นะ
ก่อนอาบน้ำก็เรียกเหงื่อสักครึ่งชั่วโมง แต่ก็ต้องแลกด้วยการนอนตื่นเช้าขึ้น
ก่อนนอนก็เล่นโยคะท่าง่าย.ง่าย ที่ฝึกเองได้ แล้วก็พยายามไม่นอนดึกเกินเที่ยงคืน
..ไม่ง่ายเลย แต่ก็พยายามทำทุุกวัน เพราะทำแล้วรู้สึกเองกับตัวเลยว่าดีจิงจิง
ดังนั้นเพื่อน.เพื่อนทั้งหลาย เรามาดูแลสุขภาพกันเถอะ
อย่าเอาสีข้างไถไปเรื่อย.เรื่อย แล้วบอกว่าไม่มีเวลา
แต่ถ้าใครทำอยู่แล้ว แล้วมีเรื่องดีดีเกี่ยวกับสุขภาพมากกว่านี้ก็บอกกรูบ้าง
อยู่กันไปนาน.นาน เถอะนะเพื่อนเอ๋ย อย่างน้อยก็อย่าตายด้วยความทรมาณจากโรคภัยเลย
..สาธุ
Monday, August 25, 2008
ว่าด้วยการแต่งกาย
ดูโอลิมปิคกันรึเปล่า?
พิธีเปิด.พิธีปิด ที่เค้าว่ากันว่ายิ่งใหญ่ อลังการ ใช้ทรัพยากร(คน)ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด
..สวยเนอะ พิธีเปิดน่ะ แต่พิธีปิดก็งั้นๆ โชว์เด็ดมันออกไปหมดแล้ว เลยไม่ค่อยตื่นเต้นกับอะไรอีก
แล้วได้ดูกีฬากันบ้างรึเปล่า?
ไม่นับมวย กับยกน้ำหนักที่คนไทยเห่อเหิมกันถ้วนหน้า
หมีอย่างกรูก็ชอบดูเกือบทุกประเภท ยกเว้นฟุตบอล
แต่ที่ชอบดููมากที่สุด แล้วก็ชอบเล่นเองด้วยก็คือ
..ปิงปอง
ช่าย.หมีก็ต้องเล่นปิงปองอยู่แล้ว
เคยเป็นแชมป์สมัยประถมด้วยล่า
แต่โอลิมปิคคราวนี้ได้ดูแค่สองแมตซ์
รอบสองประเภทหญิงเดี่ยว ไทยกับญี่ปุ่น
แล้วก็รอบชิงประเภทชายเดี่ยว จีนกับ..จีน
สำหรับคนที่ชอบอย่างกูมันก็ต้องสนุกอยู่แล้ว
แต่สำหรับคนอื่น..อาจไม่สนุก
เพราะมีข่าวว่าโอลิมปิคครั้งนี้ กีฬาที่มีผู้ชมน้อยที่สุดคือปิงปองนี่หล่ะ
หมีอย่างกรูเลยคิดเอาเองว่า คนดูมันคงมองไม่ค่อยเห็นลูกปิงปอง
เพราะนอกจากที่นั่งชมจะห่างไกลแล้ว แม่งยังตีกันเร็วมาก..ลุ้นไม่ทัน
..อีกอย่างนึง ปิงปองเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิ ดังนั้นห้ามเสียงดังในระหว่างการแข่งขัน
คงจะเหมือนๆ เทนนิส..ต่างกันตรงที่ ผู้เล่นปิงปองไม่ส่งเสียง
..เอชชชชชช ตอนตี ว๊าาาา.ขาดสีสันแฮะ
แต่ยังไงก็ยังไม่เข้าใจคณะกรรมการโอลิมปิคอยู่ดี
เค้าว่า..จะลองให้นักกีฬาหญิงแต่งตัววาบหวามมาแข่ง เพื่อดึงดูดผู้ชมให้มากขึ้น
แค่กูนึกภาพ ก็ทำให้กูเกลียดกีฬาที่รักแล้ว
..ใส่กระโปรงเหมือนเทนนิส ตอนเสริฟลูกก็ทำปากจู๋ โค้งตัวต่ำ
แล้วกระโดดไปมาสั้น.สั้น เหมือนกบ
เป็นภาพที่ไม่น่าดูเอาซะเลย
..ได้แต่หวังว่า คณะกรรมการเค้าคงมีทางออกทางอื่นให้กับผู้ชม
อาจเริ่มด้วยการติดตั้งจอแบนขนาดใหญ่ เพื่อขยายขนาดลูกปิงปอง
หรืออื่นใดก็แล้วแต่ ยกเว้นการแต่งตัวเซ็กซี่ เพราะถ้ามันเกิดถูกใจมวลชน
กลายเป็นชุดที่ต้องใส่เหมือนว่ายน้ำ หรือยิมนาสติก
แล้วมันจะเหลือกีฬาอะไรให้หมีอย่างกรูเล่นอีกล่ะเนี่ย
กีฬานะว๊อยยย แม่มมม
พิธีเปิด.พิธีปิด ที่เค้าว่ากันว่ายิ่งใหญ่ อลังการ ใช้ทรัพยากร(คน)ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด
..สวยเนอะ พิธีเปิดน่ะ แต่พิธีปิดก็งั้นๆ โชว์เด็ดมันออกไปหมดแล้ว เลยไม่ค่อยตื่นเต้นกับอะไรอีก
แล้วได้ดูกีฬากันบ้างรึเปล่า?
ไม่นับมวย กับยกน้ำหนักที่คนไทยเห่อเหิมกันถ้วนหน้า
หมีอย่างกรูก็ชอบดูเกือบทุกประเภท ยกเว้นฟุตบอล
แต่ที่ชอบดููมากที่สุด แล้วก็ชอบเล่นเองด้วยก็คือ
..ปิงปอง
ช่าย.หมีก็ต้องเล่นปิงปองอยู่แล้ว
เคยเป็นแชมป์สมัยประถมด้วยล่า
แต่โอลิมปิคคราวนี้ได้ดูแค่สองแมตซ์
รอบสองประเภทหญิงเดี่ยว ไทยกับญี่ปุ่น
แล้วก็รอบชิงประเภทชายเดี่ยว จีนกับ..จีน
สำหรับคนที่ชอบอย่างกูมันก็ต้องสนุกอยู่แล้ว
แต่สำหรับคนอื่น..อาจไม่สนุก
เพราะมีข่าวว่าโอลิมปิคครั้งนี้ กีฬาที่มีผู้ชมน้อยที่สุดคือปิงปองนี่หล่ะ
หมีอย่างกรูเลยคิดเอาเองว่า คนดูมันคงมองไม่ค่อยเห็นลูกปิงปอง
เพราะนอกจากที่นั่งชมจะห่างไกลแล้ว แม่งยังตีกันเร็วมาก..ลุ้นไม่ทัน
..อีกอย่างนึง ปิงปองเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมาธิ ดังนั้นห้ามเสียงดังในระหว่างการแข่งขัน
คงจะเหมือนๆ เทนนิส..ต่างกันตรงที่ ผู้เล่นปิงปองไม่ส่งเสียง
..เอชชชชชช ตอนตี ว๊าาาา.ขาดสีสันแฮะ
แต่ยังไงก็ยังไม่เข้าใจคณะกรรมการโอลิมปิคอยู่ดี
เค้าว่า..จะลองให้นักกีฬาหญิงแต่งตัววาบหวามมาแข่ง เพื่อดึงดูดผู้ชมให้มากขึ้น
แค่กูนึกภาพ ก็ทำให้กูเกลียดกีฬาที่รักแล้ว
..ใส่กระโปรงเหมือนเทนนิส ตอนเสริฟลูกก็ทำปากจู๋ โค้งตัวต่ำ
แล้วกระโดดไปมาสั้น.สั้น เหมือนกบ
เป็นภาพที่ไม่น่าดูเอาซะเลย
..ได้แต่หวังว่า คณะกรรมการเค้าคงมีทางออกทางอื่นให้กับผู้ชม
อาจเริ่มด้วยการติดตั้งจอแบนขนาดใหญ่ เพื่อขยายขนาดลูกปิงปอง
หรืออื่นใดก็แล้วแต่ ยกเว้นการแต่งตัวเซ็กซี่ เพราะถ้ามันเกิดถูกใจมวลชน
กลายเป็นชุดที่ต้องใส่เหมือนว่ายน้ำ หรือยิมนาสติก
แล้วมันจะเหลือกีฬาอะไรให้หมีอย่างกรูเล่นอีกล่ะเนี่ย
กีฬานะว๊อยยย แม่มมม
Friday, August 01, 2008
โรงบาล-โรงแรม?
ไปพักร้อนมา 11 วัน 10 คืน ที่...โรงพยาบาล
เปล่ากรูมิได้เป็นไร แต่อาม่าเป็น
จริง.จริงแล้วเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมามันควรจะเป็นวันหยุดพักร้อนของครอบครัว
ทุกคนวางแผนกันจะไปเที่ยวหัวหิน..ว่ายน้ำ..เข้าสปา..ทำตัวตามสบายและขี้เกียจ
แต่ทุกอย่างต้องหยุดกระทันหันเมื่อกรูตัดสินใจพาอาม่าไปโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ 1 คืน
ในฐานะ..อาหารเป็นพิษ
แต่หลังจากตรวจเลือด ผลปรากฎว่า อาม่าต้องนอนต่ออย่างไม่มีกำหนดเพราะหมอตรวจเจอภาวะไตเป็นพิษ
โชคดีมากที่เราพาอาม่าไปวันนั้น เพราะถ้าช้าไปอีกนิดเดียว อาม่าก็จะมีเพื่อนชื่อ..ไตวายเฉียบพลัน
(-__-") ...
เปล่า..ไม่ได้จะเล่าเรื่องอาม่าไม่สบายหรอก แต่อยากเล่าเรื่องการทำการตลาดของโรงพยาบาลที่เราไปพักกัน
ห้องที่เราไปพักกันนั้นอยู่บนชั้น 15 วิวสวยมองเห็นได้จนเหมือน.สุดขอบฟ้า.(มองเห็นปล่องของโรงงานลิบ.ลิบ)
สนนราคาอยู่ที่ 4700บาท ต่อคืนซึ่งราคานี้รวมถึง
ขนมในถาดบนโต๊ะอาหาร ชาลิปตัน กาแฟ น้ำตาล หลอด แก้วน้ำ กระดาษทิชชู่
ในตู้เย็นก็จะมีน้ำเปล่า 6 ขวด น้ำผลไม้ยี่ห้อ ทิปโก้ 4 กล่อง นม 3 กล่อง
หนังสือพิมพ์ ...ทั้งหมดนี้มีของใหม่ให้ทุกวัน
นอกจากนั้น ทีวีในห้องก็มีช่อง National Geographic, HBO
Cenemax, CNN การ์ตูน และอโรคาปาร์ตี้ตลอดวัน
พนักงานทำความสะอาดห้องและห้องน้ำวันละสองรอบ
พยาบาลและหมอแวะเวียนมาตลอดเวลา
ก่อนเข้าห้องก็จะเคาะประตูเป็นจังหวะ .ก๊อก.ก๊อก.ก๊อก
(เสียงพูด).ขออนุญาติเข้ามาทำความสะอาดค่ะ
ขออนุญาติเข้ามา......ค่ะ ตลอดวัน
เฮ้อ..จะมารยาทดีกันไปถึงไหน
10วันที่อยู่โรงพยาบาล เป็น10วันที่กูโทรมมาก
ใส่แว่น หัวฟูไม่สระผม ใส่ชุดนอน แล้วก็ไม่แปรงฟัน
เพราะด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ กรูต้องพร้อมที่จะนอนตลอดเวลา เนื่องจากกลางคืนจะไม่ได้นอน
ด้วยสภาพแบบนั้น กูก็เดินไปมาทั่วโรงพยาบาล ชั้น 1-15
น่าแปลก..พนักงานทุกคนในโรงพยาบาลล้วนยิ้มให้กรู
เอ..จะว่าหน้าตาดี..ก็ไม่ใช่
รึเค้าคิดว่ากูบ้า ก็ไม่น่าจะใช่อีก
สรุปคือ เค้าถูกฝึกมาให้เป็นแบบนั้น พบเจอลูกค้าต้องยิ้ม แม้ลูกค้าจะโทรมขนาดไหนก็ตาม
ก่อนกลับพยาบาลถือแบบสอบถามมาให้
คำถามส่วนใหญ่คือความประทับใจทางด้านไหนที่คุณได้จากโรงพยาบาลนี้
ส่วนใหญ่ของกูก็คือด้านการบริการอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ในช่องความเห็นเกี่ยวกับทักษะการให้การรักษาของหมอ กรูกับตอบว่า..
..เฉย.เฉย
เอ..ตกลงเรามาโรงพยาบาลเพราะอะไรกันน้า
ลืมไปแล้วอ่ะ..
เปล่ากรูมิได้เป็นไร แต่อาม่าเป็น
จริง.จริงแล้วเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมามันควรจะเป็นวันหยุดพักร้อนของครอบครัว
ทุกคนวางแผนกันจะไปเที่ยวหัวหิน..ว่ายน้ำ..เข้าสปา..ทำตัวตามสบายและขี้เกียจ
แต่ทุกอย่างต้องหยุดกระทันหันเมื่อกรูตัดสินใจพาอาม่าไปโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ 1 คืน
ในฐานะ..อาหารเป็นพิษ
แต่หลังจากตรวจเลือด ผลปรากฎว่า อาม่าต้องนอนต่ออย่างไม่มีกำหนดเพราะหมอตรวจเจอภาวะไตเป็นพิษ
โชคดีมากที่เราพาอาม่าไปวันนั้น เพราะถ้าช้าไปอีกนิดเดียว อาม่าก็จะมีเพื่อนชื่อ..ไตวายเฉียบพลัน
(-__-") ...
เปล่า..ไม่ได้จะเล่าเรื่องอาม่าไม่สบายหรอก แต่อยากเล่าเรื่องการทำการตลาดของโรงพยาบาลที่เราไปพักกัน
ห้องที่เราไปพักกันนั้นอยู่บนชั้น 15 วิวสวยมองเห็นได้จนเหมือน.สุดขอบฟ้า.(มองเห็นปล่องของโรงงานลิบ.ลิบ)
สนนราคาอยู่ที่ 4700บาท ต่อคืนซึ่งราคานี้รวมถึง
ขนมในถาดบนโต๊ะอาหาร ชาลิปตัน กาแฟ น้ำตาล หลอด แก้วน้ำ กระดาษทิชชู่
ในตู้เย็นก็จะมีน้ำเปล่า 6 ขวด น้ำผลไม้ยี่ห้อ ทิปโก้ 4 กล่อง นม 3 กล่อง
หนังสือพิมพ์ ...ทั้งหมดนี้มีของใหม่ให้ทุกวัน
นอกจากนั้น ทีวีในห้องก็มีช่อง National Geographic, HBO
Cenemax, CNN การ์ตูน และอโรคาปาร์ตี้ตลอดวัน
พนักงานทำความสะอาดห้องและห้องน้ำวันละสองรอบ
พยาบาลและหมอแวะเวียนมาตลอดเวลา
ก่อนเข้าห้องก็จะเคาะประตูเป็นจังหวะ .ก๊อก.ก๊อก.ก๊อก
(เสียงพูด).ขออนุญาติเข้ามาทำความสะอาดค่ะ
ขออนุญาติเข้ามา......ค่ะ ตลอดวัน
เฮ้อ..จะมารยาทดีกันไปถึงไหน
10วันที่อยู่โรงพยาบาล เป็น10วันที่กูโทรมมาก
ใส่แว่น หัวฟูไม่สระผม ใส่ชุดนอน แล้วก็ไม่แปรงฟัน
เพราะด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ กรูต้องพร้อมที่จะนอนตลอดเวลา เนื่องจากกลางคืนจะไม่ได้นอน
ด้วยสภาพแบบนั้น กูก็เดินไปมาทั่วโรงพยาบาล ชั้น 1-15
น่าแปลก..พนักงานทุกคนในโรงพยาบาลล้วนยิ้มให้กรู
เอ..จะว่าหน้าตาดี..ก็ไม่ใช่
รึเค้าคิดว่ากูบ้า ก็ไม่น่าจะใช่อีก
สรุปคือ เค้าถูกฝึกมาให้เป็นแบบนั้น พบเจอลูกค้าต้องยิ้ม แม้ลูกค้าจะโทรมขนาดไหนก็ตาม
ก่อนกลับพยาบาลถือแบบสอบถามมาให้
คำถามส่วนใหญ่คือความประทับใจทางด้านไหนที่คุณได้จากโรงพยาบาลนี้
ส่วนใหญ่ของกูก็คือด้านการบริการอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ในช่องความเห็นเกี่ยวกับทักษะการให้การรักษาของหมอ กรูกับตอบว่า..
..เฉย.เฉย
เอ..ตกลงเรามาโรงพยาบาลเพราะอะไรกันน้า
ลืมไปแล้วอ่ะ..
Friday, July 18, 2008
สังคม hi5
โอ๊ยยย..กูจะบ้า
หลังจากถูกชักชวนให้เข้ามาร่วมสังคมในblog โดยอีนังบัวหัวโตแล้ว
วันเวลามันก็ผ่านไปนานเป็นปี พวกเรามีเพื่อนร่วมบล๊อกที่ปรากฏกายออกมาเม้นท์กันก็ไม่กี่คน
แต่พวกเราก็มีความสุขกับสังคมง่ายๆ ..เร้นลับ..เฉพาะเราๆ
หลังจากเข้ามาทำตัวน้ำเน่าในบล๊อกได้ไม่นาน เพื่อนสนิทคนนึงก็บอกให้เข้ามาดูของมันมั่ง
มันบอก..hi5...
โห..ห..กูบอกตัวเอง หลังจากเข้าไปเยี่ยมเยียนมัน
หรูหรา เพื่อนฝูงมากมาย คนเม้นท์เยอะแยะ เหมือนออนเอ็มพร้อมกันทีเดียว 20 คน
ที่สำคัญ... รูปเพียบ
แต่มันมีปัญหาสำหรับกูอย่างนึง นั่นคือนอกจากบล๊อกที่กูใช้ประจำแล้วกูไม่เคยจำรหัสผ่านของเวบอื่นได้เลย
hi5.เพื่อนกูจึงไม่เคยมีชื่อกูปรากฎกายอยู่
Blog.กูก็ไม่เคยมีชื่อใครปรากฏนอกจาก บัวกะเดียร์
นั่นก็คงด้วยเหตุผลเดียวกัน คือจำรหัสผ่านไม่ได้(มีใครเหมือนกูบ้างกรุณาปรากฎกาย)
แต่ด้วยเหตุผลที่อยากปรากฎกายให้เพื่อนเห็นบ้าง ให้มันรู้ว่าจิงจิงกูก็..ใส่ใจ
จึงเริ่มสมัครใช้ hi5 อย่างจิงจัง
โอ๊ยย...กูจะบ้า
หลังจากกูเล่น hi5แล้ว ก็พบว่ามันน่ากลัวมาก
มีคนที่กูไม่รู้จักมากมาย มาขอเป็นเพื่อน โอยย หมีตื่นกลัว หมีตื่นตัว(-__-"")
แต่การติดต่อกันผ่านอินเตอร์เนตมันก็ดีตรงที่ เราสามารถคลิก No Thanks แทนที่จะเป็น Accept ได้โดยไม่ลังเลกับคนที่เราเคยเห็นหน้า
ย้ำ ..แค่เคยเห็นหน้าแล้วก็เห็นกันผ่านคอมด้วย รูปร่าง 3 มิติของมึงเป็นยังไงกูยังไม่รู้เลย แล้วกรูจะเป็นเพื่อนกับมึงได้ยังไงฟระ
แต่ข้อดีของ hi5 ก็คือ เรารู้สึกใกล้ชิดกับเพื่อนของเรามากขึ้น แทนที่จะเป็นแค่การส่งเมล์ฟอร์เวิร์ดกันไปมา
“เหมือนได้คุยกันทุกวัน”..มันบอก
เรื่องน่าขำของ hi5 สำหรับกูก็คือ สังคม hi5 เป็นสังคมที่ใหญ่มาก ใหญ่ขนาดที่บางคนมีเพื่อนเป็นพันคน (ไรจะขนาดนั้นนะ กูมีแค่ 9 เองเนี่ย)
..มันได้ทักกันบ้างมั๊ยนะ
บางคนคงลิงค์กันไปมาแล้วเห็นกันก็อดที่จะ Add friends เพิ่มไว้ไม่ได้
รายชื่อเพื่อนในhi5 เลยมีคนที่ไม่ชอบหน้าอยู่เต็มไปหมด
และสำหรับน้องกู คนที่ถึงกับรำพันใน space ว่า “กูไม่ชอบ hi5” ก็ยังเริ่มเล่น และมีเพื่อนเป็นร้อยคน
เปล่าน้า...ไม่ได้เสียดสี
แต่ทุกครั้งที่เล่นก็มีความรู้สึกบางอย่างควบคู่ไปกับความสนุก
รู้สึกเหมือนเข้าไปยืนอยู่ในพื้นที่สาธารณะท่ามกลางผู้คนที่เราไม่สนิท บางครั้งก็รู้สึกเขิน.เขิน ที่จะพูดหรือเขียนไรออกไป
มันทำให้กูนึกถึงชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ (กรุณากลับไปอ่านในหัวข้อ freinds เดือน june 2007) ฮี่ ฮี่
มันมีไรบ้างนะ
A friend of mine
Classmate
Old friend
Closest friend
Best friend
Co-worker
A lot in common
Fun to be with
และสุดท้ายที่กูจำได้ขึ้นใจ
just some one I know [acquaintance]
หลังจากถูกชักชวนให้เข้ามาร่วมสังคมในblog โดยอีนังบัวหัวโตแล้ว
วันเวลามันก็ผ่านไปนานเป็นปี พวกเรามีเพื่อนร่วมบล๊อกที่ปรากฏกายออกมาเม้นท์กันก็ไม่กี่คน
แต่พวกเราก็มีความสุขกับสังคมง่ายๆ ..เร้นลับ..เฉพาะเราๆ
หลังจากเข้ามาทำตัวน้ำเน่าในบล๊อกได้ไม่นาน เพื่อนสนิทคนนึงก็บอกให้เข้ามาดูของมันมั่ง
มันบอก..hi5...
โห..ห..กูบอกตัวเอง หลังจากเข้าไปเยี่ยมเยียนมัน
หรูหรา เพื่อนฝูงมากมาย คนเม้นท์เยอะแยะ เหมือนออนเอ็มพร้อมกันทีเดียว 20 คน
ที่สำคัญ... รูปเพียบ
แต่มันมีปัญหาสำหรับกูอย่างนึง นั่นคือนอกจากบล๊อกที่กูใช้ประจำแล้วกูไม่เคยจำรหัสผ่านของเวบอื่นได้เลย
hi5.เพื่อนกูจึงไม่เคยมีชื่อกูปรากฎกายอยู่
Blog.กูก็ไม่เคยมีชื่อใครปรากฏนอกจาก บัวกะเดียร์
นั่นก็คงด้วยเหตุผลเดียวกัน คือจำรหัสผ่านไม่ได้(มีใครเหมือนกูบ้างกรุณาปรากฎกาย)
แต่ด้วยเหตุผลที่อยากปรากฎกายให้เพื่อนเห็นบ้าง ให้มันรู้ว่าจิงจิงกูก็..ใส่ใจ
จึงเริ่มสมัครใช้ hi5 อย่างจิงจัง
โอ๊ยย...กูจะบ้า
หลังจากกูเล่น hi5แล้ว ก็พบว่ามันน่ากลัวมาก
มีคนที่กูไม่รู้จักมากมาย มาขอเป็นเพื่อน โอยย หมีตื่นกลัว หมีตื่นตัว(-__-"")
แต่การติดต่อกันผ่านอินเตอร์เนตมันก็ดีตรงที่ เราสามารถคลิก No Thanks แทนที่จะเป็น Accept ได้โดยไม่ลังเลกับคนที่เราเคยเห็นหน้า
ย้ำ ..แค่เคยเห็นหน้าแล้วก็เห็นกันผ่านคอมด้วย รูปร่าง 3 มิติของมึงเป็นยังไงกูยังไม่รู้เลย แล้วกรูจะเป็นเพื่อนกับมึงได้ยังไงฟระ
แต่ข้อดีของ hi5 ก็คือ เรารู้สึกใกล้ชิดกับเพื่อนของเรามากขึ้น แทนที่จะเป็นแค่การส่งเมล์ฟอร์เวิร์ดกันไปมา
“เหมือนได้คุยกันทุกวัน”..มันบอก
เรื่องน่าขำของ hi5 สำหรับกูก็คือ สังคม hi5 เป็นสังคมที่ใหญ่มาก ใหญ่ขนาดที่บางคนมีเพื่อนเป็นพันคน (ไรจะขนาดนั้นนะ กูมีแค่ 9 เองเนี่ย)
..มันได้ทักกันบ้างมั๊ยนะ
บางคนคงลิงค์กันไปมาแล้วเห็นกันก็อดที่จะ Add friends เพิ่มไว้ไม่ได้
รายชื่อเพื่อนในhi5 เลยมีคนที่ไม่ชอบหน้าอยู่เต็มไปหมด
และสำหรับน้องกู คนที่ถึงกับรำพันใน space ว่า “กูไม่ชอบ hi5” ก็ยังเริ่มเล่น และมีเพื่อนเป็นร้อยคน
เปล่าน้า...ไม่ได้เสียดสี
แต่ทุกครั้งที่เล่นก็มีความรู้สึกบางอย่างควบคู่ไปกับความสนุก
รู้สึกเหมือนเข้าไปยืนอยู่ในพื้นที่สาธารณะท่ามกลางผู้คนที่เราไม่สนิท บางครั้งก็รู้สึกเขิน.เขิน ที่จะพูดหรือเขียนไรออกไป
มันทำให้กูนึกถึงชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ (กรุณากลับไปอ่านในหัวข้อ freinds เดือน june 2007) ฮี่ ฮี่
มันมีไรบ้างนะ
A friend of mine
Classmate
Old friend
Closest friend
Best friend
Co-worker
A lot in common
Fun to be with
และสุดท้ายที่กูจำได้ขึ้นใจ
just some one I know [acquaintance]
Friday, July 11, 2008
Blog
70%ของบล๊อกคุณเป็นเรื่องแบบไหน? 70% ของบล๊อกกรูเป็นเรื่องเหงาๆ หาสาระไม่ได้
อ้าว.อ้าว. ก็บล๊อกมันเป็นเหมือนไดอารี่ใช่มั๊ยล่ะ ก็แล้วใครเคยเขียนเรื่องมีสาระลงไดอารี่ตัวเองบ้าง
ถ้าคำตอบคือเคย กรุณาเลิกอ่านซะตั้งแต่ตอนนี้ เพราะคุณเป็นมนุษย์คนละประเภทกับเรา(กู)
บางครั้งบางคราว ที่กรูมีเวลาว่างมากเหลือเกิน ก็กลับไปเปิดอ่านบล๊อกเก่าๆ ของตัวเอง
บางอันอ่านไป.อมยิ้มไป หลายอันอ่านแล้วอยากลบทิ้งซะเหลือเกิน ไม่นึกไม่ฝันว่าทำไมตัวเอง
ถึงเขียนลงไปด๊ายยยย
ไร้สาระน่ะแน่นอน น้ำเน่านี่เรื่องปรกติ แต่โคตรหดหู่นั่นมันใครกัน ทำไมกรูถึงไร้ยางอายขนาดเขียนเรื่องแบบนี้ประจานตัวเอง
นั่นดิ..ทำไม
เคยเขียนไดอารี่ด้วยความรู้สึกเหมือนกับว่า ซักวันต้องมีใครมาอ่านมั๊ย?
กูเขียนด้วยความรู้สึกนั้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ความลับที่เป็นความลับที่สุดมันก็จะยังคงอยู่ในใจกู ไม่ใช่ในไดอารี่
ความลับไม่มีในโลกหรอก เชื่อกูเถอะ
และบางครั้ง ความลับในใจมันมากมายจนเก็บไม่ไหว กูก็จะทยอยเล่าให้คนนั้นคนนี้ฟังไปเรื่อยเปื่อย
แต่คนที่ฟังไม่มีใครที่รู้สึกว่า เรื่องที่กูเล่านั้น จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องสำคัญเพียงใด
เรื่องบางเรื่องมันไกลตัวเราเกินไปซะจน ไม่คิดเอามาเก็บให้รกสมอง เข้าหูซ้าย ก็ทะลุหูขวา
เค้าไม่รู้ตัวหรอกว่ากูกำลังเล่าความลับสุดยอดให้ฟัง(ของกู)
ด้วยเหตุนี้ความลับของหมี จึงไม่มีในโลก
ดังนั้นการเขียนบล๊อกจึงเป็นเหมือนการบำบัดจิต ได้ระบายของเน่าในใจออกวันละนิดวันละหน่อย
ตัวเบาขึ้น มันก็แบกของใหม่ได้ง่ายขึ้น แต่ทีนี้ กรรมเวรก็จะตกอยู่กับพี่น้อง พ้องเพื่อนที่เข้ามาบล๊อกกู
และพบว่า เฮ้อ.อีกแระ ไอ้เก่งแม่งจิตตกอีกแระ น่าเบื่อว่ะ
พี่น้องคับ กูพยายามแล้ว แต่ล้มเหลวเกือบทุกครั้ง หลายครั้งหลายหนเหลือเกินที่กูพบว่า
ความทุกข์ แม่งเล่าง่ายกว่าความสุขว่ะ..
กูเอง
อ้าว.อ้าว. ก็บล๊อกมันเป็นเหมือนไดอารี่ใช่มั๊ยล่ะ ก็แล้วใครเคยเขียนเรื่องมีสาระลงไดอารี่ตัวเองบ้าง
ถ้าคำตอบคือเคย กรุณาเลิกอ่านซะตั้งแต่ตอนนี้ เพราะคุณเป็นมนุษย์คนละประเภทกับเรา(กู)
บางครั้งบางคราว ที่กรูมีเวลาว่างมากเหลือเกิน ก็กลับไปเปิดอ่านบล๊อกเก่าๆ ของตัวเอง
บางอันอ่านไป.อมยิ้มไป หลายอันอ่านแล้วอยากลบทิ้งซะเหลือเกิน ไม่นึกไม่ฝันว่าทำไมตัวเอง
ถึงเขียนลงไปด๊ายยยย
ไร้สาระน่ะแน่นอน น้ำเน่านี่เรื่องปรกติ แต่โคตรหดหู่นั่นมันใครกัน ทำไมกรูถึงไร้ยางอายขนาดเขียนเรื่องแบบนี้ประจานตัวเอง
นั่นดิ..ทำไม
เคยเขียนไดอารี่ด้วยความรู้สึกเหมือนกับว่า ซักวันต้องมีใครมาอ่านมั๊ย?
กูเขียนด้วยความรู้สึกนั้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ความลับที่เป็นความลับที่สุดมันก็จะยังคงอยู่ในใจกู ไม่ใช่ในไดอารี่
ความลับไม่มีในโลกหรอก เชื่อกูเถอะ
และบางครั้ง ความลับในใจมันมากมายจนเก็บไม่ไหว กูก็จะทยอยเล่าให้คนนั้นคนนี้ฟังไปเรื่อยเปื่อย
แต่คนที่ฟังไม่มีใครที่รู้สึกว่า เรื่องที่กูเล่านั้น จริงๆแล้วมันเป็นเรื่องสำคัญเพียงใด
เรื่องบางเรื่องมันไกลตัวเราเกินไปซะจน ไม่คิดเอามาเก็บให้รกสมอง เข้าหูซ้าย ก็ทะลุหูขวา
เค้าไม่รู้ตัวหรอกว่ากูกำลังเล่าความลับสุดยอดให้ฟัง(ของกู)
ด้วยเหตุนี้ความลับของหมี จึงไม่มีในโลก
ดังนั้นการเขียนบล๊อกจึงเป็นเหมือนการบำบัดจิต ได้ระบายของเน่าในใจออกวันละนิดวันละหน่อย
ตัวเบาขึ้น มันก็แบกของใหม่ได้ง่ายขึ้น แต่ทีนี้ กรรมเวรก็จะตกอยู่กับพี่น้อง พ้องเพื่อนที่เข้ามาบล๊อกกู
และพบว่า เฮ้อ.อีกแระ ไอ้เก่งแม่งจิตตกอีกแระ น่าเบื่อว่ะ
พี่น้องคับ กูพยายามแล้ว แต่ล้มเหลวเกือบทุกครั้ง หลายครั้งหลายหนเหลือเกินที่กูพบว่า
ความทุกข์ แม่งเล่าง่ายกว่าความสุขว่ะ..
กูเอง
Monday, July 07, 2008
Wednesday, July 02, 2008
หัวหิน..ราง.ราง

คือ.ไปเที่ยวหัวหินมา กินฟรี นอนฟรีอยู่ 2 วัน 1 คืน
ไปเที่ยวทะเล แต่ไม่ได้เล่นน้ำเลยอ่ะ ยังดีที่ได้เหยียบทราย(ใส่รองเท้าผ้าใบอยู่)
ไปเที่ยวทะเล น้ำทะเลไม่สวย แต่ฟ้าสวยโคตร อีกทั้งพบเจอกระรอกตัวใหญ่โคตร
และสิ่งที่เป็นที่นึกถึงสำหรับทริปนี้คือ อาหารกับ..เพื่อน
สำหรับอาหาร ใครไปเที่ยวหัวหินแล้วไม่มีที่กิน กรุณาโทรมาถามรับรองไม่ผิดหวัง
สำหรับเพื่อน..ด้วยความเมาขี้ตาของมันรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่มันหลุดปากบอกกูว่า..กูเป็นคนไม่ใส่ใจ(ใคร)
..งั้นเหยอ T^T
ในขณะที่บทสนทนาของเราจบลงแค่นั้น แต่ในใจของกูกับคิดไปไกล
..แล้วกูไม่ใส่ใจใครบ้างเนี่ย
เป็นผลให้อาการนอนไม่หลับที่มีอยู่ก่อนยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก
..คืนนั้นกูหลับไปประมาณ 2 ชั่วโมง ที่เหลือนอนตาปริบ.ปริบ
กลับมาบ้าน 2 วันก็ยังนอนไม่ค่อยจะหลับ
และมันทำให้กูเป็นหวัดเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ (สันนิษฐานเอาเอง)
ปวดหัว เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไข้ขึ้น
จำเป็นต้องหยุดงานนอนเฉยๆอยู่บนบ้าน 2 วัน
หัวสมองครุ่นคิคว่า
ทำไม..กรูต้องรู้จักตัวเองผ่านสายตาคนอื่นอยู่เสมอ..
..เฮ้อ..
Tuesday, June 03, 2008
น้องเต่า ในเกาะกาลาปากอส
รู้จักเกาะกาลาปากอสตั้งแต่ตอนสมัยเรียนมหาลัยปี4 จำไม่ได้ว่าทำไมถึงทำเรื่องยากๆ ที่ตัวเองไม่เคยรู้จักอย่าง ทฤษฎีวิวัฒนาการ ของคุณพี่ ชาร์ล ดาร์วิน รู้แต่ว่ามันเป็นหนังสือพิมพ์ที่ต้องทำส่งอาจารย์ก่อนจบ และมันดันเป็นหนังสือพิมพ์เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หมู่เกาะกาลาปากอส เลยดูน่าสนใจขึ้นมาทันทีในฐานะมรดกโลก
แฮ่ม!! และนี่คือความรู้ขั้นพื้นฐานของหมู่เกาะกาลาปากอส
กาลาปากอสเป็นชื่อของหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งของประเทศเอกวาดอร์ประมาณ 1000 กิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะทั้งสิ้น 19 เกาะ เป็นหมู่เกาะที่มีสัตว์หายากเนื่องจากสภาพแวดล้อมของมันบีบบังคับให้สัตว์และพืชทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนเกาะ ต้องวิวัฒนาการตัวเองเพื่อความอยู่รอด (ตามทฤษฎีเป๊ะ!!)
สัตว์ชนิดแรกได้แก่เต่ายักษ์ที่เป็นเหมือนโลโก้ของกาลาปากอส นอกจากตัวจะโตมาก น้ำหนักเกือบ300กิโลแล้ว รูปร่างของกระดองมันโดยเฉพาะตรงส่วนคอก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเต่าทั่วโลก
เพราะกระดองของมันเว้าสูง ซู๊งสูง ทั้งนี้เพื่อสะดวกต่อการยืดคอกินพืชตามต้นไม้ที่สูงกว่าปรกติ ส่วนนกบนเกาะกาลาปากอสก็ไม่เหมือนนกทั่วไปตรงจงอยปาก ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อสะดวกต่อการกินเหมือนกัน
ตามทฤษฎีของพี่ชาร์ล เท่าที่ตรูจำได้ท่านบอกว่า นกและเต่าพวกนี้ต่างก็เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามทวีปนั้น จนกระทั่งพวกมันยกพลขึ้นบกที่กาลาปากอส ทำให้ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่กินอยู่ลำบากกว่าที่่อื่น เนื่องจากเกาะกาลาปากอสเป็นหมู่เกาะที่เป็นถิ่นของภูเขาไฟ (หรือว่าเกาะมันเกิดจากภูเขาไฟก็จำไม่ได้) ตัวที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ก็ตายซะ ส่วนตัวที่เหลือรอดอยู่ก็กลายเป็นของแปลกไป
สัตว์อีกชนิดที่อดนึกถึงไม่ได้ถ้าพูดถึงเกาะกาลาปากอส นั่นคือกิ้งก่ายักษ์ หรือที่เรารู้จักกันในนาม อีกัวน่า ตัวมันก็ใหญ่มหึมาไม่ผิดกับเต่า แถมยังอยู่กันเป็นฝูงใหญ่ๆ เห็นทีไรนึกถึงตัวเอี้ย ในประเทศไทยทุกที
กรุณาอย่าเพิ่งเบื่อ หรือคิดว่าวันนี้กรูอยากมีสาระ แต่..เนื่องจากเดือนที่ผ่านมามีการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนกันมากเหลือเกิน แถมยังมีข่าวธรรมชาติวิปโยคอยู่เป็นระยะ ที่นั่นที่นี่
กรูก็เป็นหมีที่ดีตัวหนึ่ง ก็อยากจะออกมาป่าวร้องให้รู้ว่าเป็นห่วงโลกกับเค้าบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะบ่นเรื่องอะไร
จนกระทั่งเห็นข่าว..
ภูเขาไฟระเบิดที่เกาะกาลาปากอส อ้าว อ้าว กรูรู้จักนี่หว่า เขียนเลย เขียนเลย
ปัจจุบันหมู่เกาะกาลาปากอส ถูกบุกรุกโดยนักท่องเที่ยวเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ธรรมชาติบนหมู่เกาะไม่มีโอกาสพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูตัวเอง และบางทีการที่ภูเขาไฟระเบิดครั้งนี้ก็อาจเป็นการปกป้องตัวเองของเกาะ เป็นการร้องทุกต่อโลกเพื่อให้ไอ้มนุษย์ที่บ้าความสวยงามของธรรมชาติ แต่ไม่รู้จักรักษาธรรมชาติเกิดความขลาดกลัวที่จะไปเที่ยว
เพียงอย่างเดียวที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่แต่ต้องมารับกรรมด้วยคือบรรดาสัตว์และพืชทั้งหลาย ที่อุตส่าสู้ทนพัฒนาตัวเองจนพอจะอยู่รอดได้ ..ก็ต้องมาปรับตัวกันใหม่อีกครั้ง
ก่อนจบการรายงานข่าวของหมู่เกาะกาลาปากอส มีรายงานข่าวว่า เค้ากำลังจะอพยพน้องเต่ายักษ์ออกจากเกาะ ทำให้หมีอย่างกรูนึกสงสารอีกัวน่าขึ้นมาจับใจ มันคงกำลังชูคอดูลาวาที่ไหลมาจากเขาแล้วนึกอยู่ว่า จะมีใครนึกถึงกูบ้างมั๊ยน๊าาาาาา อยู่รึป่าว?
แฮ่ม!! และนี่คือความรู้ขั้นพื้นฐานของหมู่เกาะกาลาปากอส
กาลาปากอสเป็นชื่อของหมู่เกาะที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งของประเทศเอกวาดอร์ประมาณ 1000 กิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะทั้งสิ้น 19 เกาะ เป็นหมู่เกาะที่มีสัตว์หายากเนื่องจากสภาพแวดล้อมของมันบีบบังคับให้สัตว์และพืชทั้งหลายที่อาศัยอยู่บนเกาะ ต้องวิวัฒนาการตัวเองเพื่อความอยู่รอด (ตามทฤษฎีเป๊ะ!!)

สัตว์ชนิดแรกได้แก่เต่ายักษ์ที่เป็นเหมือนโลโก้ของกาลาปากอส นอกจากตัวจะโตมาก น้ำหนักเกือบ300กิโลแล้ว รูปร่างของกระดองมันโดยเฉพาะตรงส่วนคอก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเต่าทั่วโลก
เพราะกระดองของมันเว้าสูง ซู๊งสูง ทั้งนี้เพื่อสะดวกต่อการยืดคอกินพืชตามต้นไม้ที่สูงกว่าปรกติ ส่วนนกบนเกาะกาลาปากอสก็ไม่เหมือนนกทั่วไปตรงจงอยปาก ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อสะดวกต่อการกินเหมือนกัน
ตามทฤษฎีของพี่ชาร์ล เท่าที่ตรูจำได้ท่านบอกว่า นกและเต่าพวกนี้ต่างก็เป็นสายพันธุ์เดียวกับที่เราพบเห็นได้ทั่วไปตามทวีปนั้น จนกระทั่งพวกมันยกพลขึ้นบกที่กาลาปากอส ทำให้ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่กินอยู่ลำบากกว่าที่่อื่น เนื่องจากเกาะกาลาปากอสเป็นหมู่เกาะที่เป็นถิ่นของภูเขาไฟ (หรือว่าเกาะมันเกิดจากภูเขาไฟก็จำไม่ได้) ตัวที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ก็ตายซะ ส่วนตัวที่เหลือรอดอยู่ก็กลายเป็นของแปลกไป
สัตว์อีกชนิดที่อดนึกถึงไม่ได้ถ้าพูดถึงเกาะกาลาปากอส นั่นคือกิ้งก่ายักษ์ หรือที่เรารู้จักกันในนาม อีกัวน่า ตัวมันก็ใหญ่มหึมาไม่ผิดกับเต่า แถมยังอยู่กันเป็นฝูงใหญ่ๆ เห็นทีไรนึกถึงตัวเอี้ย ในประเทศไทยทุกที
กรุณาอย่าเพิ่งเบื่อ หรือคิดว่าวันนี้กรูอยากมีสาระ แต่..เนื่องจากเดือนที่ผ่านมามีการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนกันมากเหลือเกิน แถมยังมีข่าวธรรมชาติวิปโยคอยู่เป็นระยะ ที่นั่นที่นี่
กรูก็เป็นหมีที่ดีตัวหนึ่ง ก็อยากจะออกมาป่าวร้องให้รู้ว่าเป็นห่วงโลกกับเค้าบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะบ่นเรื่องอะไร
จนกระทั่งเห็นข่าว..
ภูเขาไฟระเบิดที่เกาะกาลาปากอส อ้าว อ้าว กรูรู้จักนี่หว่า เขียนเลย เขียนเลย
ปัจจุบันหมู่เกาะกาลาปากอส ถูกบุกรุกโดยนักท่องเที่ยวเกือบตลอดทั้งปี ทำให้ธรรมชาติบนหมู่เกาะไม่มีโอกาสพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูตัวเอง และบางทีการที่ภูเขาไฟระเบิดครั้งนี้ก็อาจเป็นการปกป้องตัวเองของเกาะ เป็นการร้องทุกต่อโลกเพื่อให้ไอ้มนุษย์ที่บ้าความสวยงามของธรรมชาติ แต่ไม่รู้จักรักษาธรรมชาติเกิดความขลาดกลัวที่จะไปเที่ยว
เพียงอย่างเดียวที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่แต่ต้องมารับกรรมด้วยคือบรรดาสัตว์และพืชทั้งหลาย ที่อุตส่าสู้ทนพัฒนาตัวเองจนพอจะอยู่รอดได้ ..ก็ต้องมาปรับตัวกันใหม่อีกครั้ง
ก่อนจบการรายงานข่าวของหมู่เกาะกาลาปากอส มีรายงานข่าวว่า เค้ากำลังจะอพยพน้องเต่ายักษ์ออกจากเกาะ ทำให้หมีอย่างกรูนึกสงสารอีกัวน่าขึ้นมาจับใจ มันคงกำลังชูคอดูลาวาที่ไหลมาจากเขาแล้วนึกอยู่ว่า จะมีใครนึกถึงกูบ้างมั๊ยน๊าาาาาา อยู่รึป่าว?
Tuesday, April 29, 2008
ถึงเดียไม่เกี่ยวกับบัวเลย
บัวส่ง link งานของเดียร์มาให้
เด็กบ้านนอกไม่เคยพบเคยเห็น e-mag มาก่อน ปรกติวิสัยคือเสียเงินซื้อ
..ชอบมากกกกก
เท่จัง เหมือนถือหนังสืออยู่ในมือจิงๆ
อ่านจบแล้วพี่ก็เลยอยากตอบคำถามของหน้า 3
..แต่ไม่กล้า
เลยเข้ามาอัพในบลอคตัวเอง
..จะตอบละน้า
"เมื่อนึกถึง By Your Side คุณนึกถึงอะไร"
ตอบ..นึกถึงเดีย (ฮิ้วววววว โห่ตัวเอง)
จิงจิงนะ พี่หมีไม่โกหกเพราะทั้งเล่มนอกจากน้อง"ใจ"แล้ว
อ่านไรก็ไม่เข้าหัว
..โง่อ่ะ
แต่ของรางวัลน่าสนใจมากเลย
ไม่รู้ว่าพี่ บอกอ จะอนุโลมให้ตอบในบลอคตัวเองได้ป่าวเนี่ย
ขอบคุณก๊าบบบบบ
เด็กบ้านนอกไม่เคยพบเคยเห็น e-mag มาก่อน ปรกติวิสัยคือเสียเงินซื้อ
..ชอบมากกกกก
เท่จัง เหมือนถือหนังสืออยู่ในมือจิงๆ
อ่านจบแล้วพี่ก็เลยอยากตอบคำถามของหน้า 3
..แต่ไม่กล้า
เลยเข้ามาอัพในบลอคตัวเอง
..จะตอบละน้า
"เมื่อนึกถึง By Your Side คุณนึกถึงอะไร"
ตอบ..นึกถึงเดีย (ฮิ้วววววว โห่ตัวเอง)
จิงจิงนะ พี่หมีไม่โกหกเพราะทั้งเล่มนอกจากน้อง"ใจ"แล้ว
อ่านไรก็ไม่เข้าหัว
..โง่อ่ะ
แต่ของรางวัลน่าสนใจมากเลย
ไม่รู้ว่าพี่ บอกอ จะอนุโลมให้ตอบในบลอคตัวเองได้ป่าวเนี่ย
ขอบคุณก๊าบบบบบ
Saturday, April 26, 2008
ฝนตกทำมาย หมีไม่ทันตั้งตัว
อาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ต้องเป็นแฟนรายการพยากรณ์อากาศพวกเราก็สามารถตรัสรู้ได้ว่ามีเหตุการณ์ผิดปรกติเกิดขึ้นกับลมกับฟ้า
..พายุฤดูร้อนจากจีนมันพัดมา
เค้าว่างั้น หมีอย่างตรูได้แต่พยักหน้ารับรู้ เพราะเมื่อวานอากาศยังร้อนนรกแตกอยู่เลย
คุยกับบัว มันก็บอกว่าฝนตกแถวบ้านแรงมาก แถมมีฟ้าร้องคำราม
..ตรูก็พยักหน้าเข้าใจ
แต่พอวันพฤหัสที่ผ่านมา ฟ้าดำทะมึนลอยละล่องมาหน้าร้านราดหน้า แถวๆวัดพุธซอย1
เสียงผู้คนร่ำร้องให้เก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ ลมพัดกรรโชกแรงหอบเอาฝุ่นคลุ้งไปทั่วซอย(ฟังดูแถวร้านบ้านนอกจัง) แล้วฟ้าก็ผ่า..เปรี้ยงงงง!! จนจูดี้ตกใจวิ่งวุ่นไปทั้งร้าน
ตามประสาเจ้าของร้านที่ดี ข้าเจ้าจึงเดินลงมาบอกให้ทุกคนเตรียมตัวรับสถานการณ์ได้แก่
..ปิดฝาหม้อ
..คลุมผ้าพลาสติก
..เลื่อนหลังคารองน้ำฝน และบลาาาาาาาาาา
กระหยิ่มยิ้มย่องเดินขึ้นบ้าน ด้วยนึกว่าตัวเองช่างเตรียมตัวพร้อมเสียนี่กระไร
15 นาทีผ่านไป...เริ่มต้นด้วยเสียงกรีดร้องของพี่คิด
น้ำท่วมมมมม!!!!!!!!!!!
ภาพที่เห็นตอนลงมาชั้นล่างแล้วทำเอาตรูงงงวยไปพักนึง
..ใครย้ายน้ำตกมาไว้ที่ร้านกูวะ
แต่พอสมองทำงานทันตาเห็นแล้วถึงได้รู้ว่า รางน้ำมันระบายไม่ทันจึงเกิดอาการล้นเป็นน้ำตก
และเหมือนงานเลี้ยงเพิ่งเริ่มต้น ทุกคนเพิ่งรู้สึกตัว ต่างคนต่างเปิดฝาท่อเพื่อเช็คระดับน้ำ
..แต่ไม่ทันเสียแล้ว
น้ำมันเอ่อขึ้น เอ่อขึ้น พร้อมๆกับเสียงลูกน้องของกูตะโกนลั่นร้านว่า ล้นแล้ว ล้นแล้ว
..เออ! กูรู้แล้ว
เมื่อรู้ว่าทำอันใดไม่ได้แล้ว จึงสั่งการให้ทุกคนถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดและย้ายของที่เปียกน้ำได้ขึ้นโต๊ะ
..ของอย่างแรกคือ อีนังจูดี้(T_T) อีหมาเกะกะ
หลังจากอารมณ์เซ็งที่เกิดจากน้ำท่วมร้านอย่างไม่คาดคิดเปลี่ยนมันก็เปลี่ยนเป็นครื้นเครงเฮฮาเมื่อทุกคนใส่รองเท้าบู๊ตและพากันกวาดน้ำด้วยความสนุกสนาน พร้อมกับหมีเจ้าเล่ห์อย่างกูพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
..ล้างร้านซะเลยดีก่า
1ชั่วโมงผ่านไป
ฝนหยุดตก ร้านแห้ง ขาวสะอาด ทุกคนเปียกปอน แต่อากาศชื้นๆในเวลาใกล้ปิดร้านทำให้ทุกคนมีความสุข อย่างน้อยคืนนี้ไม่ต้องร้อนนรกแตกอีกแล้ว
..คงเหลือแต่หมีบ้า ร่ำร้องตามลุงช่าง ให้แกมาทุบท่อเพื่อสร้างใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม
..เอาแบบคนลงไปเดินได้เลยลุง ตรูบอกลุงไปว่างั้น
1วันผ่านไป
หลังจากคิดค่าแรงจนปวดหัวลุงช่างกลับมาบอกว่า อย่าทุบเลยงานมันใหญ่ต้องหยุดร้านหลายวัน ล้างท่อเถอะเดี๋ยวลุงทำให้ ทำบ่อยๆเลย น้ำเสียงแบบเอาใจมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
และถึงแม้ว่าภาพน้ำตกหลังร้านจะยังตามหลอกหลอนตรูอยู่ แต่พอผ่านไปหนึ่งวัน อาการอยากแก้ปัญหาแบบให้แตกหักกันไปข้างหนึ่ง มันก็ค่อยๆหายไป
หลงเหลือไว้แต่อารมณ์ "ก็มิได้นำพา" จึงพยักหน้าตกลงกับลุงไป
เพราะอย่างน้อยทุบท่อ กับล้างท่อ ราคาที่ต้องจ่ายก็ต่างกันโขล่ะวะ อิอิ
..พายุฤดูร้อนจากจีนมันพัดมา
เค้าว่างั้น หมีอย่างตรูได้แต่พยักหน้ารับรู้ เพราะเมื่อวานอากาศยังร้อนนรกแตกอยู่เลย
คุยกับบัว มันก็บอกว่าฝนตกแถวบ้านแรงมาก แถมมีฟ้าร้องคำราม
..ตรูก็พยักหน้าเข้าใจ
แต่พอวันพฤหัสที่ผ่านมา ฟ้าดำทะมึนลอยละล่องมาหน้าร้านราดหน้า แถวๆวัดพุธซอย1
เสียงผู้คนร่ำร้องให้เก็บเสื้อผ้าที่ตากไว้ ลมพัดกรรโชกแรงหอบเอาฝุ่นคลุ้งไปทั่วซอย(ฟังดูแถวร้านบ้านนอกจัง) แล้วฟ้าก็ผ่า..เปรี้ยงงงง!! จนจูดี้ตกใจวิ่งวุ่นไปทั้งร้าน
ตามประสาเจ้าของร้านที่ดี ข้าเจ้าจึงเดินลงมาบอกให้ทุกคนเตรียมตัวรับสถานการณ์ได้แก่
..ปิดฝาหม้อ
..คลุมผ้าพลาสติก
..เลื่อนหลังคารองน้ำฝน และบลาาาาาาาาาา
กระหยิ่มยิ้มย่องเดินขึ้นบ้าน ด้วยนึกว่าตัวเองช่างเตรียมตัวพร้อมเสียนี่กระไร
15 นาทีผ่านไป...เริ่มต้นด้วยเสียงกรีดร้องของพี่คิด
น้ำท่วมมมมม!!!!!!!!!!!
ภาพที่เห็นตอนลงมาชั้นล่างแล้วทำเอาตรูงงงวยไปพักนึง
..ใครย้ายน้ำตกมาไว้ที่ร้านกูวะ
แต่พอสมองทำงานทันตาเห็นแล้วถึงได้รู้ว่า รางน้ำมันระบายไม่ทันจึงเกิดอาการล้นเป็นน้ำตก
และเหมือนงานเลี้ยงเพิ่งเริ่มต้น ทุกคนเพิ่งรู้สึกตัว ต่างคนต่างเปิดฝาท่อเพื่อเช็คระดับน้ำ
..แต่ไม่ทันเสียแล้ว
น้ำมันเอ่อขึ้น เอ่อขึ้น พร้อมๆกับเสียงลูกน้องของกูตะโกนลั่นร้านว่า ล้นแล้ว ล้นแล้ว
..เออ! กูรู้แล้ว
เมื่อรู้ว่าทำอันใดไม่ได้แล้ว จึงสั่งการให้ทุกคนถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดและย้ายของที่เปียกน้ำได้ขึ้นโต๊ะ
..ของอย่างแรกคือ อีนังจูดี้(T_T) อีหมาเกะกะ
หลังจากอารมณ์เซ็งที่เกิดจากน้ำท่วมร้านอย่างไม่คาดคิดเปลี่ยนมันก็เปลี่ยนเป็นครื้นเครงเฮฮาเมื่อทุกคนใส่รองเท้าบู๊ตและพากันกวาดน้ำด้วยความสนุกสนาน พร้อมกับหมีเจ้าเล่ห์อย่างกูพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
..ล้างร้านซะเลยดีก่า
1ชั่วโมงผ่านไป
ฝนหยุดตก ร้านแห้ง ขาวสะอาด ทุกคนเปียกปอน แต่อากาศชื้นๆในเวลาใกล้ปิดร้านทำให้ทุกคนมีความสุข อย่างน้อยคืนนี้ไม่ต้องร้อนนรกแตกอีกแล้ว
..คงเหลือแต่หมีบ้า ร่ำร้องตามลุงช่าง ให้แกมาทุบท่อเพื่อสร้างใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม
..เอาแบบคนลงไปเดินได้เลยลุง ตรูบอกลุงไปว่างั้น
1วันผ่านไป
หลังจากคิดค่าแรงจนปวดหัวลุงช่างกลับมาบอกว่า อย่าทุบเลยงานมันใหญ่ต้องหยุดร้านหลายวัน ล้างท่อเถอะเดี๋ยวลุงทำให้ ทำบ่อยๆเลย น้ำเสียงแบบเอาใจมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
และถึงแม้ว่าภาพน้ำตกหลังร้านจะยังตามหลอกหลอนตรูอยู่ แต่พอผ่านไปหนึ่งวัน อาการอยากแก้ปัญหาแบบให้แตกหักกันไปข้างหนึ่ง มันก็ค่อยๆหายไป
หลงเหลือไว้แต่อารมณ์ "ก็มิได้นำพา" จึงพยักหน้าตกลงกับลุงไป
เพราะอย่างน้อยทุบท่อ กับล้างท่อ ราคาที่ต้องจ่ายก็ต่างกันโขล่ะวะ อิอิ
Wednesday, April 16, 2008
หมีเหนื่อยแล้วนะ
หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่สามารถลากตัวเองมาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ได้
เพราะอากาศร้อนสุดสุด
และราดหน้ากับข้าวมันไก่ก็ขายดีสุดสุดเช่นกัน(ฮิ้ววววว)
อยากอัพบล๊อก อยากอัพบล๊อก ในใจมันร่ำร้องเช่นนั้น และยิ่งรู้สึกผิดเมื่อผองเพื่อนต่างก็เข้ามาปฎิบัติหน้าที่กันเรียบร้อยคนละหนึ่งบทความ
เอาวะ..ถ่างลูกกะตาเขียนสักประโยคละกัน แล้วก็ได้ออกมาแค่
...อากาศร้อนเกินไปเนอะ....ทำให้อีบัวเข้ามาโวยวายในคอมเม้นท์ไปหนึ่งยก
ดังนั้นวันนี้จึงตั้งหน้ามาสรุปความรู้สึกของพี่หมีที่ผ่านมาในรอบเดือนนี้ให้ฟังละกัน
....เรื่องที่แย่ที่สุดในรอบเดือนนี้ก็คือ อาการจิตตกที่เกิดเป็นประจำ
และท๊อปปิคของครั้งนี้คือ กูรู้สึกว่าพึ่งคนอื่นมากเกินไปโดยที่ตัวเองไม่รู้
พึ่งเค้าจนเป็นความเคยชิน
พึ่งเค้าจนเป็นเรื่องที่ต้องได้ ถ้าเค้าไม่ทำถือว่าละทิ้งหน้าที่
พึ่งเค้าจนวันนึงเค้าเอ่ยออกมาว่า ทำไมเค้าต้องมาทำให้ด้วย(ฟระ)
หลังคำพูดนั้น รู้สึกโกรธเค้ามาก
..แต่ในคืนนั้นรู้สึกโกรธตัวเองมากกว่า
โกรธที่รู้สึกว่าเค้าก็เสียใจที่พูดออกมา
โกรธที่รู้สึกโกรธในสิ่งที่ควรจะอภัย
และตอนนี้โกรธที่ปล่อยให้เรื่องนี้มันผ่านพ้นไปโดยไม่ได้จัดการอะไรสักอย่างและพูดคุยกันให้เหมือนปรกติ
...หลังจากเหตุการนี้ มันทำให้ตรูมองโลกเปลี่ยนไปอีกนิด
ทุกคนไม่ได้ดีไปหมดเหมือนอย่างที่เคยเป็น
มองเห็นบางคนที่ใจดีกับเราเพื่อหวังผลประโยชน์
และกับคนที่สนิทกัน ก็เกิดช่องไฟขึ้นในความสัมพันธ์ ช่องไฟเล็กๆนั้นเขียนไว้ว่า บางทีคนนี้อาจไม่ได้สนิทกับเราอย่างที่เคยคิด
มันเกิดอารมณ์อยากเก็บตัวอยู่ในกระดอง
เป็นความเอาแต่ใจตัวเอง ที่ไม่อยากเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ที่สร้างขึ้นเองคนเดียวในหัว
...นั่นหล่ะ 1 เดือนที่ผ่านมา
แต่อารมณ์หมีก็ขึ้นลงเป็นปรกติ
เป็นอารมณ์ที่เรียกว่า..สมหมี... เหมือนที่เคยคุยกับบัว
ดังนั้นตอนนี้
หมีอารมณ์ดีแล้ว พร้อมจะยิ้มให้ทุกคนอีกครั้ง พลังชีวิตยังเหลืออีกเยอะ
เพราะอากาศร้อนสุดสุด
และราดหน้ากับข้าวมันไก่ก็ขายดีสุดสุดเช่นกัน(ฮิ้ววววว)
อยากอัพบล๊อก อยากอัพบล๊อก ในใจมันร่ำร้องเช่นนั้น และยิ่งรู้สึกผิดเมื่อผองเพื่อนต่างก็เข้ามาปฎิบัติหน้าที่กันเรียบร้อยคนละหนึ่งบทความ
เอาวะ..ถ่างลูกกะตาเขียนสักประโยคละกัน แล้วก็ได้ออกมาแค่
...อากาศร้อนเกินไปเนอะ....ทำให้อีบัวเข้ามาโวยวายในคอมเม้นท์ไปหนึ่งยก
ดังนั้นวันนี้จึงตั้งหน้ามาสรุปความรู้สึกของพี่หมีที่ผ่านมาในรอบเดือนนี้ให้ฟังละกัน
....เรื่องที่แย่ที่สุดในรอบเดือนนี้ก็คือ อาการจิตตกที่เกิดเป็นประจำ
และท๊อปปิคของครั้งนี้คือ กูรู้สึกว่าพึ่งคนอื่นมากเกินไปโดยที่ตัวเองไม่รู้
พึ่งเค้าจนเป็นความเคยชิน
พึ่งเค้าจนเป็นเรื่องที่ต้องได้ ถ้าเค้าไม่ทำถือว่าละทิ้งหน้าที่
พึ่งเค้าจนวันนึงเค้าเอ่ยออกมาว่า ทำไมเค้าต้องมาทำให้ด้วย(ฟระ)
หลังคำพูดนั้น รู้สึกโกรธเค้ามาก
..แต่ในคืนนั้นรู้สึกโกรธตัวเองมากกว่า
โกรธที่รู้สึกว่าเค้าก็เสียใจที่พูดออกมา
โกรธที่รู้สึกโกรธในสิ่งที่ควรจะอภัย
และตอนนี้โกรธที่ปล่อยให้เรื่องนี้มันผ่านพ้นไปโดยไม่ได้จัดการอะไรสักอย่างและพูดคุยกันให้เหมือนปรกติ
...หลังจากเหตุการนี้ มันทำให้ตรูมองโลกเปลี่ยนไปอีกนิด
ทุกคนไม่ได้ดีไปหมดเหมือนอย่างที่เคยเป็น
มองเห็นบางคนที่ใจดีกับเราเพื่อหวังผลประโยชน์
และกับคนที่สนิทกัน ก็เกิดช่องไฟขึ้นในความสัมพันธ์ ช่องไฟเล็กๆนั้นเขียนไว้ว่า บางทีคนนี้อาจไม่ได้สนิทกับเราอย่างที่เคยคิด
มันเกิดอารมณ์อยากเก็บตัวอยู่ในกระดอง
เป็นความเอาแต่ใจตัวเอง ที่ไม่อยากเผชิญหน้ากับความเจ็บปวด ที่สร้างขึ้นเองคนเดียวในหัว
...นั่นหล่ะ 1 เดือนที่ผ่านมา
แต่อารมณ์หมีก็ขึ้นลงเป็นปรกติ
เป็นอารมณ์ที่เรียกว่า..สมหมี... เหมือนที่เคยคุยกับบัว
ดังนั้นตอนนี้
หมีอารมณ์ดีแล้ว พร้อมจะยิ้มให้ทุกคนอีกครั้ง พลังชีวิตยังเหลืออีกเยอะ
Saturday, April 05, 2008
Sunday, February 10, 2008
อยากดู อยากดู
มันจะมาอีกแล้วววววววว
กรุณาอย่าพลาด So You Think You Can Dance
รายการที่ทำให้พี่หมีไม่ยอมไปไหนนอกจากกรีดร้องอยู่หน้าทีวี
ชอบทุกอย่าง โดยเฉพาะพิธีกร(>Q<) จนถึงผู้ชมที่อยู่หน้าเวที
อาจจะมี fake บ้าง แต่ก็เนียนจนสนุก
เริ่มวันที่ 15 นี้นะ ช่อง 23 จำเวลาไม่ได้ไปเช็คเอาเองทาง www.truevisionstv.com
ความสนุกอยู่ที่การคัดเลือกในรอบแรกๆ นี่หล่ะ
เพราะเราจะได้เห็นพวกที่มั่นใจตัวเองสุดสุด แต่โหลยสุดสุดเหมือนกัน
ฮามาก รีบๆ ไปดูเรยย
กรุณาอย่าพลาด So You Think You Can Dance
รายการที่ทำให้พี่หมีไม่ยอมไปไหนนอกจากกรีดร้องอยู่หน้าทีวี
ชอบทุกอย่าง โดยเฉพาะพิธีกร(>Q<) จนถึงผู้ชมที่อยู่หน้าเวที
อาจจะมี fake บ้าง แต่ก็เนียนจนสนุก
เริ่มวันที่ 15 นี้นะ ช่อง 23 จำเวลาไม่ได้ไปเช็คเอาเองทาง www.truevisionstv.com
ความสนุกอยู่ที่การคัดเลือกในรอบแรกๆ นี่หล่ะ
เพราะเราจะได้เห็นพวกที่มั่นใจตัวเองสุดสุด แต่โหลยสุดสุดเหมือนกัน
ฮามาก รีบๆ ไปดูเรยย
Sunday, February 03, 2008
ข้าพเจ้าหลงรักชายใจดี


ในวันที่โคตรเหนื่อย ตูหนีความวุ่นวายของที่ร้าน แอบไปเที่ยวตลาดน้ำตลิ่งชันวันธรรมดา
หวังจะเจอความวุ่นวายของตลาด
...แต่กลับเงียบฉิบ..
ระหว่างนั่งรออาหารในแพที่รกร้างทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย
พี่หมีก็หันไปเห็นผู้ชายใจดี จับหมาโยนคลอง แล้วก็ใช้สองมือของตัวเอง ขัด ขัด ขัด
ตามซอกรักแร้ของหมา ..ในขณะที่เจ้าหมาทำท่ารังเกียจน้ำ กระเสือกกระสนหวังไปให้พ้นจากน้ำเย็นๆ
แต่พอคืนฝั่ง มันกลับวิ่งหยอกเย้ากับชายใจดี ผู้ขัดรักแร้ให้มันอย่างสนุกสนาน
น่ารักจังเลย..
นี่หล่ะถึงจะคุ้มกับการหนีลูกน้องออกมาเที่ยว..เน้ออ
Saturday, January 26, 2008
blogtag
1. คุณเริ่มเขียน Diary/Blog ตั้งแต่วัน เดือน ปี ไหน
อยู่ขวามือนี่เอง หาเอาเรย จำได้แต่ว่าเป็นรูปจูดี้อ่ะ
2. คุณชอบตอนไหนที่คุณเขียนมากที่สุด ... เพราะ ????
friend เพราะเป็นการเล่าเรื่องมากที่สุด นอกนั้นเป็นการบ่นพืมพำประสาหมีขี้เหงา
3. ตอนไหนที่มีคนเข้ามา Comment Diary/Blog ของคุณมากที่สุด
ก็blogนี้มันเป็นที่สุมหัวของเราสามคน แล้วจะให้ใครเข้ามาเม้นท์ล่ะจ๊ะ
4.เพิ่มเติมความลับส่วนตัว
ความลับของหมีไม่มีในโลกกกก
5. แล้วอยากรู้รายละเอียด Diary/Blog ของใครอีกละ
น้องเอ๋เรย นังรี่ด้วย
อยู่ขวามือนี่เอง หาเอาเรย จำได้แต่ว่าเป็นรูปจูดี้อ่ะ
2. คุณชอบตอนไหนที่คุณเขียนมากที่สุด ... เพราะ ????
friend เพราะเป็นการเล่าเรื่องมากที่สุด นอกนั้นเป็นการบ่นพืมพำประสาหมีขี้เหงา
3. ตอนไหนที่มีคนเข้ามา Comment Diary/Blog ของคุณมากที่สุด
ก็blogนี้มันเป็นที่สุมหัวของเราสามคน แล้วจะให้ใครเข้ามาเม้นท์ล่ะจ๊ะ
4.เพิ่มเติมความลับส่วนตัว
ความลับของหมีไม่มีในโลกกกก
5. แล้วอยากรู้รายละเอียด Diary/Blog ของใครอีกละ
น้องเอ๋เรย นังรี่ด้วย
Sunday, January 20, 2008
เสร็จกู
"ไม่มีแล้วครับพี่ เค้าเลิกผลิตแล้ว" พนักงานขายใน power buy มันบอกกับโกบ๊วย ตอนที่พวกเราถามหาทีวีจอแบน
อันเนื่องมาจาก ทีวีที่บ้านมหาชัยเสีย ใช้งานมาสามปี อยู่ดีๆมันก็ดับไปซะดื้อๆ โดยไม่แสดงอาการเตือนล่วงหน้า
ทั้งๆที่มันเคยอวดภาพใสปิ๊ง คมชัดขนาดทำให้ตาเสีย สร้างความบันเทิงให้กับคนในบ้านมาตลอด
จนกระทั่งหกโมงเย็นวันหนึ่ง มันก็ดับ
และมันก็ดับ ทุกหกโมงเย็น ทุกวันเรื่อยมา
ไม่มีใครใส่ใจกับอาการติงต๊องของมัน จนกระทั่งเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา อาม่าก็โวยวายว่า
ดู "อิม ซัง อ๊ก" ไม่ได้ โกบ๊วยก็รับลูกทันทีว่า..เออ จริงด้วย(เพิ่งนึกได้)
จะยกทีวีไปซ่อมมันก็หนักมากขนาดแรงควายอย่างกูยกไม่ไหว
ที่สำคัญการซ่อมยังทำให้บ้านมหาชัยขาดสีสัน และเงียบเหงาตลอดเวลาไม่ใช่เฉพาะหกโมงเย็นอีกต่อไป
โกบ๊วยจึงยืนยันที่จะซื้อทีวีใหม่ โดยให้เหตุผลว่า..บ้านเงียบเกินไป
นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เรามายืนอยู่ที่ห้างเซ็นทรัลพระราม2 และพบว่ามันมีแต่จอ LCD ทั่วทั้งแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า
ทีวีรุ่นใหม่ รูปลักษณ์สวยงาม ราคาแพง คุณสมบัติดีเยี่ยม แต่ใช้งานในประเทศไทยไม่ได้
ภาพคมชัดที่เราเห็นทางห้างเปิดเป็นตัวอย่างนั้น ต้องผ่านอุปกรณ์เสริมราคาที่โคครแพงเกือบเท่าทีวีเชียว
"บ้านคุณพี่เสาอากาศเป็นแบบไหนครับ" มันถามอย่างเอาใจหลังจากรู้ว่าพวกเราจะไม่มีวันซื้ออุปกรณ์เสริมห่าเหวนั่นเด็ดขาด พร้อมทั้งอธิบายคุณสมบัติของทีวีด้วยศัพท์เทคนิคเพื่อสร้างอาการมืนงงให้กับลูกค้า จับใจความได้ว่า
สัญญาณของบ้านเรามันแค่ 50Hz ถึงแม้ทีวีจะดีเยี่ยมสักแค่ไหนก็เท่านั้น ถ้าต้องการภาพคมชัดต้องดูDVD โดยใช้อุปกรณ์เสริมอุบาทย์ที่มันนำเสนอ
..ในที่สุดก็บ๊วยก็ซื้อมาเพราะเห็นแก่ อิม ซัง อ๊ก
วันนี้คือวันที่ทางห้างนัดมาติดตั้ง อาม่าตั้งตารอคอยช่างตั้งแต่เช้าอยู่หน้าบ้าน
ประมาณ 11 โมงกว่าๆ จอLCD ยี่ห้อ Sonyถูกยกเข้าบ้านแบบเบาหวิว อาม่าไม่ยอมไปไหน ลากเก้าอี้มานั่งเฝ้าช่างเหมือนประหนึ่งตัวเองเป็นเด็กเห่อของเล่นใหม่ มุมปากแย้มยิ้มแบบคนแก่อารมณ์ดี
ผ่านไป15นาที การติดตั้งเสร็จเรียบร้อย
พนักงานขายคนเดิมเสนอโปรโมรชั่นสุดพิเศษ สายต่อพ่วงภาพและเสียงคุณภาพเยี่ยมคู่ควรกับจอLCD ราคา 3000กว่า ถูกกว่านี้ไม่มีอีกแล้วพร้อมกับต่อสายใหม่ให้เสร็จสรรพ สายรุ่นเก่าราคา 80 บาทถูกเก็บทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใยในถุงพลาสติก แล้วพวกมันก็ลากลับ ปล่อยให้พวกเรานั่งชื่นชมทีวีใหม่ที่รูปลักษณ์ภายนอกสวยงาม แต่ไม่ถูกใจอาม่าเลยสักนิดเดียว
ห่างออกไป4เมตร เจ้ายักษ์ใหญ่เครื่องเก่าถูกวางทิ้งไว้รอเวลาไปซ่อม อาม่าหาผ้าอย่างดีมาคลุมให้กลัวว่ามันจะน้อยใจที่ถูกโดดเดี่ยว หันมาใช้คำพูดปลุกปลอบมันว่า ซ่อมเสร็จอาม่าจะเอาเครื่องนี้ อาม่าชอบเครื่องนี้มากกว่า
ไม่มีใครพูดอะไร แต่ในใจกูนั้น นึกถึงจอLCDถูกนำไปตั้งอยู่บนชั้นสองของร้านราดหน้า ข้างๆที่หลับที่นอนของกูกับจูดี้ ทีวีเครื่องเก่า 14 นิ้วจะถูกยกออกไป หนึ่งคนหนึ่งหมาจะมีความสุข กับทีวีคุณภาพเยี่ยมที่ถูกเสียบกับUBC ที่ไม่ว่ายังไง ก็น่าจะชัดกว่าสัญญาณ 50Hz ฮิฮิ(>o<)
อันเนื่องมาจาก ทีวีที่บ้านมหาชัยเสีย ใช้งานมาสามปี อยู่ดีๆมันก็ดับไปซะดื้อๆ โดยไม่แสดงอาการเตือนล่วงหน้า
ทั้งๆที่มันเคยอวดภาพใสปิ๊ง คมชัดขนาดทำให้ตาเสีย สร้างความบันเทิงให้กับคนในบ้านมาตลอด
จนกระทั่งหกโมงเย็นวันหนึ่ง มันก็ดับ
และมันก็ดับ ทุกหกโมงเย็น ทุกวันเรื่อยมา
ไม่มีใครใส่ใจกับอาการติงต๊องของมัน จนกระทั่งเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา อาม่าก็โวยวายว่า
ดู "อิม ซัง อ๊ก" ไม่ได้ โกบ๊วยก็รับลูกทันทีว่า..เออ จริงด้วย(เพิ่งนึกได้)
จะยกทีวีไปซ่อมมันก็หนักมากขนาดแรงควายอย่างกูยกไม่ไหว
ที่สำคัญการซ่อมยังทำให้บ้านมหาชัยขาดสีสัน และเงียบเหงาตลอดเวลาไม่ใช่เฉพาะหกโมงเย็นอีกต่อไป
โกบ๊วยจึงยืนยันที่จะซื้อทีวีใหม่ โดยให้เหตุผลว่า..บ้านเงียบเกินไป
นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เรามายืนอยู่ที่ห้างเซ็นทรัลพระราม2 และพบว่ามันมีแต่จอ LCD ทั่วทั้งแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า
ทีวีรุ่นใหม่ รูปลักษณ์สวยงาม ราคาแพง คุณสมบัติดีเยี่ยม แต่ใช้งานในประเทศไทยไม่ได้
ภาพคมชัดที่เราเห็นทางห้างเปิดเป็นตัวอย่างนั้น ต้องผ่านอุปกรณ์เสริมราคาที่โคครแพงเกือบเท่าทีวีเชียว
"บ้านคุณพี่เสาอากาศเป็นแบบไหนครับ" มันถามอย่างเอาใจหลังจากรู้ว่าพวกเราจะไม่มีวันซื้ออุปกรณ์เสริมห่าเหวนั่นเด็ดขาด พร้อมทั้งอธิบายคุณสมบัติของทีวีด้วยศัพท์เทคนิคเพื่อสร้างอาการมืนงงให้กับลูกค้า จับใจความได้ว่า
สัญญาณของบ้านเรามันแค่ 50Hz ถึงแม้ทีวีจะดีเยี่ยมสักแค่ไหนก็เท่านั้น ถ้าต้องการภาพคมชัดต้องดูDVD โดยใช้อุปกรณ์เสริมอุบาทย์ที่มันนำเสนอ
..ในที่สุดก็บ๊วยก็ซื้อมาเพราะเห็นแก่ อิม ซัง อ๊ก
วันนี้คือวันที่ทางห้างนัดมาติดตั้ง อาม่าตั้งตารอคอยช่างตั้งแต่เช้าอยู่หน้าบ้าน
ประมาณ 11 โมงกว่าๆ จอLCD ยี่ห้อ Sonyถูกยกเข้าบ้านแบบเบาหวิว อาม่าไม่ยอมไปไหน ลากเก้าอี้มานั่งเฝ้าช่างเหมือนประหนึ่งตัวเองเป็นเด็กเห่อของเล่นใหม่ มุมปากแย้มยิ้มแบบคนแก่อารมณ์ดี
ผ่านไป15นาที การติดตั้งเสร็จเรียบร้อย
พนักงานขายคนเดิมเสนอโปรโมรชั่นสุดพิเศษ สายต่อพ่วงภาพและเสียงคุณภาพเยี่ยมคู่ควรกับจอLCD ราคา 3000กว่า ถูกกว่านี้ไม่มีอีกแล้วพร้อมกับต่อสายใหม่ให้เสร็จสรรพ สายรุ่นเก่าราคา 80 บาทถูกเก็บทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใยในถุงพลาสติก แล้วพวกมันก็ลากลับ ปล่อยให้พวกเรานั่งชื่นชมทีวีใหม่ที่รูปลักษณ์ภายนอกสวยงาม แต่ไม่ถูกใจอาม่าเลยสักนิดเดียว
ห่างออกไป4เมตร เจ้ายักษ์ใหญ่เครื่องเก่าถูกวางทิ้งไว้รอเวลาไปซ่อม อาม่าหาผ้าอย่างดีมาคลุมให้กลัวว่ามันจะน้อยใจที่ถูกโดดเดี่ยว หันมาใช้คำพูดปลุกปลอบมันว่า ซ่อมเสร็จอาม่าจะเอาเครื่องนี้ อาม่าชอบเครื่องนี้มากกว่า
ไม่มีใครพูดอะไร แต่ในใจกูนั้น นึกถึงจอLCDถูกนำไปตั้งอยู่บนชั้นสองของร้านราดหน้า ข้างๆที่หลับที่นอนของกูกับจูดี้ ทีวีเครื่องเก่า 14 นิ้วจะถูกยกออกไป หนึ่งคนหนึ่งหมาจะมีความสุข กับทีวีคุณภาพเยี่ยมที่ถูกเสียบกับUBC ที่ไม่ว่ายังไง ก็น่าจะชัดกว่าสัญญาณ 50Hz ฮิฮิ(>o<)
Saturday, January 05, 2008
หวัดดีปีใหม่
เฮ้ออออ..เสียงถอนหายใจอันยาวนานของพี่หมีเกิดขึ้นในทุกๆวัน
ทำไมน่ะเหรอ ก็นี่มันปีใหม่แล้วนี่นา แต่ทำไมสันดานขี้เกียจของตูมันยังคงเดิมทุกประการ
หลังจากจบทริปประจำใจ ญี่ปุ่นก็ดูเหมือนกลับไปนอนอยู่ในก้นถุงที่ชื่อว่าความฝันของตูอีกรอบ
อยากไปอี๊กกกกกกกก
และถึงแม้ว่าเหตุการจะผ่านไปนานจนเกือบโข
แต่ตูก็ยังเฝ้าบอกกับใครๆว่า ..เพิ่งกลับจากญี่ปุ่น
เช่นว่า.. ห้องรกจัง ยังไม่ทำความสะอาดอีกเหรอ
..ก็เพิ่งกลับจากญี่ปุ่นอ่ะ
เช่นนั้นทุกคำถาม จะต้องมีญี่ปุ่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
และตอนนี้ เวลาในทุกๆวัน ก็ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อต้องยุ่งอยู่กับการทำงาน
เวลาที่เหลือก็อยากจะนอน นอน และก็นอน ซึ่งไม่เดคยรู้สึกพอ
..ช่วงหนึ่งก่อนขึ้นปีใหม่แค่ไม่ก็วัน ตูถูกผีบ้าแห่งความเหงาเข้าสิง
อันเนื่องมาจากเพื่อนพ้อง คำพูดของพวกมันทำให้กูเซ็งจิตไปหลายวัน
ช่วงเวลาแห่งการกระเสือกกระสนอยู่ในความคิดงี่เง่าของตัวเองนั้น
โคตรอยากอ่านหนังสือดีดี สักเล่ม
..แต่ก็ไม่ได้อ่าน
..อยากจะเขียนจดหมายหาใครสักคน แต่ก็ไม่ได้เขียน
เอาเถอะ ถึงยังไงตอนนี้อาการเซ็งจิตมันก็ผ่านไปแล้ว
แต่งจิตแต่งใจของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง
ตั้งเป้าหมายใหม่ จะได้ไม่หลงไปไกลนัก เวลาที่มีมารมาทำให้เขว
ทำไมน่ะเหรอ ก็นี่มันปีใหม่แล้วนี่นา แต่ทำไมสันดานขี้เกียจของตูมันยังคงเดิมทุกประการ
หลังจากจบทริปประจำใจ ญี่ปุ่นก็ดูเหมือนกลับไปนอนอยู่ในก้นถุงที่ชื่อว่าความฝันของตูอีกรอบ
อยากไปอี๊กกกกกกกก
และถึงแม้ว่าเหตุการจะผ่านไปนานจนเกือบโข
แต่ตูก็ยังเฝ้าบอกกับใครๆว่า ..เพิ่งกลับจากญี่ปุ่น
เช่นว่า.. ห้องรกจัง ยังไม่ทำความสะอาดอีกเหรอ
..ก็เพิ่งกลับจากญี่ปุ่นอ่ะ
เช่นนั้นทุกคำถาม จะต้องมีญี่ปุ่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
และตอนนี้ เวลาในทุกๆวัน ก็ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อต้องยุ่งอยู่กับการทำงาน
เวลาที่เหลือก็อยากจะนอน นอน และก็นอน ซึ่งไม่เดคยรู้สึกพอ
..ช่วงหนึ่งก่อนขึ้นปีใหม่แค่ไม่ก็วัน ตูถูกผีบ้าแห่งความเหงาเข้าสิง
อันเนื่องมาจากเพื่อนพ้อง คำพูดของพวกมันทำให้กูเซ็งจิตไปหลายวัน
ช่วงเวลาแห่งการกระเสือกกระสนอยู่ในความคิดงี่เง่าของตัวเองนั้น
โคตรอยากอ่านหนังสือดีดี สักเล่ม
..แต่ก็ไม่ได้อ่าน
..อยากจะเขียนจดหมายหาใครสักคน แต่ก็ไม่ได้เขียน
เอาเถอะ ถึงยังไงตอนนี้อาการเซ็งจิตมันก็ผ่านไปแล้ว
แต่งจิตแต่งใจของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง
ตั้งเป้าหมายใหม่ จะได้ไม่หลงไปไกลนัก เวลาที่มีมารมาทำให้เขว
Subscribe to:
Posts (Atom)
