ทำงานมาสองอาทิตย์ มีความหวังตลอดเวลาว่าสักวันคงได้สามารถกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม
แต่นับวันความหวังเริ่มเลือนราง และสาเหตุของความเครียดก็มาจาก...พี่อ้อย
ถ้าเปรียบพี่คิด ลูกน้องคนที่ลาออกไปเป็นเสมือนมือขวา
เราก็คงนับว่าพี่อ้อย เป็นมือซ้ายของกรูได้
และตอนนี้กรูก็กะลังพยายามหัดมือซ้ายให้ทำงานคล่องเหมือนมือขวาให้ได้
....ซึ่งพบว่ามันยากเหลือเกิน
ถ้าจะบอกว่า สาเหตุหรืออุปสรรคในการก้าวขึ้นมาเป็นคนคุมร้านของพี่อ้อย
คืออาการขี้ลืมขนาดหนัก ....บางคนก็อาจบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วไป
แต่สำหรับพี่อ้อย เมื่ออาการขี้ลืมบวกกับอาการอื่นๆของแกซึ่งแต่ละอย่างต้องขอใช้คำว่าไม่ปรกติ
มันทำให้กูปวดกบาลบวกกับขำทุกครั้งและถ้าจะเล่าเราคงต้องมารู้จักตัวตนของแกก่อน
..พี่อ้อย..ชื่อจริงและนามสกุลจำไม่ได้(เป็นเจ้าของร้านที่หยาบช้ามาก)ถ้าอยากรู้จริงๆ จะไปถามให้
อายุ 42 รูปร่างอ้วนกลมแต่ดูสมส่วนในความกลม มือหยาบใหญ่แข็งแรงอย่างคนสู้งานหนัก
ผมยุ่งตลอดเวลาทั้งที่เพิ่งรวบ ใบหน้ามันเงาเหมือนอาบเหงื่อทั้งที่เพิ่งทาแป้ง
ตาถลนผิดปรกติเหมือนหมาพันธ์ปั๊ก และปาก..มีไว้พูด..พูด..พูด..พูด
นิสัยเหมือนเด็ก เปรียบได้ว่าวัยรุ่นที่สุดในร้าน ขี้งอน ชอบมองค้อนเวลาไม่ได้ดังใจหรือโดนด่า
เสียงหัวเราะเหมือนแม่มดที่สะใจเวลาได้สาปคน
เอ..ฟังดูไม่มีดีเลยอ่ะ...
เราเริ่มต้นกันที่กูเรียกเค้ามาคุยเรื่องความคิดของกู ความคิดโง่.โง่ที่อยากให้เค้าคุมร้าน
กูพูดถึงขอบข่ายของงานประจำวัน วิธีการคุมลูกน้อง การพูด การรับมือกับลูกค้า
และบอกให้เค้าพยายามทำทุกสิ่งให้ร้านมันเป็นไปตามคอนเซ็ปที่กรูตั้งไว้คือ
ร้านสะอาด อาหารอร่อย พนักงานนิสัยดี
พี่อ้อยทำท่าคิดหนัก............จนกระทั่งกรูต้องปล่อยไม้ตาย
ให้เวลาฝึกหนึ่งเดือน ถ้าผ่านเดือนหน้าเพิ่มค่าแรงวันละห้าสิบบาท........
พี่อ้อยรีบพยักหน้าหงึกหงักและบอกว่า จะพยายามทำให้ดีที่สุด
จากนั้นเราก็ทำพิธีส่งมอบกุญแจร้าน....บัดนี้เจ้าเป็นอัศวินข้างกายข้า
วันแรกของการทำงานกรูเริ่มต้นด้วยอาการใจเย็น..ค่อยสอน ค่อยเป็นค่อยไป
ผ่านไปสองวันประโยคเดิมๆ ก็ยังคงออกจากปากกรู แต่กรูก็ยังคงใจเย็น
เช่น..
ไฟหน้าร้านต้องเปิดในตอนที่เราพร้อมขาย มันเปรียบเสมือนไฟที่เราเปิดล่อแมลง
ไม่เปิดแมลงก็ไม่บินเข้ามา ไม่เปิดลูกค้าจะไม่รู้ว่าเราพร้อมขาย
..สามวันผ่านไปพี่อ้อยไม่เคยจำได้เลยว่าต้องเปิดไฟหรือเตือนให้คนอื่นเปิด
กูก็อยากให้เค้าคิดได้เอง ก็บอกเค้าว่า พี่อ้อย..พร้อมขายรึยางงงงง (ลากเสียงยาวจะได้ดูไม่ดุ)
เค้าหันมาตอบ ..พร้อมแล้วค่า ข้าวสุกแล้ว น้ำจิ้มก็เสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้เอาไก่ขึ้น เหลือแต่...บลา บลา
เป็นเรื่องปรกติที่แม่คุณไม่เคยตอบสั้น
กูกลอกตาแล้วก็ชี้ไปที่ไฟ ..พี่อ้อยหันมามองตามมือกูแล้วก็วิ่งมาปิดพัดลม......แป่วววววววว
หมีบ้าขาดสติ..หันมาตะโกน...เปิดไฟสิเปิดฟายยย
พี่อ้อยทำตาโตแอ๊บแบ๊ว หันมาบอกอุ๊ย..ลืม (เราจะได้ยินคำนี้วันละกว่าสามสิบรอบ)
หรือ...
เสียงพี่อ้อยตะโกนจากหน้าร้าน
ป๋า..ลูกค้าเหมาเสาวรส 10 ขวด แต่มีแค่ 8 ขวด หมดลังแล้ว รวมในถังแล้วด้วย เค้ายังไม่มาส่ง
ปรกติต้องมาวันพฤหัส วันนี้วันเสาร์แล้วไม่เห็นมาส่งเลย ..แปดขวดเท่าไหร่
กูหันไปยิ้มแล้วตะโกนตอบกลับไปว่า ...กดเครื่องคิดเลขสิ
หลังจากกดเครื่องคิดเลขแล้วพี่อ้อยตะโกนตอบกลับมาว่า 128 ใช่ป่ะ
กูยิ้มยิงฟันหันไปตอบว่า...ใช่
หลังจากลูกค้าออกไปแล้ว กูก็หันไปถามเค้าว่าใช้เครื่องคิดเลขแล้วทำไมต้องถามเก่งอีก
เค้าว่า..กลัวเครื่องคิดเลขคิดผิด..........-_____-
เวงกำ....
สองอาทิตย์ที่ผ่านมาเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาพอพอกับคำว่า..ลืม..ของพี้อ้อย
บัดนี้กูตัดสินใจทำเช็คลิสต์ให้เค้าหนึ่งแผ่น วันนึงต้องทำอะไรบ้าง อะไรทำแล้วก็ติ๊กลงไป
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กูกลุ้มใจกับเค้ามาก แต่รู้ดีว่าจนปัญญา คือการพูด
อย่างที่บอก พี่อ้อยเป็นคนพูดเก่งมาก ถ้าได้พูดแล้วไม่ยอมหยุดจนกว่าจะพูดจบ
และแกมีความภาคภูมิใจกับอาชีพของสามีแกมาก ทุกครั้งที่สามีแกขับรถผ่านร้าน
พี่อ้อยก็จะชี้ชวนให้เราดูทุกครั้งด้วยอาการดี๊ด๊า แต่กูไม่เคยร่วมยินดีไปกับเค้าเท่าไหร่เพราะ
...สามีพี่อ้อยขับรถส่งศพ และโลงศพ
เวลาพี่นัด..สามีพี่อ้อยขับรถผ่านร้านพี่อ้อยก็จะร้อง..อุ๊ย.วันนี้มีเหมาอีกแล้ว ไม่รู้ไปวัดไหน
หรือเวลาที่พี่นัดขับรถไปส่งโลงศพ พี่อ้อยก็จะชี้ให้ดูแล้วก็สาธยายว่า โลงนี้ขนาดเท่าไหร่
ใช้ไม้อะไรทำ ข้างในบุนิ่มมั๊ย ราคาประมาณเท่าไหร่ เป็นอย่างนี้เกือบทุกครั้ง
จนหมีบ้าโดนหมาเข้าสิงปาก ถามออกไปว่า..นี่ชอบขนาดนี้ อยู่บ้านนอนโลงป่าวเนี่ย
พี่อ้อยตอบกลับมาว่า...บ้าเหรอ....นอนไม่ได้หรอก ..โลงแพง........แม่งงงงงงง -*-
และสุดท้าย...
พี่อ้อยมีลูกหมูติดกระดิ่งห้อยอยู่ที่กระเป๋าตังค์ ซึ่งมันจะดัง..กรุ๊งกริ๊ง..ทุกครั้งที่แกขยับตัว
แกบอกว่า นี่เป็นลูกหมูนำโชค แต่กูบอกไปว่า
....กูรู้สึกเหมือนมีงูหางกระดิ่งเดินไปมาอยู่ในร้านมากกว่า
สองอาทิตย์ที่ผ่านมากูจึงไม่เคยเหงาหู หรือถ้างานไม่ยุ่งมากกูก็จะหัวเราะกับความต๊องของพี่อ้อย
แต่...
ถ้าวันไหนงานยุ่ง หมีบ้าก็จะแปลงร่าง เอาหมาใส่ปาก แล้วก็กัดลูกน้องตลอดเวลา
แล้วก็ได้แต่เครียดว่า...เมื่อไหร่จะมีคนมาสมัครงานเนี่ย กรูอยากไปเที่ยว
เครียดว๊อยยยยยยย..........
Sunday, July 19, 2009
Saturday, July 04, 2009
วันนี้..มีความสุขมั๊ย?
อืมม...มันเป็นเวลาที่ประจวบเหมาะ..
นั่นหล่ะคือคำที่กูใช้เพื่ออธิบายความเป็นไปของกูในตอนนี้
..ในเวลาที่คนเรามีความสุข เค้าจะนั่งนับมั๊ยนะว่ามันผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว
กี่วัน..กี่คืน..
..นั่นสิ ใครจะไปนับ เวลาแห่งความสุขมันมักทำให้เราลืมทุกสิ่ง
เช่นนั้นแล กรูจึงไม่เคยนับว่า เป็นเวลานานเท่าไหร่แล้ว
ที่ชีวิตอันสงบสุขของกูดำเนินมา...จำไม่ได้เลย
รู้แต่ว่า ตื่นนอนตอนเช้า ออกกำลังกาย กินข้าว ทำงาน
มีปัญหาก็แก้กันไปตามสถานการณ์ หรือตามยถากรรม
จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางร้านราดหน้า
เมื่อพี่คิด มือขวาของกรู ผู้ควบคุมดูแลร้านให้มันเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น
..ขอลาออก ...ไปขายส้มตำ....ชิส์
ตอนนั้นคิดในใจว่า มันจะอะไรกันนักกันหนานะชีวิตกู
ขออยู่แบบสบายๆบ้างไม่ได้รึไง (เหมือนที่ผ่านมาลำบ๊าก ลำบาก)
เกิดภาวะเครียด โวยวาย หงุดหงิดอารมณ์เสียอยู่ 1 วัน แล้วกูก็ทำใจได้
..อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ไม่มีใครจะอยู่เป็นลูกน้องกูตลอดชีวิต
ไม่ออกวันนี้ วันหน้ามันก็ต้องออก ด้วยเหตุผลที่ยังมีเหลืออีกมากมาย
และมันก็เป็นเพราะลูกน้องเก่าๆ ของกูได้สอนไว้
จากการลาออกหลายครั้ง หลายคราของพวกมัน
และก็เป็นลูกน้องอีกเช่นกันที่ทำให้กูได้เรียนรู้ว่า
หากจะเชื่อใจใคร ให้ดูที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูดหรือคำสัญญา
และมันก็เป็นผลพวงจากการที่กูมองโลกในแง่ดี
ที่จะทำให้ปัญหานี้เป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ มาสู่ร้าน
และในขณะที่คิดถึงประสบการณ์ต่างๆ อยู่นั้น
ใจกูก็พลันนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่ง
ซึ่งในตอนนั้นเราเดินผ่านขอทานข้างถนน
แล้วเธอบังคับให้กูทำทานทั้งที่กูไม่ยินยอม โดยให้เหตุผลว่า
นี่มันเป็นวงจรอุบาทย์ เป็นการหากินของคนมือเท้าดีที่เอาขอทานมาบังหน้า
เป็นแก๊งค์.....และเริ่มจะร่ายยาว
เธอจึงหย่อนเหรียญของตัวเองลงกระป๋อง 1 เหรียญ แล้วหันมาถามกูว่า
"วันนี้เก่งมีความสุขมั๊ย ถ้ามีความสุขก็แบ่งความสุขของตัวเองให้คนอื่นบ้าง"
"ก็เท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องคิดมาก"
นั่นสิ..ไม่เห็นจะมีอะไรต้องคิดมาก..เมื่อมันถึงเวลาที่ต้องทำ
ก็ทำมันซะเท่านั้นเอง.....
นั่นหล่ะคือคำที่กูใช้เพื่ออธิบายความเป็นไปของกูในตอนนี้
..ในเวลาที่คนเรามีความสุข เค้าจะนั่งนับมั๊ยนะว่ามันผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว
กี่วัน..กี่คืน..
..นั่นสิ ใครจะไปนับ เวลาแห่งความสุขมันมักทำให้เราลืมทุกสิ่ง
เช่นนั้นแล กรูจึงไม่เคยนับว่า เป็นเวลานานเท่าไหร่แล้ว
ที่ชีวิตอันสงบสุขของกูดำเนินมา...จำไม่ได้เลย
รู้แต่ว่า ตื่นนอนตอนเช้า ออกกำลังกาย กินข้าว ทำงาน
มีปัญหาก็แก้กันไปตามสถานการณ์ หรือตามยถากรรม
จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางร้านราดหน้า
เมื่อพี่คิด มือขวาของกรู ผู้ควบคุมดูแลร้านให้มันเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น
..ขอลาออก ...ไปขายส้มตำ....ชิส์
ตอนนั้นคิดในใจว่า มันจะอะไรกันนักกันหนานะชีวิตกู
ขออยู่แบบสบายๆบ้างไม่ได้รึไง (เหมือนที่ผ่านมาลำบ๊าก ลำบาก)
เกิดภาวะเครียด โวยวาย หงุดหงิดอารมณ์เสียอยู่ 1 วัน แล้วกูก็ทำใจได้
..อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ไม่มีใครจะอยู่เป็นลูกน้องกูตลอดชีวิต
ไม่ออกวันนี้ วันหน้ามันก็ต้องออก ด้วยเหตุผลที่ยังมีเหลืออีกมากมาย
และมันก็เป็นเพราะลูกน้องเก่าๆ ของกูได้สอนไว้
จากการลาออกหลายครั้ง หลายคราของพวกมัน
และก็เป็นลูกน้องอีกเช่นกันที่ทำให้กูได้เรียนรู้ว่า
หากจะเชื่อใจใคร ให้ดูที่การกระทำ ไม่ใช่คำพูดหรือคำสัญญา
และมันก็เป็นผลพวงจากการที่กูมองโลกในแง่ดี
ที่จะทำให้ปัญหานี้เป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ มาสู่ร้าน
และในขณะที่คิดถึงประสบการณ์ต่างๆ อยู่นั้น
ใจกูก็พลันนึกถึงผู้หญิงคนหนึ่ง
ซึ่งในตอนนั้นเราเดินผ่านขอทานข้างถนน
แล้วเธอบังคับให้กูทำทานทั้งที่กูไม่ยินยอม โดยให้เหตุผลว่า
นี่มันเป็นวงจรอุบาทย์ เป็นการหากินของคนมือเท้าดีที่เอาขอทานมาบังหน้า
เป็นแก๊งค์.....และเริ่มจะร่ายยาว
เธอจึงหย่อนเหรียญของตัวเองลงกระป๋อง 1 เหรียญ แล้วหันมาถามกูว่า
"วันนี้เก่งมีความสุขมั๊ย ถ้ามีความสุขก็แบ่งความสุขของตัวเองให้คนอื่นบ้าง"
"ก็เท่านั้นเอง ไม่เห็นต้องคิดมาก"
นั่นสิ..ไม่เห็นจะมีอะไรต้องคิดมาก..เมื่อมันถึงเวลาที่ต้องทำ
ก็ทำมันซะเท่านั้นเอง.....
Subscribe to:
Posts (Atom)