
ไปเกาะสีชังมา แรกเริ่มเดิมทีว่าจะไปกับเพื่อนแค่สองคน แต่คิดแล้วบรรยากาศคงสงบจนน่ากลัวพิลึก
เลยตัดสินใจชวนคนอื่นไปด้วย ซื่งเป็นเพื่อนของเพื่อนนั่นเอง
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่กรูมีความรู้สึกอยากพบเจอสิ่งแปลกใหม่ซึ่งเป็นคน ทั้งๆที่เพื่อนกรูก็ย้ำนักหนาว่า เพื่อนมันคนนี้ไม่ธรรมดา
การเดินทางวันนั้นเริ่มต้นที่หน้าร้านกรูเวลาเก้าโมงเช้า และประโยคแรกที่กรูได้รับจากเพื่อนใหม่คือ “ปวดขี้”
......... แล้วก็วิ่งเข้าห้องน้ำไป
ถึงจะพูดว่าเพื่อนใหม่แต่เราสองคนก็ได้ยินชื่อของกันและกันมานาน
เนื่องจากเราต่างก็มีเพื่อนสนิทคนเดียวกัน ดังนั้นถ้าเราจะคุ้นเคยกันเร็วมันก็คงไม่แปลก....
มันเป็นการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ สำหรับกูมากทีเดียว เพราะทีผ่านๆมา ถึงแม้จะรับหน้าที่เป็นคนขับรถและหาเส้นทาง
แต่ทุกที่ที่ไปล้วนแต่เป็นเส้นทางที่คุ้นเคยและเคยไปมาแล้ว แต่เกาะสีชังนี่ยังไม่เคย.......
มิมีปัญหาสำหรับหมีอย่างกูอยู่แล้ว สโลแกนเค้าว่าไว้ว่า เราย่อโลกไว้ในกำมือคุณ ด้วยgoogle ใช่มะ
แค่พิมพ์ชื่อเกาะสีชังเข้าไป เวปไซด์ก็โผล่มาให้หาข้อมูลกันพรืด
เกาะสีชังอยู่อำเภอศรีราชา เลยบางแสนไปหน่อย วิ่งตามถนนหมายเลข 7 แล้วเจอถนนสุขุมวิท ประมาณกิโลเมตรที่ 117
ให้กลับรถหน้าโรบินสันแล้วเลี้ยวซ้ายไปท่าเรืออีกประมาณสองกิโล โอ๊ยยย..จิ๊บ.จิ๊บ ไม่ต้องปริ๊นท์แผนที่เลย แค่นี้ก็สบายแล้ว
แต่เรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นเมื่อเราเจออีนังนุ่น......
นังเพื่อนใหม่จอมโวยวาย กรอกหูเป็น back seat driver อยู่ข้างหลัง ...จะไปมอเตอร์เวย์ย์ย์ย์ย์
โอเค..จัดให้ ว่าแต่ไปยังไงล่ะ เพราะอันที่จริงแล้วกูก็ไม่ค่อยแน่ใจในเส้นทางที่ตัวเองหามาเท่าไหร่
ถ้าพอจะมีคนรู้บ้างมันก็จะดี มันก็ตอบว่า......ไปตามป้ายสีฟ้าที่มีรูปเครื่องบินน่ะ มีเยอะแยะเลย
ไปถึงสนามบินเดี๋ยวก็เจอมอเตอร์เวย์ งั้นเหรอ..จิงอ่ะ.. กรูเริ่มไม่แน่ใจ แต่ความไม่แน่ใจมันชัดยิ่งขึ้นว่ากูควรเชื่อตัวเองมากกว่า
เมื่อมันบอกว่าท่าเรือตรงบางนา เป็นท่าเรือแหลมฉบัง.....(-__-")
เราตัดสินใจใช้ทางเลือกสุดท้าย ถามพนักงานบนทางด่วนว่าเส้นมอเตอร์เวย์ต้องขับไปทางไหน ......ทางออกหมายเลขหกเลยครับ
ในขณะที่กูมีทางออกหมายเลยหกเป็นจุดหมายแรกในใจ สามชีวิตที่เหลือบนรถก็มีวิธีการแสดงออกต่างกัน ..
น้องหลง น้องนังนุ่นหลับทันทีที่รถออกวิ่งจากหน้าร้านกู ตื่นเป็นระยะเพราะเสียงพี่สาว แต่ไม่มีความเห็นอะไร
เชอรี่ที่นั่งด้านหน้าคู่กับกูก็ยังนั่งตัวเกร็งอยู่เพราะกลัวอีนังเพื่อนด้านหลังทำกูปี๊ดแตก....
ส่วนอีนังนุ่นผู้ไม่อีนังขังขอบกับสิ่งใดก็ยังคงโวยวายกับมอเตอร์เวย์ต่อไป
เชอรี่เริ่มออกอาการหงุดหงิดที่เรายังหาทางออกหมายเลขหกไม่เจอ และบ่นว่าทำไมเค้าไม่เขียนหมายเลขติดไว้ที่ทางออก
กูจึงต้องอธิบายว่า มันจะถูกเขียนไว้ด้วยคำว่า "ตอ. 4-06" และตอนนี้เราเพิ่งจะถึง 04 เชอรี่จึงถึงบางอ้อ...
ช่วงนั้นเองที่กูรู้ว่าจุดพักรถบนมอเตอร์เวย์คือสถานที่ที่นังจอมโวยวายข้างหลังอยากไป
มันอยากไปกินชาเขียวปั่นที่ starbuck (กูเขียนถูกป่าวนี่) นั่นเอง หลังจากชาเขียวเข้าปากกูคิดว่าคงจะขับรถง่ายกว่าเดิม
แต่การทุ่มเถียงอันสนุกสนานยังคงมีอยู่เป็นระยะ บางครั้งมันทำให้กูหัวเราะจนขับรถแทบไม่ตรงทาง
ถึงตอนนี้จุดหมายในใจกูอยู่ที่หลักกิโลเมตรที่ 117 แต่ปรากฎว่า ความเชื่อมั่นในเส้นทางของกู
กลับถูกทำลายลงด้วยความไม่รู้ตลอดทางของเชอรี่ผู้เป็นหนึ่งเดียวในทริปนี้ที่เคยไปเกาะสีชังมาแล้ว เมื่อหลายปีก่อน...
มันย้ำบ่อยมากว่า เส้นนี้ไม่คุ้น เกาะสีชังไม่น่าจะเลยบางแสน โดยมีลูกคู่คือนังนุ่นคอยพูดจาซ้ำเติมแบบเรื่อยเปื่อยอยู่ด้านหลัง
ในที่สุดกูต้องบอกว่า ไปให้ถึงกิโลเมตรที่ 117 ก่อนแล้วกัน ถ้ายังไม่มีโรบินสันอีกเราค่อยกลับรถ (โรบินสันเป็นสิ่งเดียวที่เชอรี่จำได้)
และในที่สุดพี่หมีก็เป็นฝ่ายชนะ เมื่อหลักกิโลที่ 117 เราก็เจอโรบินสัน ในขณะที่อีกประมาณแค่ครึ่งกิโลเมตรจะถึงท่าเรือเกาะลอย
นังนุ่นก็ลุกขึ้นมากำกับเส้นทางอีกครั้ง เฮ้อ..(-o-)
ทันทีที่เท้าเหยียบท่าเรือ เราพบความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอันน่าประทับใจ
น้ำใสใสริมตลิ่ง ฝูงลูกปลานับร้อยว่ายทวนน้ำ โอโห สวนสนที่ว่าเงียบๆ ยังหาดูยากนะเนี่ย
จากที่นี่เราขึ้นเรือตังเกที่แปรสภาพเป็นเรือบรรทุกคน มีลักษณะสองชั้น เก้าอี้พลาสติกแบบมีพนักพิงตั้งอยู่บนชั้นสอง
ส่วนเก้าอี้ต่อเป็นแถวยาวแบบโรงอาหารและมีพนักพิงตั้งอึดอัดอยู่ชั้นล่าง ราคาโดยสารคนละสามสิบห้าบาท
ราคานี้รวมเสื้อชูชีพเก่าขาดที่แขวนไว้ทุกที่นั่งเพื่อเป็นเครื่องตอกย้ำความปลอดภัยของผู้โดยสารอย่างเรา
สามสิบนาทีผ่านไป ยังไม่มีวี่แววของเกาะสีชัง แต่นุ่นเริ่มปวดขี้อีกรอบ........
สี่สิบห้านาทีจากท่าเรือ ในที่สุดเราก็มาถึงเกาะสีชัง ที่มองจากภายนอกได้คะแนนสวยงามจากกูไปเพียงเล็กน้อย
ประกอบกับระหว่างทางกูเห็นเรือลำใหญ่ที่สำหรับใช้ในการก่อสร้างอยู่มากมาย
จนไม่รู้ว่าท้องทะเลที่มีเรือเป็นเครื่องประกอบฉากมากมายนี่มันเรียกว่าสวย หรือว่าอย่างอื่นดี
แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยกูก็เห็นแมงกระพรุนหลายตัวแล้ว อภัยได้
อ้อ. ณ. ที่นี้ความดีของนังนุ่นปรากฎให้กูเห็น เมื่อเราปลอดภัยกันบนฝั่งแต่นังนุ่นยังช่วยจูงคนแก่และคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่ในเรือ
โอ้..มันเป็นคนดี กรูรำพึงออกมาเบาๆ
ที่ท่าเรือเกาะสีชัง คนท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพให้เช่ารถมอเตอร์ไซด์ กับรถตุ๊กตุ๊กสกายแลป ตามติดเราเหมือนเหาปลาฉลาม
ในที่สุดท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา เราเลือก ตุ๊กตุ๊กสกายแลปพร้อมพี่คนขับที่ทำหน้าที่นกแก้วนกขุนทอง
ท่องเจื้อยแจ้วเกี่ยวกับประวัติสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ บนเกาะให้เราฟัง เราไปไหว้ศาลเจ้าพ่อ
ชมวิวช่องเขาขาด ที่กูไม่รู้ว่ามันขาดตรงไหน แวะชมพระตำหนักเก่าของรัชกาลที่5 และอีกหลายพระองค์
หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวริมหาด ตรงที่พี่ไกด์สกายแลปบอกเราว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุด
แต่ตอนที่เราไปนั้นมันร้อนซะจนพวกเราไหม้เกรียม
บนเกาะสีชังในหน้าร้อน ดูเหมือนว่าต้นไม้จะเหี่ยวเฉาเป็นสีน้ำตาลกันไปหมด สลับกับป้ายห้ามทิ้งหมาเป็นระยะ
ทำให้กูคิดไปว่า นี่เราอยู่บนเกาะหมาที่พุทธมนฑลหรือเปล่า แม้กระทั่งแถวนี้หมายังโดนทิ้งอีกเหรอ เฮ้อ...
ขากกลับเรารอขึ้นเรือที่ท่าเรือเดิม ราคาโดยสารเหมือนเดิม และยังคงเลือกที่นั่งชั้นสองด้านหลังสุด พอเรือออก
เราก็ได้รับแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ยังคงร้อนเปรี้ยงอยู่เต็มๆ มันส่งผลให้แขนเชอรี่ไหม้เป็นแถบ เกรียมขนาดเบคอนที่น่ากินทีเดียว
ระหว่างทางขากลับกูก็ยังคงนั่งจ้องฟองคลื่นที่ถูกหัวเรือตีแตกจนเป็นฟองขาวๆ
พยามยามมองหาแมงกระพรุนที่นานๆ จะโพล่มากสักที ตอนที่กูมองหาแมงกระพรุนนั้น
คราบน้ำมันดำๆ ลอยมาสลับกับขวดเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง ควายแดง เอ็มร้อย เป็นระยะ บางทีก็ขวดเดียว บางทีก็มาเป็นแพ
บทสนทนาของเราจึงเลยเถิดไปถึงกฎหมายว่าด้วยการทิ้งขยะในเรือ
ตอนที่เราอยู่บนเกาะ มองออกมาลิบๆ เราจะเห็นเรือสองลำปกคลุมไปด้วยหมอกควันขาวโพลน
พี่ไกด์บอกว่าเค้ากำลังถ่ายแป้งมันสำปะหลังให้กับเรืออีกลำ แป้งพอเจอลมมันก็เลยพัดฟุ้งกระจายไปทั่วอ่าว
บางครั้งลอยขึ้นมาถึงเกาะ และเป็นเวลากว่าสี่ชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่เราเห็นมันครั้งแรก ตอนนี้เราอยู่บนเรือกำลังจะกลับฝั่ง
หมอกมันสำปะหลังก็ยังคงพัดคลุ้งอยู่ ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าแต่ตอนที่เรือโดยสารขับผ่านไอ้หมอกเวรพวกนี้กูได้กลิ่นเหมือนซีเมนท์มากกว่าแป้งมันนะ
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติพยายามเก็บรูป เช่นเดียวกับกรูที่พยายามถ่ายภาพไปด้วย ปิดจมูกไปด้วย
แต่คนบนเรือคนอื่นดูเหมือนจะเห็นเป็นเรื่องปรกติ แต่ในที่สุดสองนักท่องเที่ยวก็ปิดจมูกตามกูด้วยความวิตกจริต ฮ่า ฮ่า
ขึ้นฝั่งคราวนี้มีโอกาสเห็นเสาปูนขนาดคนครึ่งโอบซึ่งเป็นตอหม้อของท่าเรือเกาะลอยได้ถนัดตา
กูเห็นซากหอยนางรมเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก และที่ยังมีชีวิตเป็นๆ คือหอยแมลงภู่ มันอุดมสมบูรณ์ขนาดมีให้เกลื่อน
เกาะแม่งทุกเสา โหยยยย...ถ้าอยู่แถวบ้านจะมาเก็บไปต้มซะหน่อย เห็นแล้วนำลายไหล
เดินมาอีกไม่ไกล ก็เห็นชาวบ้านยืนทอดแหอยู่บนสะพานท่าเรือ สะพานปูนขนาดสองเลนรถวิ่งสวนกันได้นะ
เกิดมากูเพิ่งเคยเห็นคนทอดแหสบายขนาดนี้ ไม่ต้องเปียกน้ำเลย หมีสอดรู้เดินเข้าไปชะโงกหัวดูในกระป๋องเขา
อยากรู้ว่าทอดแหได้อะไรบ้าง ก็เห็นกุ้ง กั้งตัวใหญ่ แล้วก็ปูตัวเล็กเต็มไปหมด รู้สึกปลื้มใจเหมือนตกได้เอง
ภาวนาให้ความอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ยังคงอยู่ตลอดไปนานๆ
เราปิดท้ายกันด้วยส้มตำปูม้าบนท่าเรือเกาะลอย หารกันแล้วเที่ยวคราวนี้จ่ายแค่แปดร้อย
คุ้มมากมายกับธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์แล้วก็การหัวเราะจนทำให้กูขับรถไม่ตรงทาง สนุกจิงจิง
*ดูรูปที่ hi5 ค้าบบ
เลยตัดสินใจชวนคนอื่นไปด้วย ซื่งเป็นเพื่อนของเพื่อนนั่นเอง
เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่กรูมีความรู้สึกอยากพบเจอสิ่งแปลกใหม่ซึ่งเป็นคน ทั้งๆที่เพื่อนกรูก็ย้ำนักหนาว่า เพื่อนมันคนนี้ไม่ธรรมดา
การเดินทางวันนั้นเริ่มต้นที่หน้าร้านกรูเวลาเก้าโมงเช้า และประโยคแรกที่กรูได้รับจากเพื่อนใหม่คือ “ปวดขี้”
......... แล้วก็วิ่งเข้าห้องน้ำไป
ถึงจะพูดว่าเพื่อนใหม่แต่เราสองคนก็ได้ยินชื่อของกันและกันมานาน
เนื่องจากเราต่างก็มีเพื่อนสนิทคนเดียวกัน ดังนั้นถ้าเราจะคุ้นเคยกันเร็วมันก็คงไม่แปลก....
มันเป็นการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ สำหรับกูมากทีเดียว เพราะทีผ่านๆมา ถึงแม้จะรับหน้าที่เป็นคนขับรถและหาเส้นทาง
แต่ทุกที่ที่ไปล้วนแต่เป็นเส้นทางที่คุ้นเคยและเคยไปมาแล้ว แต่เกาะสีชังนี่ยังไม่เคย.......
มิมีปัญหาสำหรับหมีอย่างกูอยู่แล้ว สโลแกนเค้าว่าไว้ว่า เราย่อโลกไว้ในกำมือคุณ ด้วยgoogle ใช่มะ
แค่พิมพ์ชื่อเกาะสีชังเข้าไป เวปไซด์ก็โผล่มาให้หาข้อมูลกันพรืด
เกาะสีชังอยู่อำเภอศรีราชา เลยบางแสนไปหน่อย วิ่งตามถนนหมายเลข 7 แล้วเจอถนนสุขุมวิท ประมาณกิโลเมตรที่ 117
ให้กลับรถหน้าโรบินสันแล้วเลี้ยวซ้ายไปท่าเรืออีกประมาณสองกิโล โอ๊ยยย..จิ๊บ.จิ๊บ ไม่ต้องปริ๊นท์แผนที่เลย แค่นี้ก็สบายแล้ว
แต่เรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นเมื่อเราเจออีนังนุ่น......
นังเพื่อนใหม่จอมโวยวาย กรอกหูเป็น back seat driver อยู่ข้างหลัง ...จะไปมอเตอร์เวย์ย์ย์ย์ย์
โอเค..จัดให้ ว่าแต่ไปยังไงล่ะ เพราะอันที่จริงแล้วกูก็ไม่ค่อยแน่ใจในเส้นทางที่ตัวเองหามาเท่าไหร่
ถ้าพอจะมีคนรู้บ้างมันก็จะดี มันก็ตอบว่า......ไปตามป้ายสีฟ้าที่มีรูปเครื่องบินน่ะ มีเยอะแยะเลย
ไปถึงสนามบินเดี๋ยวก็เจอมอเตอร์เวย์ งั้นเหรอ..จิงอ่ะ.. กรูเริ่มไม่แน่ใจ แต่ความไม่แน่ใจมันชัดยิ่งขึ้นว่ากูควรเชื่อตัวเองมากกว่า
เมื่อมันบอกว่าท่าเรือตรงบางนา เป็นท่าเรือแหลมฉบัง.....(-__-")
เราตัดสินใจใช้ทางเลือกสุดท้าย ถามพนักงานบนทางด่วนว่าเส้นมอเตอร์เวย์ต้องขับไปทางไหน ......ทางออกหมายเลขหกเลยครับ
ในขณะที่กูมีทางออกหมายเลยหกเป็นจุดหมายแรกในใจ สามชีวิตที่เหลือบนรถก็มีวิธีการแสดงออกต่างกัน ..
น้องหลง น้องนังนุ่นหลับทันทีที่รถออกวิ่งจากหน้าร้านกู ตื่นเป็นระยะเพราะเสียงพี่สาว แต่ไม่มีความเห็นอะไร
เชอรี่ที่นั่งด้านหน้าคู่กับกูก็ยังนั่งตัวเกร็งอยู่เพราะกลัวอีนังเพื่อนด้านหลังทำกูปี๊ดแตก....
ส่วนอีนังนุ่นผู้ไม่อีนังขังขอบกับสิ่งใดก็ยังคงโวยวายกับมอเตอร์เวย์ต่อไป
เชอรี่เริ่มออกอาการหงุดหงิดที่เรายังหาทางออกหมายเลขหกไม่เจอ และบ่นว่าทำไมเค้าไม่เขียนหมายเลขติดไว้ที่ทางออก
กูจึงต้องอธิบายว่า มันจะถูกเขียนไว้ด้วยคำว่า "ตอ. 4-06" และตอนนี้เราเพิ่งจะถึง 04 เชอรี่จึงถึงบางอ้อ...
ช่วงนั้นเองที่กูรู้ว่าจุดพักรถบนมอเตอร์เวย์คือสถานที่ที่นังจอมโวยวายข้างหลังอยากไป
มันอยากไปกินชาเขียวปั่นที่ starbuck (กูเขียนถูกป่าวนี่) นั่นเอง หลังจากชาเขียวเข้าปากกูคิดว่าคงจะขับรถง่ายกว่าเดิม
แต่การทุ่มเถียงอันสนุกสนานยังคงมีอยู่เป็นระยะ บางครั้งมันทำให้กูหัวเราะจนขับรถแทบไม่ตรงทาง
ถึงตอนนี้จุดหมายในใจกูอยู่ที่หลักกิโลเมตรที่ 117 แต่ปรากฎว่า ความเชื่อมั่นในเส้นทางของกู
กลับถูกทำลายลงด้วยความไม่รู้ตลอดทางของเชอรี่ผู้เป็นหนึ่งเดียวในทริปนี้ที่เคยไปเกาะสีชังมาแล้ว เมื่อหลายปีก่อน...
มันย้ำบ่อยมากว่า เส้นนี้ไม่คุ้น เกาะสีชังไม่น่าจะเลยบางแสน โดยมีลูกคู่คือนังนุ่นคอยพูดจาซ้ำเติมแบบเรื่อยเปื่อยอยู่ด้านหลัง
ในที่สุดกูต้องบอกว่า ไปให้ถึงกิโลเมตรที่ 117 ก่อนแล้วกัน ถ้ายังไม่มีโรบินสันอีกเราค่อยกลับรถ (โรบินสันเป็นสิ่งเดียวที่เชอรี่จำได้)
และในที่สุดพี่หมีก็เป็นฝ่ายชนะ เมื่อหลักกิโลที่ 117 เราก็เจอโรบินสัน ในขณะที่อีกประมาณแค่ครึ่งกิโลเมตรจะถึงท่าเรือเกาะลอย
นังนุ่นก็ลุกขึ้นมากำกับเส้นทางอีกครั้ง เฮ้อ..(-o-)
ทันทีที่เท้าเหยียบท่าเรือ เราพบความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอันน่าประทับใจ
น้ำใสใสริมตลิ่ง ฝูงลูกปลานับร้อยว่ายทวนน้ำ โอโห สวนสนที่ว่าเงียบๆ ยังหาดูยากนะเนี่ย
จากที่นี่เราขึ้นเรือตังเกที่แปรสภาพเป็นเรือบรรทุกคน มีลักษณะสองชั้น เก้าอี้พลาสติกแบบมีพนักพิงตั้งอยู่บนชั้นสอง
ส่วนเก้าอี้ต่อเป็นแถวยาวแบบโรงอาหารและมีพนักพิงตั้งอึดอัดอยู่ชั้นล่าง ราคาโดยสารคนละสามสิบห้าบาท
ราคานี้รวมเสื้อชูชีพเก่าขาดที่แขวนไว้ทุกที่นั่งเพื่อเป็นเครื่องตอกย้ำความปลอดภัยของผู้โดยสารอย่างเรา
สามสิบนาทีผ่านไป ยังไม่มีวี่แววของเกาะสีชัง แต่นุ่นเริ่มปวดขี้อีกรอบ........
สี่สิบห้านาทีจากท่าเรือ ในที่สุดเราก็มาถึงเกาะสีชัง ที่มองจากภายนอกได้คะแนนสวยงามจากกูไปเพียงเล็กน้อย
ประกอบกับระหว่างทางกูเห็นเรือลำใหญ่ที่สำหรับใช้ในการก่อสร้างอยู่มากมาย
จนไม่รู้ว่าท้องทะเลที่มีเรือเป็นเครื่องประกอบฉากมากมายนี่มันเรียกว่าสวย หรือว่าอย่างอื่นดี
แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยกูก็เห็นแมงกระพรุนหลายตัวแล้ว อภัยได้
อ้อ. ณ. ที่นี้ความดีของนังนุ่นปรากฎให้กูเห็น เมื่อเราปลอดภัยกันบนฝั่งแต่นังนุ่นยังช่วยจูงคนแก่และคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่ในเรือ
โอ้..มันเป็นคนดี กรูรำพึงออกมาเบาๆ
ที่ท่าเรือเกาะสีชัง คนท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพให้เช่ารถมอเตอร์ไซด์ กับรถตุ๊กตุ๊กสกายแลป ตามติดเราเหมือนเหาปลาฉลาม
ในที่สุดท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผา เราเลือก ตุ๊กตุ๊กสกายแลปพร้อมพี่คนขับที่ทำหน้าที่นกแก้วนกขุนทอง
ท่องเจื้อยแจ้วเกี่ยวกับประวัติสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ บนเกาะให้เราฟัง เราไปไหว้ศาลเจ้าพ่อ
ชมวิวช่องเขาขาด ที่กูไม่รู้ว่ามันขาดตรงไหน แวะชมพระตำหนักเก่าของรัชกาลที่5 และอีกหลายพระองค์
หลังจากนั้นก็ไปกินข้าวริมหาด ตรงที่พี่ไกด์สกายแลปบอกเราว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุด
แต่ตอนที่เราไปนั้นมันร้อนซะจนพวกเราไหม้เกรียม
บนเกาะสีชังในหน้าร้อน ดูเหมือนว่าต้นไม้จะเหี่ยวเฉาเป็นสีน้ำตาลกันไปหมด สลับกับป้ายห้ามทิ้งหมาเป็นระยะ
ทำให้กูคิดไปว่า นี่เราอยู่บนเกาะหมาที่พุทธมนฑลหรือเปล่า แม้กระทั่งแถวนี้หมายังโดนทิ้งอีกเหรอ เฮ้อ...
ขากกลับเรารอขึ้นเรือที่ท่าเรือเดิม ราคาโดยสารเหมือนเดิม และยังคงเลือกที่นั่งชั้นสองด้านหลังสุด พอเรือออก
เราก็ได้รับแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ยังคงร้อนเปรี้ยงอยู่เต็มๆ มันส่งผลให้แขนเชอรี่ไหม้เป็นแถบ เกรียมขนาดเบคอนที่น่ากินทีเดียว
ระหว่างทางขากลับกูก็ยังคงนั่งจ้องฟองคลื่นที่ถูกหัวเรือตีแตกจนเป็นฟองขาวๆ
พยามยามมองหาแมงกระพรุนที่นานๆ จะโพล่มากสักที ตอนที่กูมองหาแมงกระพรุนนั้น
คราบน้ำมันดำๆ ลอยมาสลับกับขวดเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง ควายแดง เอ็มร้อย เป็นระยะ บางทีก็ขวดเดียว บางทีก็มาเป็นแพ
บทสนทนาของเราจึงเลยเถิดไปถึงกฎหมายว่าด้วยการทิ้งขยะในเรือ
ตอนที่เราอยู่บนเกาะ มองออกมาลิบๆ เราจะเห็นเรือสองลำปกคลุมไปด้วยหมอกควันขาวโพลน
พี่ไกด์บอกว่าเค้ากำลังถ่ายแป้งมันสำปะหลังให้กับเรืออีกลำ แป้งพอเจอลมมันก็เลยพัดฟุ้งกระจายไปทั่วอ่าว
บางครั้งลอยขึ้นมาถึงเกาะ และเป็นเวลากว่าสี่ชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่เราเห็นมันครั้งแรก ตอนนี้เราอยู่บนเรือกำลังจะกลับฝั่ง
หมอกมันสำปะหลังก็ยังคงพัดคลุ้งอยู่ ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่าแต่ตอนที่เรือโดยสารขับผ่านไอ้หมอกเวรพวกนี้กูได้กลิ่นเหมือนซีเมนท์มากกว่าแป้งมันนะ
นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติพยายามเก็บรูป เช่นเดียวกับกรูที่พยายามถ่ายภาพไปด้วย ปิดจมูกไปด้วย
แต่คนบนเรือคนอื่นดูเหมือนจะเห็นเป็นเรื่องปรกติ แต่ในที่สุดสองนักท่องเที่ยวก็ปิดจมูกตามกูด้วยความวิตกจริต ฮ่า ฮ่า
ขึ้นฝั่งคราวนี้มีโอกาสเห็นเสาปูนขนาดคนครึ่งโอบซึ่งเป็นตอหม้อของท่าเรือเกาะลอยได้ถนัดตา
กูเห็นซากหอยนางรมเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก และที่ยังมีชีวิตเป็นๆ คือหอยแมลงภู่ มันอุดมสมบูรณ์ขนาดมีให้เกลื่อน
เกาะแม่งทุกเสา โหยยยย...ถ้าอยู่แถวบ้านจะมาเก็บไปต้มซะหน่อย เห็นแล้วนำลายไหล
เดินมาอีกไม่ไกล ก็เห็นชาวบ้านยืนทอดแหอยู่บนสะพานท่าเรือ สะพานปูนขนาดสองเลนรถวิ่งสวนกันได้นะ
เกิดมากูเพิ่งเคยเห็นคนทอดแหสบายขนาดนี้ ไม่ต้องเปียกน้ำเลย หมีสอดรู้เดินเข้าไปชะโงกหัวดูในกระป๋องเขา
อยากรู้ว่าทอดแหได้อะไรบ้าง ก็เห็นกุ้ง กั้งตัวใหญ่ แล้วก็ปูตัวเล็กเต็มไปหมด รู้สึกปลื้มใจเหมือนตกได้เอง
ภาวนาให้ความอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ยังคงอยู่ตลอดไปนานๆ
เราปิดท้ายกันด้วยส้มตำปูม้าบนท่าเรือเกาะลอย หารกันแล้วเที่ยวคราวนี้จ่ายแค่แปดร้อย
คุ้มมากมายกับธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์แล้วก็การหัวเราะจนทำให้กูขับรถไม่ตรงทาง สนุกจิงจิง
*ดูรูปที่ hi5 ค้าบบ
2 comments:
ชิชะ นินทากันอย่างนี้ กรูจะฟ้องนังนุ่น 5555555
ตอนเห็นสีชังจากบนเรือ
ใจแป้วแล้วล่ะ กะว่าทริปนี้แป๊กแน่ๆ
ปรากฎว่ามันได้อีกบรรยากาศนึงนะพี่
มันไม่ได้ทะเลจ๋า แต่ว่ามันมีเมืองน้อยๆ อยู่บนเกาะด้วย สรุปว่าไปมา 3 หนแล้ว
หนแรกคือไปกะนังหมีบัว
ที่มันบอกว่า นอนห้องหอยประหลาดนั่นนะแหละ
ฮ่า
Post a Comment