Saturday, June 16, 2012
ชีวิตที่ต้องพึ่งพา
มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมองตอนที่กำลังยืนล้างจานหลังบ้านที่มหาชัย เป็นความคิดที่แทรกตัวขึ้นมาท่ามกลางหมู่มวลความคิด ในเนื้อหาความคิดนั้นมีอยู่ว่า "ทำไมชีวิตกูวุ่นวายจัง"
ว่ากันตามความเป็นจริง คนหนึ่งคน เกิดมาเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ก็ใจเร็วทิ้งไอ้ลูกคนเดียวไปเกิดใหม่ตั้งนมนานหลายสิบปีแล้ว ไอ้เด็กคนนี้ก็เติบโตข้้ึนมา ไม่ได้เป็นภาระของสังคม มีอาชีพเป็นหลักแหล่งหาเลี้ยงตัวเองได้อย่างสุขสบาย
แค่ 1 คน กับ หมาอีก1 ตัว มันจะกินจะใช้อะไรกันมากมาย... นี่เป็นน้ำเสียงตัดพ้อของอาม่า ที่เอาไว้ด่าเราทุกครั้งเวลาเราติดงานวัน เสาร์ อาทิตย์
ลูกน้องก็บอก พี่เก่งทำงานเยอะแยะ เอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหน
เจอหน้าญาติแก่ๆ ทีไรก็ถามว่า มึงมีเงินเก็บถึงล้านหรือยัง -___- เฮ้อออออ
มีคนเคยถามว่า ไม่เหงาเหรอพ่อแม่ก็ไม่มี พี่น้องก็ไม่มี เราคิดอยู่แป๊บนึงแล้วก็ตอบว่า ตอนเป็นเด็กเคยคิดว่าทำไมตัวเองถึงไม่มีพ่อแม่เหมือนคนอื่นเขา แต่เมื่อโตพอจนพึ่งตัวเองได้ความคิดแบบนั้นก็หายไป
ถามว่าเพราะอะไร...
เด็กๆ เมื่อมันไร้เดียงสา ชีวิตมันไม่เคยผ่านความยากลำบาก พออยากได้อะไรแล้วมันไม่ได้ มันก็ต้องร่ำร้องเรียกหาจากคนใกล้ตัว ซึ่งโดยธรรมชาติก็ต้องเป็นพ่อกับแม่ แล้วคนที่ไม่มีพ่อกับแม่อย่างเราเรียกร้องเอาจากใคร?
คำตอบคือ เราก็รู้จักและค่อยๆเรียนรู้ว่าไม่ควรเรียกร้องอะไร อะไรที่ทำเองได้ก็ทำเอง
ฟังดูน่ารันทดเนอะ...
แต่จริงๆแล้ว ชีวิตคนทุกคนไม่ได้เลวร้ายแบบนั้นทั้งหมดหรอก เพราะด้วยความเป็นลูกคนเดียวพ่อแม่ไม่อยู่เนี่ยล่ะทำให้เราถูกส่งไปอยู่หลายบ้าน หลายครอบครัว สิ่งนั้นเองทำให้เรารู้จักปรับตัวให้เข้ากับคนง่าย(ถ้าอยากทำ) กระตือรือล้นที่จะช่วยเหลือคนอื่นจนกลายเป็นนิสัย
การไปอยู่หลายๆบ้าน ทำให้เรามีน้อง(ลูกพี่ลูกน้อง)ที่แม้จะไม่ได้คลานตามกันมาเกิด แต่เราก็รักและสนิทกันไม่แพ้พี่น้องแท้ๆ ทั่วไป
การไปอยู่หลายๆบ้าน แล้วมันไม่ใช่บ้านตัวเองสักครั้งมันเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง
กลายเป็นว่าเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวเดียว มีพ่อแม่คอยดูแล ชีวิตเค้าก็เกี่ยวข้องอยู่กับผู้คนเพียงกลุ่มหนึ่ง แต่ในขณะที่ชีวิตเราดูเหมือนเปิดกว้าง ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย
นั่นเป็นเพราะว่า กว่าคนๆหนึ่งจะเติบโตมาได้ขนาดนี้ มันต้องมีที่พึ่งทั้งทางใจ และทางกายมากมาย ในมิติของความสัมพันธ์ เมื่อได้รับมาก็ต้องคืนกลับจึงเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์
ใครเลยจะคิดได้ว่า เมื่อเกิดมาบนโลกนี้เพียงลำพัง ก็ต้องใช้ชีวิตและจากโลกนี้ไปเพียงลำพัง นั่นคงเป็นความคิดของหนอนผีเสื้อที่ต้องดิ้นรนในใยไหมไร้สังคมเพียงเท่านั้น
...ว่าแล้วก็เลิกฟุ้งซ่าน ล้างจานต่อจนเสร็จแล้วไปนอนไกวเปลต่อดีกว่า
Thursday, June 14, 2012
เพื่อนร่วมเดินทาง
หลายวันก่อนนั่งรถเพื่อน เป็นรถ4wd รุ่นพ่อ แต่สภาพการใช้งานยังดีเยี่ยม ปรกติที่พอตูดติดเบาะ เราสองคนจะมีเรื่องคุยเรื่องถกกันมากมาย ตั้งแต่เรื่องงานยันคนรัก แต่ครั้งนี้มันมาแปลก วันนั้นมันหยิบม้วนเทปคลาสเสตขึ้นมาแล้วบอกว่า "เมื่อวานกูรื้อของแล้วเจอม้วนนี้ คิดถึงมึงเลยเอามาไว้ในรถ เผื่อให้มึงฟัง" จากนั้นก็ยัดม้วนเทปนั้นลงเครื่องเล่น
เสียงกีต้าร์ในท่อนอินโทรของเพลง "อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ" ของ เธนศ วรากุลนุเคราะห์ ดังเข้ามากรีดโสตประสาท พร้อมกับเสียงระเบิดหัวเราะของตัวเราเอง เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่มีความหมาย แค่รู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้นอกจากหัวเราะ
เราสองคนนั่งฟังเพลงกันไปเงียบๆ ตลอดเส้นทางการขับรถ เหมือนดึ่มด่ำ เหมือนรำลึก เหมือนต่างคนต่างมีเรื่องคิดในใจ
และเหมือนอารมณ์ตกค้าง หลังจากรถเพื่อนวันนั้นถ้ามีเวลาเรายังคงเข้ายูทูปเพื่อหาเพลงเก่าๆ ฟัง นั่งฟังไปก็คิดถึงช่วงเวลาเก่าๆ ที่เราผ่านมาโดยมีทุกๆบทเพลงเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางเดิน
บางครั้งรู้สึกเหมือนเพลงแต่ละเพลงมันเป็นเพลงประกอบช่วงเวลาแห่งชีวิต มันเหมือนมีเครื่องย้อนเวลาติดอยู่ในหัว โดยมีเพลงเป็นเครื่องนำทางพาเราย้อนกลับไปยังช่วงเวลานั้นๆ
ช่วงเวลาที่ไม่ว่าเพลงเศร้าเพลงไหนก็ช่างตรงกับชีวิตของกูเหลือเกิน ฮ่าาาาา(ระเบิดหัวเราะอีกครั้ง)
มีหลายคนบอกว่า ชีวิตก็เปรียบเสมือนกับการเดินทาง
มันเป็นการเดินทางที่ซ้อนทับการเดินทางของใครต่อใครหลายๆคน
เส้นทางเดินแห่งชีิวิตของเรากับของใครๆ มันอาจเกี่ยวพันโยงใยกันจนบางครั้งมันก็แยกไม่ออก แต่ทุกๆการเดินทางมันมีความทรงจำ ที่เราไม่เคยลืมเลือน ไม่ว่าเราจะเดินทางคนเดียว หรือเดินทางร่วมไปกับใคร...
Subscribe to:
Posts (Atom)