Saturday, February 24, 2007

สมาธิมา ปัญญาเกิด

วันนี้อากาศร้อนสุดๆ มันคงจะไม่มีหน้าหนาวอีกแล้วจิงๆ ใช่มั๊ยเนี่ย แต่มันก็ปลายเดือนกุมภาพันธ์แล้ว จะมาหวังอะไรกันล่ะ แต่ถ้าขอให้ฝนตกก็อาจจะไม่แน่
อารมณ์เสียตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น ยอดขายของที่ร้านขาดห้าร้อยกว่าบาท เกิดการอม..ม กันอีกแล้วครับทั่น หลังจากห่างหายกันไปพักใหญ่
อารมณ์เสียติดต่อมาจนถึงวันนี้ เลยต้องขึ้นมานั่งสงบสติอารมณ์อยู่บนห้อง มิฉะนั้นอาจมีระเบิดลงกลางร้านราดหน้าได้
ช่วงนี้ตัดสินใจผิดพลาดบ่อยๆ นั่งทบทวนตัวเองอยู่ที่สวนหลังห้อง(สวนเดียวกับที่พวกแกเคยเห็นนั่นหล่ะ)
คิดถึงคำพระบอก "กำหนดสมาธิให้อยู่กับสิ่งที่กระทำ รับรู้ถึงทุกลมหายใจที่เข้าออก" เมื่อมีสมาธิ ปัญญาก็เกิด โอ้!! ดูง่ายจัง
ลูกหมีตัวนี้จะพยายามนะค้าบบ หลวงพ่อ
ปัญญายังไม่เกิด พาลนึกไปถึงบางคำพูดของคุณอาสุดที่รัก ที่กรอกหูอยู่เสมอว่า "ต้องรู้จักเรียงลำดับสิ่งสำคัญในชีวิต" เจอคำนี้ทุกครั้งเวลาที่ต้องตัดสินใจ
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่บ้าน เช่น พรุ่งนี้ครอบครัวจะไปเที่ยว แต่ที่ร้านไม่มีคนงาน จะทำยังไง?
เอาละ กำหนดลมหายใจเข้า-ออก เริ่มเรียงลำดับสิ่งสำคัญ ครอบครัวที่หนึ่ง งานการที่สอง เรื่องเที่ยวที่สาม
โอเค ตกลงปิดร้านไปเที่ยว อ้าว! ก็ไปเที่ยวกับครอบครัวนะ ต้องให้ความสำคัญกับกิจกรรมของครอบครัวสิ ใช่มะ (แหะ แหะ)
อย่างวันก่อน เพื่อนชวนดูหนัง ก็เริ่มเรียงลำดับความสำคัญ
ครอบครัวที่หนึ่ง(ทั่นอาแวะมาหาทุกเย็น) การงานที่สอง(ยังไม่ได้ขออนุญาติลูกน้อง จะโกหกมันว่าทำไรดีน้า)
เพื่อนที่สาม(มันดูหนังเรื่องที่เราไม่อยากดู) เลยเลือกกลับร้าน แต่เอ รู้สึกไม่สบายใจยังไงไม่รู้ รึว่ามันอยากให้เราดูด้วยน้า ตกลงนี่ตูเรียงลำดับความสำคัญถูกเรื่องรึเปล่าวะ
จริงๆแล้ว เรื่องการเรียงลำดับความสำคัญเนี่ย มันเป็นเรื่องดี
มันก็เหมือนกับการที่เราต้องเลือกว่าจริงๆแล้วชั้นชอบหมี มากกว่าหมารึเปล่า อะไรแบบนี้
แต่..บางครั้งอารมณ์มันก็ชนะเหตุผลล่ะ
ทีนี้มันก็เป็นเรื่องของเราแล้วว่าจะเลือกได้ถูกที่ ถูกเวลารึป่าว
เพราะไม่อย่างนั้น การจัดลำดับสิ่งสำคัญในชีวิต มันก็จะเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อสนับสนุนการกระทำของตัวเองไปซะชิบ
                                             ....สาธุ....
ปล. blog tags ต่อไปคือ น้องจ๊ะเอ๋นะจ๊ะ http://j-a-a-e-y.spaces.live.com

Friday, February 23, 2007

เมื่อสังขารไม่ให้ แต่ใจรัก




วันนี้ทำกิจการงานใหญ่สำเร็จไปมากมาย อันได้แก่ อาบน้ำให้จูดี้ ซักผ้าให้จูดี้ ถูบ้าน ซ่อมประตูมุ้งลวด และกางแสลนท์หลังบ้านเพื่อเพิ่มสีเขียวให้กับชีวิตมากขึ้น รวมถึงกันแดดให้กับต้นไม้ด้วย(ที่มีอยู่4ต้นนั่นหล่ะ) หลังจากที่ห้องสะอาดแล้วจิตใจก็รู้สึกสะอาดด้วย เหมือนกับถูทั้งห้อง ถูทั้งจายยย
เฮ้อ! สสส.บอกว่า "การออกกำลังกายที่ดีที่สุดคือการทำงานบ้าน" แต่ต้องวงเล็บไว้ด้วยนะว่า ขึ้นอยู่กับความต้องการด้วย เพราะขึ้นชื่อว่างานบ้านแล้วมันก็คืองานบ้านไม่ใช่การออกกำลังกายหรอก ถึงแม้มันจะได้เหงื่อพอกันก็ตาม
แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกปวดหลังแล้วหล่ะ สงสัยสังขารจะไม่อำนวย มีสาวสวยคนไหนอยากช่วยพี่หมีมั๊ยจ๊ะ มาหาที่บ้านด่วน (มีราดหน้ากับข้าวมันไก่เลี้ยง)

Wednesday, February 21, 2007

ไอ้บ้าาาาาาาาา

วันนี้กับเมื่อวานมีความรู้สึกบางอย่างติดค้างอยู่ในความคิด เหมือนจะเสียใจ เหมือนจะหงุดหงิด เริ่มลังเล และไม่แน่ใจ
เรื่องบางเรื่อง มันดูจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย แต่ความรู้สึกต่อการกระทำของบางคนมันทำให้เราคิดมาก
ทำให้วันนี้ทั้งวัน คิดอยู่เรื่องเดียว
เลิกเรียนก็คิดว่า เอ จะโทรหามันดีมั๊ย ไม่ดีกว่าเดี๋ยวมันเย็นชาใส่
ส่ง sms ไปแซวหน่อยแล้วกัน ถ้ามันตอบกลับแสดงว่ามันไม่โกรธเท่าไหร่
แต่ก่อนจะเข้ามา post นี้ได้อ่านบางอย่างจากบล๊อกของมันนน ทำให้กรูคิดมากอีกว่า เอ หรือว่ากรูทำให้มันเกิดความรู้สึกแย่ๆวะ
แล้วนี่กรูกำลังเขียนไรอยู่เนี่ย
โอ!! รู้สึกเหมือนมีความรักที่เพิ่งเริ่มต้น และมันแสนจะเปราะบาง
หรือว่าจิงๆแล้ว เรายังไม่รู้จักกันดีพอ
หรือว่า มีบางอย่างเปลี่ยนไป แล้วเราต่างไม่รู้
แต่ว่าตั้งแต่รู้จักกันมา แกไม่เคยเสียงดังใส่ชั้นแบบนี้เลยนะ
ถ้าไม่รู้ ก็จะบอกไว้ให้ ชั้นก็เสียใจเหมือนกัน
(ฮันนีมูนของเราจะเป็นยังไงเนี่ย)


Tuesday, February 20, 2007

เรื่องปวดกะบาลของคนทำงาน


หลายวันที่ผ่านมาที่ร้านมีเรื่องน่าตื่นเต้น อันเนื่องมาจากร้านเจ็กเส็ง(อาตูเอง) เป็นร้านที่อยู่ตรงปากซอย
ตั้งแต่ปากซอยนี้เลยเรื่อยมาจนผ่านหน้าร้านราดหน้าและข้าวมันไก่ที่สุดแสนอร่อยไปจนถึงสะพาน
จะมีรถจอดเต็มเกือบทุกวันเนื่องจากอาหารอร่อยและผู้ดีมีกะตังค์ทั้งหลายมาจอดกินกัน
แต่บางวันไม่มีที่จอด ลูกค้าบางคนแม่งก็อยากกินเหลือเกินเลยจอดปิดซอย
อันซอยนี้ก็มีทั่นนายพลไรก็ไม่รู้เป็นเจ้าของที่ บังเอิญเหลือเกินที่วันนั้นคุณทั่นกลับบ้านพอดิบพอดี
และกำลังจะเลี้ยวเข้าซอยแต่ติดรถลูกค้าที่จอดซื้ออาหารอยู่ คุณแกก็เลยลงมาด่า..ด่า..ด่า..แล้วก็ด่า..
แล้วก็เข้าบ้านไป แ_กเหล้าแล้วก็ออกมาด่าใหม่
เย็นนั้นลูกน้องบ้านเจ็กเส็งก็เล่าให้ตูฟังด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่มีใครคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก
และพวกเราคิดกันแล้วว่าจะต้องทำป้ายมาติดว่าห้ามจอดรถขวางซอย เพราะเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแล้ว2-3 ครั้ง
วันรุ่งขึ้น พอตูเปิดร้านก็มาคนคาบข่าวมาบอกว่า มีรถหอบเทศกิจเต็มคันรถ แล้วก็มาด้อมๆ มองๆ หน้าบ้านตูกับบ้านเจ็กเส็ง
แล้วก็บอกว่าต้องรื้อนั่นนี่ ต้องย้ายเข้าไปขายในบ้าน(ตอนนี้ตูตั้งเคาท์เตอร์หน้าฟุตบาทแต่ที่เป็นของเอกชนไม่ใช่รัฐบาล ฉะนั้นไม่ผิด และนานมาแล้วเทศกิจก็เคยมาตรวจแล้วแต่ไม่ว่าอะไร) ต้องตีเส้นขาวแดงห้ามจอดไปจนถึงสะพาน
อืมมม..คิดหนักแล้วตู
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นฝีมือของใคร ทั่นนายพลที่โคตรใหญ่นั่นคงรำคาญ
และอยากจะปิดร้านพวกเราเต็มที่ เจ็กเส็งจึงไปซื้อ Black leble มาหนึ่งขวด
แล้วก็เข้าไปขอโทษและนั่นนี่ ทั่นนายพลที่แสนหย่ายก็บอกว่า
"ชั้นนะไม่อยากจะเอาเรื่องพวกเธอหรอก(แต่แม่งลงมาด่า..ด่า..แล้วก็ด่า) แต่พวกเธอทำคนอื่นเค้าเดือดร้อน
ชั้นก็เตือนพวกเธอตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เห็นพวกเธอทำอะไรสักอย่าง(ไม่เห็นเอา black เข้ามาให้เลย)
ชั้นเป็นคนแจ้งเทศกิจเอง(ไม่ต้องบอกก็รู้) แล้วก็เร่งให้พวกนั้นประสานงานกับตำรวจด้วย
ถ้าชั้นบอกให้เค้าตีเส้นขาวแดงล่ะก็ เค้าก็ต้องทำ(เห็นมั๊ยว่าทั่นหย่ายแค่ไหน)"
เย็นวันนั้นเทศกิจก็มาและก็บอกว่า เค้าไม่ได้อยากจะมาเอาเรื่องพวกเราเลย เพราะเค้าก็รู้ว่าพวกเราก็เป็นคนทำมาหากิน
ไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ทางทั่นเร่งมา และบอกให้ประสานงานกับตำรวจ เจ็กเส็งจึงบอกว่าเราเข้าไปขอโทษทั่นแล้ว
และทั่นก็ไม่ได้ว่าอะไร (ออกจะยิ้มๆ ตอนเห็นblack) เทศกิจก็บอกว่าก็ดีแล้ว เค้าจะได้กลับ....ตึ่ง..ตึ้ง..ตึ๊ง..
รู้สึกเหมือนหมดเรื่องหมดราวไปได้สักอาทิตย์
วันนี้หลังจากกลับมาจากไปเรียน และกินผักในร้านพิซซ่ากับหลินฮุ่ย ลูกน้องก็บอกว่า มีตำรวจมาเดินแจกใบสั่ง
ตั้งแต่สะพานมาจนถึงหน้าร้าน แต่พอดีเด็กในร้านเห็นเลยรีบบอกลูกค้า ด้วยความตกใจ ไอ้ลูกค้าก็วางตังไว้ร้อยนึง
แล้วก็วิ่งถือจานที่มีอาหารเต็มไปสองใบ แล้วก็หายจ้อยยยย
สรุปผลกำไรประจำวันนี้
1. ค่าอาหารสองจาน =50 บาท
2.ค่าน้ำหนึ่งแก้ว =10 บาท
3.ค่าจานสองใบ =66 บาท
รวมเป็นเงิน =126 บาท
ได้รับเงิน =100 บาท
ขาดทุน =26 บาท
ลูกค้าเสียความรู้สึก =นับไม่ได้
พนักงานเสียความรู้สึก =นับไม่ถ้วน
ตำรวจได้กำไร= ไม่รู้

Sunday, February 18, 2007

blog tags ต่อไป

blog tags สิ่งที่คนอื่นไม่เคยรู้ 5ข้อ
ข้อแรกก้อรู้กันไปหมดแล้ว วัน-สองวันนี้พยายามคิดจนหัวแทบแตก เลยสรุปได้ว่าเอาคำถามใกล้ๆตัว ที่เด็กๆชอบถามมาตอบแล้วกัน เผื่อเพื่อนๆ อยากรู้
ข้อ 2ละนะ--- สิ่งที่ภูมิใจที่สุดในตอนนี้คือ ชีวิตของตัวเองในวัยเด็ก กับคุณอาที่ชื่ออังคณา ไม่ว่าใครจะว่ายังไง เราก็ภูมิใจกับคำว่าเด็กบ้านนอกมาก ในวัยเดียวกัน(ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนที่เด็กกว่า) ไม่มีใครเลยที่จะได้มีชีวิตที่เรารู้สึกว่ามันแสนจะโชคดีขนาดเรา(คิดคนเดียว)
บ้านอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง น้ำสะอาดได้ว่ายน้ำในแม่น้ำทุกวัน (แต่บางวันก็มีหมาเน่าลอยมาติดเหมือนกัน) มีต้นมะขามเทศอยู่ทั่วไปรอบๆหมู่บ้านอยากกินก็เดินออกไปสอย ไม่อยากอยู่บ้านก็เดินออกไปตกกุ้งตกปลาแถวๆบ้าน
ไม่ก็เดินไปเล่นบ้านเพื่อน (ประมาณ 3 กิโล) ชีวิตได้สูดอากาศบริสุทธิ์ทุกวัน ตอนเช้าเดินไปเรียนโรงเรียนวัดแถวบ้าน กลางวันตามเพื่อนที่เป็นเด็กวัดไปกินข้าววัด เลิกเรียนเดินกลับบ้านกับเพื่อนๆ มีวัวเดินตามเป็นฝูง เป็นชีวิตที่มีความสุขมากๆ รู้สึกดีทุกครั้งที่คิดถึง 
ส่วนคุณอา คุณอังคณา เป็นความภูมิใจส่วนตัวที่รู้สึกว่าอาเป็นฮีโร่
(กรุณาอย่าบอกใคร เขิลล) ผู้หญิงตัวคนเดียว ต้องฝ่าฝันจนมีทุกอย่างในวันนี้ได้ด้วยตัวคนเดียวและไม่เคยคิดถึงตัวเองเท่าไหร่ 
แม่และหลานๆ จะมาก่อนเสมอ ถ้าไม่มีคุณอาคนนี้ คงไม่มีคนชื่อเก่งคนนี้เหมือนกัน ขอบพระคุณค๊าบบบ (T_T)
ข้อ 3 ถ้าต้องติดเกาะ และเอาของไปได้ 3 อย่าง
         1. หนังสือมากที่สุดเท่าที่จะมีปัญญาเอาไปได้
         2. จูดี้
         3. เพื่อนดีๆสักคนที่ยอมไปด้วย(มันจะได้ช่วยขนหนังสือ)
ข้อ 4 ความมุ่งมาดปรารถนาต่ออนาคต
แบบใหญ่ๆ ก็คือ อยากจะเก็บเงินให้ได้สักก้อนและเริ่มกิจการที่สบายกว่านี้ ดีกว่าสุขภาพกว่านี้ ได้เงินมากกว่านี้ (ตอนนี้ก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าชอบทำอาหาร) และอยากซื้อบ้านให้เป็นเรือนหอของจูดี้กับหนึ่งเร็วๆ เพราะไม่ว่ายังไง 
เรื่องปากท้องและความมั่นคงของที่อยู่อาศัยก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตระกูลภัคจินดา
แบบเล็กๆ ก็คือ ทำทริปที่จะไปญี่ปุ่นสิ้นปีนี้ให้สำเร็จและเป็นที่ฮือฮาของคนทั้งโลกาาาาา ฮ่าฮ่า
ข้อ 5 สิ่งที่อยากได้มากที่สุด
คนรัก กับ คนงาน  /(-_-)\ (ขอเป็นของขวัญวันเกิดปีนี้นะ)

blog tags ต่อไปอีก 5 คน ขอติดไว้ก่อนนะบัวบาน พี่ยังไม่รู้จักใครเลย

Saturday, February 17, 2007

blog tags จากบัวบาน

สิ่งที่คนอื่นไม่รู้เกี่ยวกับกรู 5 ข้อ อืมมมมม.ม
1. เพื่อนที่สนิทขนาดเข้ามาอ่านบล๊อกนี้ได้ ไม่มีใครรู้ และขอให้รู้ไว้เลยว่า ตัวข้านี้เป็นบุคคลสาธารณะ ฉะนั้นเรื่องที่พวกเมิงไม่รู้นั้น หายากมาก แบบว่าเป็นคนเปิดเผย มีอะไรบอกคนอื่นหมด (ยกเว้นความลับของเพื่อนนะ อันนี้ไม่เกี่ยวอยู่แล้วใช่มั๊ยบัวบาน) ดังนั้นขอเวลาคิดข้อต่อไปอีก 4 ข้อนานหน่อยนะ

เหงานิดหน่อย พอทนได้


วันนี้รู้สึกเหงาตั้งแต่เช้า แต่ไม่มีเวลาอยู่กับมันเลย เพราะวันนี้ขายดีมากกกกก(>_<'') แล้วยังต้องทำความสะอาดบ้านก่อนตรุษจีนอีก เฮ้อ! รู้สึกเหงาแต่ไม่มีเวลาแม้แต่จะหยุดคิดว่าเหงาเรื่องไรเนี่ยช่างเป็นหมีที่ไม่น่าอิจฉาเลย แต่บางสิ่งบางอย่างคงส่งไปถึงเพื่อนๆได้ เพราะตอนเช้าภรรยาในนามของเราก็โทรมาหา อาจเป็นเพราะช่วงนี้จัดรูปใส่อัลบั้ม ความทรงจำมากมายที่ไม่อยากนึกถึง มันเลยไหลผ่านเข้าทางตา แล้วไปกองกันอยู่ในหัว สะบัดยังไงก็ไม่หลุด (มีแต่ขนที่หลุด) แต่ไม่ว่าจะยังไง วันนี้ก็ผ่านไปอีกวัน ไม่มีอะไรเลวร้าย แต่ก็ไม่มีอะไรน่าจดจำเลย

Wednesday, February 14, 2007

วาเลนไทน์ที่แสนเศร้ากับกงลี่

เฮ้อ! วันนี้มีนัดเดทกับกงลี่ สาวสุดเซ็กซี่ แต่งหล่อออกจากบ้านตอนบ่ายโมง ถึงที่หมายตอนบ่าย 2.05 นาที ตรงเวลาเป๊ะ แต่เธอมาเลทนิดหน่อยตามประสาสาวสวย ไม่เป็นไร ไม่ว่ากันอยู่แล้ว หลังจากเริ่มพูดคุยกันได้สักพักเธอเริ่มมีอาการปากคอสั่น เหงื่อแตกพลั่กเหมือนวิ่งหนีใครมา ถามไถ่ได้ความว่า เธอถูกวางยาพิษจากสามีของเธอ สามีเธอเป็นคนมีอำนาจ แล้วก็บ้าอำนาจเสียด้วยบังคับให้เธอกินยาทุกวัน เธอจะไม่กินก็ไม่ได้เพราะไม่รู้จะขัดขืนยังไง (เราก็ได้แต่นั่งกอดเข่า พยักหน้าหงึกหงักแบบคนเข้าอกเข้าใจ) เราถามกลับไปด้วยสีหน้าเป็นห่วง "มีอะไรให้พี่หมีช่วยมั๊ยจ๊ะ"  เธอตอบว่าไม่เป็นไรแค่รอยยิ้มอบอุ่นแบบหมีฤดูร้อนที่เราให้เธอ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว (หึหึ คนมันอบอุ่น) แต่เธอบอกว่าเธอมีทางแก้ คืนวันเทศกาลที่จะตรงกับวันที่9เดือน9 ปีนี้เธอจะยึดอำนาจจากสามีของเธอ 
โดยมีลูกชายสุดเท่ห์เป็นหัวหน้ากองกำลัง 
(เอ๊ะ ลืมบอกไปรึเปล่าว่าบ้านเธอใหญ่มากนะ) ระหว่างที่เธอเล่าอยู่เธอมีอาการชักกระตุกปากคอสั่นอีกสองสามครั้ง (น่าสงสารจิงจิง) 
คืนวันปฎิบัติการเธอบอกให้เราไปซ่อนตัว เราได้แต่แอบมองผู้คนมากมายล้มตายเพียงเพราะความกดดันจากสามีบ้าอำนาจของเธอ สุดท้ายแม้แต่ลูกชายสุดเท่ห์ของเธอก็ตายไปอีกคน 
เธอไม่เหลืออะไรแล้ว เธอยอมตาย แต่เธอไม่อยากให้เราต้องเสียน้ำตา เราได้แต่หลับตา ปล่อยให้เม็ดน้ำกลมๆ หล่นลงบนหลังมือตอนก้มหน้า หูได้ยินเสียงร้องของเธอ 
เสียงกรีดร้องที่แสนจะเจ็บปวด นี่หรือ ชะตากรรมของสาวสวย เฮ้อ!
นี่ 4 โมงครึ่งแล้วเหรอ เรื่องราวทั้งหมดผ่านไปเร็วเหลือเกิน ได้แต่ภาวนาว่า ครั้งหน้าที่เราเจอกัน เธอจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ แล้วเจอกันใหม่นะจ๊ะ กงลี่ของพี่หมี

Tuesday, February 13, 2007

โธ่!! อุตส่าห์หนีเที่ยว

ไปดู rough มา ด้วยความหวังเล็กๆ ริบหรี่ๆ ว่ามันจะสนุก เพราะมีคนบอกว่าสนุก ไม่ได้ไปเดินเล่นแถวสยามนานแล้ว ไปดูหนังแถวนั้นก็ดีเหมือนกัน(ลิโด้) ตอนซื้อตั๋วหนังเค้าให้บัตรชิงโชคมาหย่อนหน้าโรงหนังด้วยนะ ชิงรางวัลเป็นหนังสือการ์ตูนเรื่อง rough (ฉบับลิขสิทธ์แท้) ได้แต่ขยำกระดาษทิ้งแล้วก็หันไปทำหน้าดูถูกว่า หึหึ กูก็มี มีมาตั้งนานแล้วด้วย พร้อมกับเดินสะบัดขนหมีเข้าโรงหนังไป
4 โมงเย็นออกมาจากโรงหนังด้วยอาการของคนโดนผีหลอก เพราะในโรงมีคนอยู่ 5-6 คน น่ากลัวมาก (ก็โรงหนังมันไม่สว่างอ้ะ) สิ่งแรกที่ทำคือหาที่ระบาย ด้วยการโทรไปด่าไอ้บัว (เหมือนมันจะมีลางสังหรณ์ มันไม่รับโทรศัพท์) อ่านหนังสืออยู่กับบ้านก็ดีอยู่แล้วแท้ๆ ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเล๊ยย

Sunday, February 11, 2007

ยังคงวันแรกอยู่

 เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพ ต้องเข้านอนเร็วๆ แล้วตื่นเช้าๆ วันนี้อยากทำอะไรตั้งหลายอย่าง แต่ไม่ได้ทำเลยเพราะเปิดคอม โชคดีที่รับจูดี้กลับมาแล้ว ตอนนี้มันนอนหลับไม่สนใจใครเลย แม้กระทั่งเรา หึหึ หมาเมิน

ครั้งแรก