Saturday, January 05, 2013

เสียมเรียบ เมืองมหัศจรรย์


ตอนอยู่เสียมเรียบพอกลับถึงห้องพักเราจะกางสมุดไดอารี่ออกมาแล้วจดบันทึกค่าใช้จ่ายประจำวัน ว่าวันนี้ใช้อะไรไปบ้างราคาเท่าไหร่ ....สักพักพอหันไปเห็นจ๊ะเอ๋นอนเอาผ้าโพกหัวเป็นอาบังหลังอาบน้ำ นอนเขียนไดอารี่สีสวยลั๊ลลาแล้วก็คิดว่า นี่ทำไมกูต้องมานั่งจดรายการเหมือนทำบัญชีทุกวี่ทุกวันวะ ตั้งแต่วันนั้นเลยเลิกจด และตั้งแต่วันนั้นสองคนพี่น้องก็ใช้จ่ายเงินกับราวกับคนบ้า 5555

วิวจากหน้าต่างรถตู้ระหว่างทางจากปอยเปตไปเสียมเรียบ นั่งมองไปแล้วนึกถึงวิวแถบราชบุรีบ้านเรา แต่ก็มองเป็ด มองวัวเพลิดเพลินดี


หน้าตาของรถตู้คันที่พาเราไปเสียมเรียบ ที่กำพูชาขับรถชิดขวา พวงมาลัยซ้าย ขำตอนที่รถขับออกมาได้สักพักคนที่นั่งข้างคนขับหันมาคุยกับคนหลังรถแล้วจ๊ะเอ๋ร้องออกมาแบบเสียขวัญมากว่า "พี่เก่ง ทำไมเค้าขับรถไม่มองถนน" เราต้องบอกน้องว่า เอ๋..ที่นี่พวงมาลัยอยู่ซ้าย555


เรือลำที่พาเรานั่งมาเที่ยวโตนเลสาบ นั่งกันสองคนสบายใจ


คนขับเรือหน้าตาเป็นมิตร พูดเก่ง บริการดี ให้เรามีโอกาสลองขับเรือด้วย จ๊ะเอ๋บอกว่าสงสัยเค้าคงเมื่อยเลยให้เราขับ แต่ตอนลงจากเรือเราหันไปบอกขอบคุณเค้าที่บริการเราอย่างดี เค้าตอบกลับมาว่า "Tip for me?" 



เด็กที่อาศัยในโตนเลสาบ พายกะมังมากับงูเหลือม พอเห็นเรากับเอ๋ก็บอกว่า 20 บาท พูดชัดมาก ตอนจะกลับน้องเค้าพยายามเอางูมาให้เราเล่น เรากับจ๊ะเอ๋ก็วิ่งแต๋วแตกลงเรือไปเลย ปล่อยน้องเค้ายืนงงๆ ว่ามึงสองคนเป็นอะไร555


เป็นครั้งแรกที่เห็นพระอาทิตย์ตกน้ำ รู้สึกประทับใจจนทำให้การมาเสียมเรียบวันแรกเป็นวันที่ดีมาก 


ห้องนอนอันแสนสบายในโรงแรมสุดหรูราคา 260 บาทต่อคน รวมอาหารเช้า ...เลิศเลอเปอร์เฟค แต่อยู่ได้คืนเดียวก็จรลีเพราะจ๊ะเอ๋บ่นว่า ห้องเหม็น แอร์ไม่เย็น ไฟไม่สว่าง ทางเดินน่ากลัว -__-"


จ๊ะเอ๋มันตาไวมากกับร้านไอศครีม ร้านเค้ก เห็นปุ๊ปวิ่งเข้าหาเหมือนไม่เคยกิน 555 หนึ่งสกู๊ปสนนราคา 1.25$



บรรยากาศหน้าอังกอร์วัดทำให้เรานึกถึงปราสาทโอซาก้า ครั้งแรกที่เห็นรู้สึกว่า โหหห กว้างและอลังการดูสมเป็นมรดกโลกจริงๆ หรือจริงๆแล้วจะเป็นมรดกโลกได้ต้องมีคุณสมบัติแบบนี้หว่า 


ทางเดินเข้าตัวปราสาทอังกอร์วัด วันที่ไปแดดแรงมากแรงจนแสบผิว สองคนพี่น้องเลยเดินเลี่ยงทางหลักไปเดินใต้ร่มไม้ข้างๆแทน 


รูปสลักบนระเบียงของรอบปราสาทอังกอร์วัด บอกเล่าเรื่องราวของพระเจ้าสุริยวรมันที่2 และรามายณะ



อ่านประวัติของอังกอร์วัดเค้าบอกว่า การก่อสร้างที่นี่ใช้หินรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้แรงงานช้างกว่า 40,000 เชือก และแรงงานคนนับแสนขนหินและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ซึ่งอยู่หางออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มาสร้าง 
ปราสาทนครวัดมีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10ตัน สุดยอดอ่ะ

กำแพงของหอสูงชั้นในของอังกอร์วัด นั่งพักกันก่อนจะปีนขึ้นบันไดที่ปัจจุบันทำเป็นไม้ไว้ให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว แต่ก็ยังคงความชันถึง 50 องศาไว้


หน้าต่างหิน เป็นหนึ่งในรูปแบบของสถาปัตยกรรมที่ชอบมาก เห็นจ๊ะเอ๋ทำท่าสบายๆ แต่จริงๆแล้วต้องกระโดดผลุ่บๆ โผล่ๆ อยู่หลายรอบ 555

ปราสาท Bayon หนึ่งในเทวสถานที่ใหญ่ที่สุดและใช้ประกอบพิธีกรรมนานที่สุดในอังกอร์ธม 


คนส่วนใหญ่ตื่นเต้นกับหน้าแกะสลักบนยอดปราสาท เราเองก็ตื่นเต้น แต่ตอนที่มองปราสาท Bayonไกลๆ เราเห็นชัยชนะของการเวลา หน้าแกะสลักเริ่มจางลงไปมากจากรูปภาพเก่าๆ ที่เราเคยเห็น และตัวปราสาทก็ดูทรุดโทรมซีดเซียว 
เหมือนตอนที่เห็นการบูรณะตัวปราสาทอังกอร์วัด คุยกับจ๊ะเอ๋ว่า เค้าน่าจะปิดให้ตัวศาสนะสถานได้พักบ้าง เหมือนกับที่เราทำกับเกาะต่างๆที่บ้านเรา 


รูปนี้ถ่ายมาเพราะเห็นภาพแปลกดี พยายามหาในหนังสือว่าคือภาพใคร แต่หาไม่เจอ ชอบเป็นการส่วนตัว555


ทางเข้าออกของเมืองอังกอร์ธม ปัจจุบันใช้ได้แค่สองประตู และประตูด้านทิศใต้เป็นประตูที่สมบูรณ์ที่สุด และใช้งานบ่อยที่สุด คลาสสิคมากๆ แต่ความกว้างของประตูมีขนาดเท่าช้างเดิน ...เดินได้ทีละตัวด้วย ปัจจุบันเปลี่ยนจากช้างเป็นรถก็เลยต้องสลับกันเข้าออกอย่างที่เห็น


ขากลับรถติดมากๆ เพราะต้องรอเข้าออกประตูตามที่เห็นจากภาพข้างบน เลยคุยกับจ๊ะเอ๋ว่า นี่ถ้าเป็นบ้านเราคงสร้างโทลเวย์และอุโมงค์ อิอิ


ผ้าลายหมีที่จ๊ะเอ๋ซื้อมากันแดด มองไกลๆจากลายหมีก็เปลี่ยนเป็นผ้าขาวม้า 555


ภาษาเก่าของชาวเขมรจ๊ะเอ๋บอกว่าเหมือนภาษาสมัยพ่อขุนรามบ้านเรา ดูจ๊ะเอ๋จะสนุกกับการศึกษาภาษาเขมรเป็นพิเศษ ชี้ชวนให้อ่านตลอดเวลา


ปราสาท Ta-Keo เป็นสถานที่อันดับหนึ่งในใจของทริบนี้ชอบการจัดวางของหินที่ก่อตัวขึ้นไปเป็นตัวปราสาท คุยกับจ๊ะเอ๋(คุยแต่กับมันเนี่ยล่ะ555) ว่าปราสาทนี้เหมือนเกมเตอติส ที่เอาสี่เหลี่ยมหลายๆแบบมาวางต่อๆกัน


หมาหน้าตาใสชื่อตาม ที่หน้าปราสาท Ta Phrom ชอบกินคุ๊กกี้ถ้าเลือกได้ แต่ถ้าเลือกไม่ได้ให้อะไรก็กิน


ด้านในของปราสาท Ta Phrom เป็นปราสาทเดียวที่ทีมบูรณะตัดสินใจไม่ตัดต้นไม้ทิ้ง ต้นไม้เลยกลายเป็นจุดเด่นกว่าสถาปัตยกรรม และTa Phrom เป็นเทวสถานที่เป็นพุทธ เพราะเป็นปราสาทที่ก่อสร้างช่วงท้ายๆแล้ว เลยแตกต่างจากศาสนสถานส่วนใหญ่ซึ่งเป็นฮินดู 


หลักฐานว่าต้นไม้ใหญ่จริงๆ นี่ขนาดเอ๋มันอ้วนนะเนี่ย55555


มุมยอดฮิตที่ผู้คนชอบมา หรือเป็นจุดประสงค์ในการมาเยือน Ta Phrom แม้กระทั่งจ๊ะเอ๋ที่กำลังจะหมดแรงก็ดูสนุกสนานกับที่นี่ มันบอกว่าคนเยอะดี ให้ความรู้สึกว่าต้องแก่งแย่งกันถ่ายรูป ในขณะที่พี่มันหมดแรง อยากไปที่ที่ไม่มีคน


รูปสลักอัปศราแดนซิ่ง... ในหนังสือเขียนไว้อย่างนั้น เราก็เรียกอย่างนั้นมาตลอด ชอบ^^


ตื่นตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม ประทับใจกับความงดงามของผู้คน และมีความสุขกับการได้ปีนป่ายออกกำลัง โชคดีที่จ๊ะเอ๋ไปด้วย ไม่งั้นพี่เก่งคงไม่มีรูปงามๆของตัวเอง มาอวดชาวบ้าน ขอบคุณน้องรัก จุ๊บ จุ๊บ^^

กลับจากเสียมเรียบรู้สึกเหมือนมีเรื่องราวเยอะแยะมากมายอยากบอกอยากเล่า คุยกับเดียว่าอาจเป็นเพราะไม่ได้ออกเดินทางไกลนาน เลยตั้งกับตัวเองไว้ว่า ต่อไปนี้ต้องออกไปเพิ่มความตื่นเต้นให้ตัวเองทุกๆปีให้ได้^^
เดินทางแค่ไม่กี่วันถ่ายภาพกลับมาห้าร้อยกว่าภาพ ทุกๆภาพมีเรื่องราว ทุกๆภาพมีความทรงจำ แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามันเริ่มเยอะเกิน กลัวว่าคนอื่นจะเบื่อ เลยตัดจบแค่นี้ซะเลย5555












Friday, January 04, 2013

มิติของความคิด



"อยากไปเขมร" ความคิดนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อครั้งที่เดียบอกว่าจะไปฉลองวันเกิดที่เขมร แล้วก็เก็บกระเป๋าออกไปแบบรวดเร็วทันใจ นึกอยู่ในใจว่า มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอวะ

แต่อย่างว่า รูปแบบการใช้ชีวิตของเรามันไม่เหมือนกัน อยากไปเขมรของเราในวันนั้นผ่านไปเกือบปีถึงได้ไป

การตัดสินใจของคนเราส่วนใหญ่แล้วมาจากข้อมูล ข้อมูลที่ได้ถ้าไม่มาจากประสบการณ์ของตัวเองก็มาจากประสบการณ์ของคนอื่น และบ่อยครั้งประสบการณ์ของคนอื่นก็พาเราไขว้เขวไปในทิศทางที่มันไม่ควรจะเป็น

ก่อนได้ไปเสียมเรียบเรารู้จักแต่เขมร กัมพูชา ปราสาทเขาพนมรุ้ง นครวัด ฮุนเซน เถื่อน สกปรก ล้าหลัง
หลังกลับจากเสียมเรียบนิยามของกัมพูชาเราเปลี่ยนไป เราไม่ได้รู้สึกผูกพันธ์รักใคร่เสียมเรียบอะไรขึ้นมา แต่เราแค่รู้สึกว่า "อย่าตัดสินอะไรเพราะคิดว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้น"

บอกตรงๆว่าวันที่เดียบอกว่า "พี่เก่งเดียนั่งตุ๊กๆคนเดียว ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อังกอร์วัดตอนตีห้า" นึกในใจว่านี่มึงรอดมาได้ไงวะ มันน่ากลัวนะในป่าในเขา มาตอนนี้นึกด่าตัวเองว่า แล้วเรารู้ได้ไงว่ามันเป็นป่าเป็นเขา
บวกกับวันที่ตัวเองนั่งตุ๊กๆคน เดียวไปตอนตีห้าดูพระอาทิตย์ขึ้นที่อังกอร์วัดแล้วเจอผู้คนล้านแปด เห็นคนปุ๊ปยืนขำอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้า
...เสียมเรียบไม่ได้ล้าหลังหรอก ความคิดของเราเองต่างหากที่ล้าหลัง

เมื่อวานคุยกับน้องคนนึงมันเล่าให้ฟังว่าไปเที่ยวเพชรบุรีมาตอนปีใหม่ เลยถามกลับว่าสนุกไหม มันตอบมาว่า พี่เก่งคะ หนูว่าบางทีสถานที่ท่องเที่ยวไม่สำคัญเท่าคนที่เราไปด้วยเลยนะ ถ้าไปกับคนที่ใช่ถึงไม่ออกไปไหน นอนคุยกันอยู่ในห้องก็สนุกแล้ว
ตอบมันไปว่า ถูกต้อง...

อยากไปเขมรอ่ะ ไปกับใครดี ไปกับใครแล้วสนุก สรุปสุดท้ายคนที่อยากไปด้วยมันไม่ยอมไป คนที่อยากไปเราก็ไม่อยากไปกับเค้า เลยว่าจะไปคนเดียว แต่มาลงตัวตอนที่จ๊ะเอ๋น้องรักกลับมาจากญี่ปุ่นพอดี จ๊ะเอ๋บอกว่า ถ้าหนูไม่ไปแล้วใครจะถ่ายรูปให้พี่เก่ง 5555
บอกกับ ใครๆที่ขอตามไปว่า อย่าเลย เขมรลำบาก ขี้เกียจดูแล กับจ๊ะเอ๋ก็มีความรู้สึกว่ามันเป็นน้องถึงยังไงก็ต้องดูแล ปรากฏว่ามันก็มีเรื่องราวหลายอย่างที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิดไป

ก่อน ออกเดินทางเรารู้อยู่ว่าเราจะมาเขมร เราเตรียมใจพร้อมลุย และรู้ว่าทริปนี้ไม่ได้มากับความสะดวกสบาย ทุกอย่างเลยกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นห้องกลิ่นอับ มืด แอร์ไม่เย็น น้ำเหม็น ...บอกตัวเองว่านี่เขมรนะโว้ย ไม่ใช่ญี่ปุ่น
แต่จ๊ะเอ๋สอนอีกมุมมองหนึ่ง น้องบอกว่า ห้องเหม็น แอร์ไม่เย็น ไฟไม่สว่าง เปลี่ยนห้อง เปลี่ยนโรงแรม
เห็นมันเรียกร้อง ถามนู่นถามนี่ จ๊ะเอ๋เลยเป็นเหมือนตัวแทนของคนที่ไม่ยอมก้มหน้ารับชะตากรรม ถ้าสิ่งที่มีอยู่ไม่ดีพออย่างที่ต้องการ น้องกูต้องออกไปหาที่ที่ดีกว่า
...ลืมบอกมันไปว่าค่าห้องสองคนแค่ 520 บาทรวมอาหารเช้า มึงจะเอาอารายยยยย

แต่สิ่งที่ทำให้การตัดสินใจย้ายออกเป็นเรื่องที่ถูกต้อง คืออาหารเช้าที่เป็นขนมปังฝรั่งเศสก้อนน้อยเสริฟพร้อมเนยถั่ว โศกนาฏกรรมเกิดขึ่นเมื่อเอ๋ปาดเนยถั่วและพบว่ามีมดนอนตายอยู่ในเนยถั่วเป็น ร้อย ห้องอาหาร traditional
แค่ไหนก็เอาน้องกูไม่อยู่แล้ว มันเก็บกระเป๋าแบบสยดสยองและคิดว่า ไม่ว่าที่ไหนคงดีกว่าที่นี่แน่นอน
...ระหว่างที่ย้ายโรงแรมเสียงเชอรี่ดังสะท้อนกลับไปมาว่า "เป็นไงล่ะ โรงแรมกุ๊กกู๋ของมึง 5555"

บอกกับเพื่อนคนนึงว่า กูว่าการเดินทางไปในท่ีที่ไม่มีคนรู้จักเราเนี่ยดีนะ กูว่ากูรั่วได้เยอะดี มันเลยตอบกลับมาว่า สรุปมึงแค่อยากรั่วเหรอ คำตอบสุดท้ายคือ "กูแค่อยากผ่อนสายในตัวให้อ่อนลง ก่อนที่มันจะตึงจนขาด"

ตอนถึงเสียมเรียบ เราดีใจมากที่ในที่สุดเป้าหมายเราใกล้ความจริง คล้ายตื่นเต้นกับสิ่งถัดไปที่จะรอเราอยู่ เรารับกระเป๋าของตัวเองกับน้องแล้วเดินตามคนขับรถตุ๊กๆที่เราเลือก เดินออกมาชนกระเป๋าชาวบ้านที่วางกองอยู่ล้มคว่ำ ...กูก็ไม่สนใจ 555 ตื่นเต้นอ่ะ น้องเอ๋ที่เดินตามมาเอ่ยปากขอโทษคนแถวนั้นพร้อมยกกระเป๋าตั้งขึ้นแล้วรีบ เร่งเดินตามพี่หมีผู้ตื่นเต้นมาขึ้นตุ๊กๆ
ตอนลงเรือที่โตนเลสาบ เราก็ตื่นเต้นกับการนั่งเรือ เดินไปมาถ่ายรูป เดินไปนั่งหัวเรือ ไปคุยกับคนขับเรือ จนน้องบอกว่า พี่เก่ง หนูเก็บกระเป๋าใส่กล้องพี่เก่งไว้ที่หนูก่อนนะ มันหล่นอยู่กลางเรือ เราก็...อ้าว กูทำหล่นไปเมื่อไหร่

กลับ จากเสียมเรียบ สองคนพี่น้องคุยกันว่าอยากไปอียิปต์ ปิรามิดคืออีกหนึ่งความฝันของเราที่อยากไปดู เราคุยกันตอนที่เดินในอังกอร์วัดว่า ที่ไหนสร้างยากกว่ากัน อารยธรรมของใครรุ่งเรืองกว่า ทำไมต้องสร้างตรงนี้ ทำไมต้องสลักหินเป็นลวดลาย
....สิ่งเหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นถ้าเราเดินทางคนเดียว

วันสุดท้ายที่จ๊ะเอ๋ท้องเสียนอนซมเพราะอาหารเป็นพิษในห้องโรงแรมกุ๊กกู๋(สมยานามที่เชอรี่ตั้ง) ในขณะที่มันกินอาหารไม่ได้ และร่ำร้องหาแต่สัญญาน wifi วันนั้นเราออกไปเที่ยวคนเดียว มีความสุข อิ่มอกอิ่มใจกับบรรยากาศ แต่ในใจคิดอยู่ตลอดว่าถ้าจ๊ะเอ๋มาด้วยกันคงสนุกกว่านี้
คงเหมือนที่น้องคนนั้นบอก คนร่วมทางเป็นส่วนสำคัญ
"การแบ่งปันประสบการดีๆร่วมกันคือการเพิ่มสิ่งที่มีอยู่ให้มากยิ่งขึ้นไป ไม่ใช่การตัดทอนให้น้อยลง"