เพิ่งกลับจากข้างนอกสดๆ ร้อนๆ อากาศที่ร้อนราวนรกแตกทำให้จิตใจกรูพลอยร้อนไปด้วย
จากที่เคยปฎิญาณตนไว้ว่าจะใจเย็น ทำตัวเป็นคนดี วันนี้ทำไม่ได้อย่างสิ้นเชิง.....
เช้านี้มีนัดกับป้าไปทำธุระกันที่ธนาคาร บนตึก MBK
นัดเจอกันกับป้ากลางทางที่ท่าเรือ เราจะข้ามฝั่งไปนั่งรถไฟฟ้ากันที่สถานีตากสิน
นัดเที่ยง กรูไปถึงก่อนเวลาครึ่งชั่วโมง แต่ป้ามาสายหนึ่งชั่วโมง
เบ็ดเสร็จกรูมีเวลาชั่วโมงครึ่ง นั่งดูหมาเล่นกัน ดูคนขุดดินทำท่อ ดูกลุ่มชายฉกรรจ์สี่ห้าคนเพาะกล้าม
ดูชาววินมอไซด์นั่งดูตลกหมอลำหัวเราะกันดังลั่น
สลับกันกับผู้คนที่เดินขึ้นลงเรือแล้วหันมามองหมีบ้าที่ท่าเรือ กำลังไล่จับหมากิน
ถ้าป้ามาถึงช้ากว่านั้นหน่อยไอ้หมาตัวนั้นโดนกรูแดกแน่
เรามาถึงสถานที่นัดหมายตรงตามเวลาเป๊ะ ผู้บรรยายเป็นสาวใหญ่ท่าทางใจดีและเค้าน่าจะเริ่มพูดไปได้สักเล็กน้อยแล้ว
เราสองคนป้าหลานหยิบเอกสารคนละปึก เดินมาหย่อนตัวลงบนที่นั่ง พร้อมกันนั้นกรูสังเกตุว่า
คนที่มาฟังบรรยายรุ่นเดียวกับป้ากรูทั้งนั้นเลย..........
แต่ยังไงซะ บรรยากาศแบบนี้มันก็เหมือนมาเรียน กรูตื่นเต้นเล็กน้อยพองาม รู้สึกเหมือนพร้อมรับความรู้เต็มที่
แต่การเรียนของกรูมันไปไม่ถึงไหนจิงๆ เพราะไอ้แก่สองคนข้างหน้ามันนั่งคุยกันตลอดเวลา (ทำไมไม่ไปคุยกันข้างนอกวะ)
ถัดไปทางซ้ายมือเป็นลุงแก่ๆ ที่ไม่ค่อยรู้ภาษาอังกฤษ เฝ้าแต่จะคอยซักไซ้ให้คุณโอ๋(ชื่อผู้บรรยาย)แปลให้ตลอดเวลา
ส่วนไอ้เวรข้างหลังก็ทำตัวเป็นวัยรุ่นหัวเกรียน ถามคำถามที่ไม่เกี่ยวกับการบรรยาย
ยังไม่พอ มันยังชวนให้เค้าเข้ามาถกประเด็นที่มันถามขึ้นมาให้ได้ แถมผ่านไปพักเดียวมันมีพวกแตกตัวขึ้นมาเป็น 2-3ตัว
เฮ้อ....ยังไม่พอนะ...หันมาข้างซ้ายของตัวเอง เจอป้านั่งสัปหงก งึก..งึก............(-"-)
ไรเนี่ย...นี่มาเพราะป้าอยากมาเรยนะเนี่ย ป้าทำงี้ได้ไง....
ระหว่างที่ไอ้หัวเกรียนสองสามตัวข้างหลังชวนคุณโอ๋ผู้อดทนโต้วาทีอยู่.........ไฟก็ดับ...พรึ่บ!!
มืดไปหมดทั้งห้องบรรยาย มีเพียงแสงไฟจากโน๊ตบุ๊คที่ส่องไปกระทบหน้าคุณโอ๋
ดังนั้นเราจึงเห็นแต่หน้าแกลอยเด่นอยู่ท่ามกลางห้องที่มืดสนิท
ผู้รู้หลายคนเริ่มออกความเห็นว่าทำไมไฟถึงดับ ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ คุณโอ๋ก็บอกว่า
"อย่าตกใจหน้าโอ๋นะคะ โอ๋เป็นคนนะไม่ใช่ผี บอกไว้ก่อนเดี๋ยวตกใจ"
เท่านั้นเอง..กรูก็ฮากลิ้ง แม่คุณเอ๋ย...เป็นหญิงที่มีน้ำอดน้ำทนดีแท้ เป็นกรูนะจะอาศัยความมืดไปตบไอ้..ทั้งหลายซะหน่อย
จากนั้นกรูก็เริ่มรู้สึกว่า เรามานั่งทำไรตรงนี้เนี่ย เลยชวนป้ากลับ...
ไม่ยอมกลับแฮะ..แกบอกว่าเพราะไฟดับ ป้าเลยตื่นแล้วอย่าเพิ่งกลับเลย!?!
กรูเลยปล่อยมุขไปว่า "ตกลงไฟดับเพราะอะไรเนี่ย ไฟไหม้รึเปล่านะ ลงไปดูกันดีกว่า"
เท่านั้นหล่ะ ป้าหยิบกระเป๋าแล้วยอมเดินตามออกมาโดยดี
แม้ทางเดินข้างนอกจะมืดตื๋อ แต่ลิฟท์ยังคงใช้ได้
นาทีที่ประตูลิฟท์เปิด แสงมันสว่างจ้าจนเหมือนเรากำลังจะเดินเข้าไปยังอีกโลกหนึ่ง
เราออกที่ชั้น 3 ของ MBK ห้างสรรพสินค้าที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ ผู้คนเดินเบียดเสียดแต่ไม่มีเหงื่อไหล
สาวๆ ทั้งหลายแต่งตัวสวยงาม อวดขาสวยๆกันเต็มห้าง....แต่กรูอยากกลับบ้าน
คิดถึงจูดี้ ป่านนี้มันคงนอนร้อนตับแตกอยู่ชั้นบน
อยากกินน้ำมะนาวคั้นเย็นๆ อยากนอนอ่านหนังสือ ....เป็นอย่างนี้ทุกที
อารมณ์เสียทีไร ร้องกลับบ้านทุกที....เฮ้อ...
ขอโต้ดก๊าบบบบบ
Friday, February 20, 2009
Tuesday, February 17, 2009
รัก..is all around
ก่อนนี้องุ่นเปรี้ยวพวงนี้มักมีคำถามว่าใครฟะ กำหนดให้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก
ทำให้วัยรุ่นและคู่รักทั้งหลายเลือกที่จะสวีทกันหวานหยดเป็นพิเศษในวันนี้
เอ้อ...ไม่ได้บ่นนะ ไม่ได้บ่น
ขำขำนิดหน่อยที่วันที่14กุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีเพื่อนส่งsmsมาบอกรักกันมากมายนับไม่ถ้วน(2คน)
ทำให้คิดถึงว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้มีคำถามสนุกๆ ส่งเป็นอีเมล์ต่อกันมา
เป็นคำถามที่ให้เราตอบแล้วก็ส่งกลับหรือส่งต่อไปให้เพื่อนๆ
ในบรรดาคำถามทั้งหลายสิบข้อ มีหลายคำถามที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก
เช่น บอกรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เชื่อเรื่องรักแรกพบหรือไม่
คิดว่าคนหนึ่งรักเพราะอะไร แหม..เข้าทางคนน้ำเน่าอย่างเราพอดิบพอดี
หลังจากที่เพื่อนๆ น้องๆ ส่งคำตอบกลับมา คำตอบของทุกคนก็ทำให้่กรูขำ
บางคำถามก็ทำให้หมั่นใส้อย่างยิ่ง ประมาณว่ากรูรู้เลยว่าเมิงกะลังอินเลิฟอย่างมาก..ชิส์
แต่ว่าทั้งหมดทั้งปวงนั้นทำไมมีตูคนเดียวที่ตอบว่่าเชื่อเรื่องรักแรกพบล่ะ
แล้วทำไมทุกคนถึงไม่เชื่อล่ะ ทำไม ทำไม
ลองนึกๆดูแล้ว ช่วงวัยที่มีความรักสนุกที่สุดสำหรับกูคงเป็นช่วงวัยรุ่น
มันเป็นช่วงเวลาที่เราทุ่มเทให้กับเพื่อนและคนรักอย่างเต็มที่
พลังชีวิตมันเต็มร้อย ใจมีเท่าไหร่ใส่เข้าไปหมด แถมยิ่งรักแรงก็ยิ่งเกลียดแรง
แต่พอเริ่มเข้าวัยเปลี่ยนแปลง ขณะที่เท้าข้างหนึ่งอยู่ในแอ่งของความสนุก
ชีวิตวัยรุ่นที่เรายังไม่อยากสลัดทิ้ง
อีกข้างกลับต้องเลือกเหยียบขั้นบัันไดที่จะเป็นฐานให้เราในอนาคต
และต้องเริ่มใช้เหตุผลเริ่มมากกว่าอารมณ์
ความรักเริ่มไม่ราบรื่นเหมือนตอนวัยรุ่นอีกต่อไป........
ไม่สนุกอีกต่อไป...
วันวาเลนไทน์อาจทำให้คนขี้อายและไม่มีแฟนบางคนรู้สึกกระอักกระอ่วนกับดอกกุหลาบที่ปลิวว่อน
แต่วันวาเลนไทน์ ก็ทำให้คนที่ไม่สามารถบอกรักกันได้ทุกวัน
อย่างเพื่อน พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน สามารถบอกรักกันได้ในวันนี้อย่างไม่ต้องกลัวเข้าใจผิด
เพราะเค้าบอกรักกันให้เกลื่อน
แล้วถ้ากูถามคำถามโง่โง่ว่า การแสดงออกว่ารัก กับการบอกรักต่างกันตรงไหน
ตรงที่อย่างหนึ่งเป็นการกระทำ อีกอย่างเป็นคำพูดใช่ป่ะ
แล้วถ้าเราบอกรักเพราะต้องการแสดงออกว่ารักล่ะ มันจะเป็นเรื่องเดียวกันรึเปล่า หือ..หือ
สุดท้ายตอนนี้ถ้าจะบอกว่ากรูไม่แคร์หรอก ไม่มีคนรักก็ไม่เห็นตาย
จริงๆแล้วถึงมันจะไม่ตาย แต่เรื่องรักก็เป็นตัวชูรสให้กับชีวิต อาจไม่ใช่ประเด็นหลัก
แต่ก็เป็นเรื่องที่จะขาดไม่ได้ในภาวะโลกร้อน หุ้นตก เศรษฐกิจไม่ดี
หรือการเมืองเปลี่ยน มันต้องมี เพราะมันทำให้คนขี้เหงามีกำลังใจ
ทำให้พ่ออยากกลับบ้าน ทำให้แม่ขยันทำงาน
และทำให้คนขี้เกียจอย่างกรูลุกขึ้นมาอัพบล๊อคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ทำให้วัยรุ่นและคู่รักทั้งหลายเลือกที่จะสวีทกันหวานหยดเป็นพิเศษในวันนี้
เอ้อ...ไม่ได้บ่นนะ ไม่ได้บ่น
ขำขำนิดหน่อยที่วันที่14กุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีเพื่อนส่งsmsมาบอกรักกันมากมายนับไม่ถ้วน(2คน)
ทำให้คิดถึงว่าเมื่อไม่กี่วันมานี้มีคำถามสนุกๆ ส่งเป็นอีเมล์ต่อกันมา
เป็นคำถามที่ให้เราตอบแล้วก็ส่งกลับหรือส่งต่อไปให้เพื่อนๆ
ในบรรดาคำถามทั้งหลายสิบข้อ มีหลายคำถามที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก
เช่น บอกรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เชื่อเรื่องรักแรกพบหรือไม่
คิดว่าคนหนึ่งรักเพราะอะไร แหม..เข้าทางคนน้ำเน่าอย่างเราพอดิบพอดี
หลังจากที่เพื่อนๆ น้องๆ ส่งคำตอบกลับมา คำตอบของทุกคนก็ทำให้่กรูขำ
บางคำถามก็ทำให้หมั่นใส้อย่างยิ่ง ประมาณว่ากรูรู้เลยว่าเมิงกะลังอินเลิฟอย่างมาก..ชิส์
แต่ว่าทั้งหมดทั้งปวงนั้นทำไมมีตูคนเดียวที่ตอบว่่าเชื่อเรื่องรักแรกพบล่ะ
แล้วทำไมทุกคนถึงไม่เชื่อล่ะ ทำไม ทำไม
ลองนึกๆดูแล้ว ช่วงวัยที่มีความรักสนุกที่สุดสำหรับกูคงเป็นช่วงวัยรุ่น
มันเป็นช่วงเวลาที่เราทุ่มเทให้กับเพื่อนและคนรักอย่างเต็มที่
พลังชีวิตมันเต็มร้อย ใจมีเท่าไหร่ใส่เข้าไปหมด แถมยิ่งรักแรงก็ยิ่งเกลียดแรง
แต่พอเริ่มเข้าวัยเปลี่ยนแปลง ขณะที่เท้าข้างหนึ่งอยู่ในแอ่งของความสนุก
ชีวิตวัยรุ่นที่เรายังไม่อยากสลัดทิ้ง
อีกข้างกลับต้องเลือกเหยียบขั้นบัันไดที่จะเป็นฐานให้เราในอนาคต
และต้องเริ่มใช้เหตุผลเริ่มมากกว่าอารมณ์
ความรักเริ่มไม่ราบรื่นเหมือนตอนวัยรุ่นอีกต่อไป........
ไม่สนุกอีกต่อไป...
วันวาเลนไทน์อาจทำให้คนขี้อายและไม่มีแฟนบางคนรู้สึกกระอักกระอ่วนกับดอกกุหลาบที่ปลิวว่อน
แต่วันวาเลนไทน์ ก็ทำให้คนที่ไม่สามารถบอกรักกันได้ทุกวัน
อย่างเพื่อน พี่น้อง เพื่อนร่วมงาน สามารถบอกรักกันได้ในวันนี้อย่างไม่ต้องกลัวเข้าใจผิด
เพราะเค้าบอกรักกันให้เกลื่อน
แล้วถ้ากูถามคำถามโง่โง่ว่า การแสดงออกว่ารัก กับการบอกรักต่างกันตรงไหน
ตรงที่อย่างหนึ่งเป็นการกระทำ อีกอย่างเป็นคำพูดใช่ป่ะ
แล้วถ้าเราบอกรักเพราะต้องการแสดงออกว่ารักล่ะ มันจะเป็นเรื่องเดียวกันรึเปล่า หือ..หือ
สุดท้ายตอนนี้ถ้าจะบอกว่ากรูไม่แคร์หรอก ไม่มีคนรักก็ไม่เห็นตาย
จริงๆแล้วถึงมันจะไม่ตาย แต่เรื่องรักก็เป็นตัวชูรสให้กับชีวิต อาจไม่ใช่ประเด็นหลัก
แต่ก็เป็นเรื่องที่จะขาดไม่ได้ในภาวะโลกร้อน หุ้นตก เศรษฐกิจไม่ดี
หรือการเมืองเปลี่ยน มันต้องมี เพราะมันทำให้คนขี้เหงามีกำลังใจ
ทำให้พ่ออยากกลับบ้าน ทำให้แม่ขยันทำงาน
และทำให้คนขี้เกียจอย่างกรูลุกขึ้นมาอัพบล๊อคอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
Monday, February 02, 2009
เยือนกรุงเก่า
ไปเที่ยวอยุธยามาเมื่อวาน
ธรรมเนียมปฎิบัติของชาวไทยเชื้อสายจีน หลังตรุษจีนต้องไหว้พระ
นำสิ่งที่เป็นมงคลมาสู่ชีวิต
ปีนี้อาม่าอยากไปอยุธยา บ่นว่าอยากไปตั้งแต่เดือนธันวาปีที่แล้ว
ถามซ้ำๆ ทุกวันว่าจองรถตู้รึยังงง...ง
ไหว้พระอยุธยาครั้งนี้นับประชากรชาว..ภัคจินดา..ได้ 10 คน 3 ครอบครัว
วางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบด้วยการปริ๊นท์แผนที่ของอยุธยาที่http://www.yudya.com/map/ayutthaya.html สีสันสวยงามน่ารัก
..แต่ไม่มีเสกล(-__-") มิเป็นไรเดี๋ยวกะเอาเอง
ออกเดินทางจากบ้านมหาชัยเมืองใหม่ตอน 10โมงแก่ๆ
ยังไม่ทันพ้นบางบัวทองอาม่าก็บ่นว่ารถสะเทือนมาก
แกเเปรียบว่า "เหมือนเต้นระบำ" ทำให้คนขับต้องขับช้าลงและเหยียบเบรคบ่อยขึ้น
ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ไปถึงวัดใหญ่ไชยมงคลได้ในเวลา 11โมงนิดๆ
วัดใหญ่ชัยมงคลในวันนี้คนเยอะมากกกกกก
ไม่เหมือนที่เคยมา(4ปีก่อน) อาณาเขตของวัดขยายออกไป
สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ รอบวัดเพิ่มมากขึ้น ถึงอย่างนั้นตัววัดก็ยังคงความสวยงามแบบเก่าๆ
ทริปนี้เรางดการบูชาดอกไม้ ธูปเทียน กราบพระด้วยมือเปล่า และทำบุญเป็นปัจจัย
เพราะอาม่าต้องการทำเวลา อยากไปเที่ยวได้หลายๆวัด
ด้วยการทำเวลานี่เองส่งผลให้เราไปได้ถึง 3วัด (-,,-)
วัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง วัดไชยวัฒนาราม และทำเวลาเฉลี่ยวัดละ 30 นาที
เฮ้อ....
ที่เด็ดสุดในทริปนี้คือร้านอาหาร หลังจากไหว้ไปสองวัดอาม่าก็ร้องหิว
ตระเวนขับรถหาร้านอาหารรอบอยุธยา ไม่มีร้านไหนผ่านมาตรฐานของเสด็จอา
เกือบจะไปลงเอยที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่รอมร่อ
กูก็บอกกับคนขับรถว่า "ขับไปตรงที่มีรถเป๊ปซี่จอดเลยพี่ มีรถเป๊ปซี่ก็ต้องมีร้านใหญ่"
คาดเดาไม่ผิด ร้านนี้คลาคร่ำไปด้วยรถทะเบียนกรุงเทพฯ "เราพบเจอร้านมีชื่อ" เข้าซะแล้ว
"แพกรุงเก่า" เป็นชื่อร้านที่บอกให้รู้เลยว่าแม่งอยู่ติดแม่น้ำ
เอาล่ะหว่า จะพาวิลแชร์อาม่าลงไปไงเนี่ย
แต่ร้านเค้าเด็ดมากครับพี่น้อง มีทางสำหรับรถเข็นไปจนถึงที่นั่ง และถ้าใครไม่มีรถเข็นเค้ามีบริการ
ที่สำคัญอาหารอร่อยทุกอย่าง แกงเผ็ดก็เผ็ดได้ใจ ต้มจืดก็น้ำซุปอร่อย รับรอง
เราเลยเสียเวลาที่ร้านนี้ไปชั่วโมงครึ่ง เป็นเวลามากกว่าวัดที่ไหว้ทั้งสามวัด
จนรู้สึกเหมือนกับว่าขับรถไปกินข้าวที่อยุธยา...
แต่จริงๆแล้วถ้ามีเวลาและเพื่อน อยากจะไปปั่นจักรยานรอบกรุงเก่า
ไปแบบเรื่อยๆ ไม่รู้เป็นไงมันให้ความรู้สึกเหมือนตอนไปเที่ยวเกียวโตเลยล่ะ
ธรรมเนียมปฎิบัติของชาวไทยเชื้อสายจีน หลังตรุษจีนต้องไหว้พระ
นำสิ่งที่เป็นมงคลมาสู่ชีวิต
ปีนี้อาม่าอยากไปอยุธยา บ่นว่าอยากไปตั้งแต่เดือนธันวาปีที่แล้ว
ถามซ้ำๆ ทุกวันว่าจองรถตู้รึยังงง...ง
ไหว้พระอยุธยาครั้งนี้นับประชากรชาว..ภัคจินดา..ได้ 10 คน 3 ครอบครัว
วางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบด้วยการปริ๊นท์แผนที่ของอยุธยาที่http://www.yudya.com/map/ayutthaya.html สีสันสวยงามน่ารัก
..แต่ไม่มีเสกล(-__-") มิเป็นไรเดี๋ยวกะเอาเอง
ออกเดินทางจากบ้านมหาชัยเมืองใหม่ตอน 10โมงแก่ๆ
ยังไม่ทันพ้นบางบัวทองอาม่าก็บ่นว่ารถสะเทือนมาก
แกเเปรียบว่า "เหมือนเต้นระบำ" ทำให้คนขับต้องขับช้าลงและเหยียบเบรคบ่อยขึ้น
ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ไปถึงวัดใหญ่ไชยมงคลได้ในเวลา 11โมงนิดๆ
วัดใหญ่ชัยมงคลในวันนี้คนเยอะมากกกกกก
ไม่เหมือนที่เคยมา(4ปีก่อน) อาณาเขตของวัดขยายออกไป
สิ่งก่อสร้างใหม่ๆ รอบวัดเพิ่มมากขึ้น ถึงอย่างนั้นตัววัดก็ยังคงความสวยงามแบบเก่าๆ
ทริปนี้เรางดการบูชาดอกไม้ ธูปเทียน กราบพระด้วยมือเปล่า และทำบุญเป็นปัจจัย
เพราะอาม่าต้องการทำเวลา อยากไปเที่ยวได้หลายๆวัด
ด้วยการทำเวลานี่เองส่งผลให้เราไปได้ถึง 3วัด (-,,-)
วัดใหญ่ชัยมงคล วัดพนัญเชิง วัดไชยวัฒนาราม และทำเวลาเฉลี่ยวัดละ 30 นาที
เฮ้อ....
ที่เด็ดสุดในทริปนี้คือร้านอาหาร หลังจากไหว้ไปสองวัดอาม่าก็ร้องหิว
ตระเวนขับรถหาร้านอาหารรอบอยุธยา ไม่มีร้านไหนผ่านมาตรฐานของเสด็จอา
เกือบจะไปลงเอยที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่รอมร่อ
กูก็บอกกับคนขับรถว่า "ขับไปตรงที่มีรถเป๊ปซี่จอดเลยพี่ มีรถเป๊ปซี่ก็ต้องมีร้านใหญ่"
คาดเดาไม่ผิด ร้านนี้คลาคร่ำไปด้วยรถทะเบียนกรุงเทพฯ "เราพบเจอร้านมีชื่อ" เข้าซะแล้ว
"แพกรุงเก่า" เป็นชื่อร้านที่บอกให้รู้เลยว่าแม่งอยู่ติดแม่น้ำ
เอาล่ะหว่า จะพาวิลแชร์อาม่าลงไปไงเนี่ย
แต่ร้านเค้าเด็ดมากครับพี่น้อง มีทางสำหรับรถเข็นไปจนถึงที่นั่ง และถ้าใครไม่มีรถเข็นเค้ามีบริการ
ที่สำคัญอาหารอร่อยทุกอย่าง แกงเผ็ดก็เผ็ดได้ใจ ต้มจืดก็น้ำซุปอร่อย รับรอง
เราเลยเสียเวลาที่ร้านนี้ไปชั่วโมงครึ่ง เป็นเวลามากกว่าวัดที่ไหว้ทั้งสามวัด
จนรู้สึกเหมือนกับว่าขับรถไปกินข้าวที่อยุธยา...
แต่จริงๆแล้วถ้ามีเวลาและเพื่อน อยากจะไปปั่นจักรยานรอบกรุงเก่า
ไปแบบเรื่อยๆ ไม่รู้เป็นไงมันให้ความรู้สึกเหมือนตอนไปเที่ยวเกียวโตเลยล่ะ
อันว่าแรงบันดาลใจ..มันมาจากไหนหนอ
ช่วงนี้ขาดแรงบันดาลใจ ..พลังงาน ..แรงขับ
หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พวกเราใช้กันในตอนที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์
ตั้งแต่ที่รู้สึกว่าตัวเองขาด ก็พยายามตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ
อันเป็นเรื่องที่ใช้ได้ผลมาตลอด ..แต่มิใช่ครั้งนี้
เรื่องแรกที่อ่านคือ..ตามรอยรัก ของเปาโล คูเอลญู
นักเขียนที่ทำให้กรูฟุ้งได้ทุกครั้งหลังอ่านจบ..แต่มิใช่เล่มนี้
มันกลับทำให้กูจมดิ่งลงในบ่อของความคิด..มากขึ้น
อย่างนี้ต้องล้างตาด้วยหนังสือดีดีอีกสักเล่ม
เอาเป็น The Time Traveler's wife ของออเดรย์ นิฟเฟเนกเกอร์
เฮ้อ.! ไม่อยากจะพูดเลย ดีทุกอย่าง แถมมีหลายประเด็นที่สามารถหยิบยกขึ้นมาเขียน
ยกเว้นภาษาที่ไม่ระรึ่นตา (ขอโทษคนแปลด้วยก๊าบ)
ไม่สมกับเป็นหนังสือรักเลย เรื่องรักมันต้องนุ่มนวลกว่านี้สิ ฮึ้ยยย...
แล้วจะทำไงดีเนี่ย ไปเดินเล่นดีมั๊ย หรือว่านอนดี
ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าจิตใจเริ่มไม่สงบซึ่งอาจเป็นสาเหตุแห่งปัญหาที่จะตามมา
ดังนั้นจึงเริ่มนั่งสมาธิ พักใจให้นิ่งๆ หลังจากนั้นก็บอกกับตัวเองว่า
เปิดตาให้กว้างๆ ทุกอย่างย่อมมีความหมาย
...แม้จะเป็นกิจวัตรประจำวันที่ซ้ำซากก็ตาม
หรืออะไรก็แล้วแต่ที่พวกเราใช้กันในตอนที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์
ตั้งแต่ที่รู้สึกว่าตัวเองขาด ก็พยายามตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ
อันเป็นเรื่องที่ใช้ได้ผลมาตลอด ..แต่มิใช่ครั้งนี้
เรื่องแรกที่อ่านคือ..ตามรอยรัก ของเปาโล คูเอลญู
นักเขียนที่ทำให้กรูฟุ้งได้ทุกครั้งหลังอ่านจบ..แต่มิใช่เล่มนี้
มันกลับทำให้กูจมดิ่งลงในบ่อของความคิด..มากขึ้น
อย่างนี้ต้องล้างตาด้วยหนังสือดีดีอีกสักเล่ม
เอาเป็น The Time Traveler's wife ของออเดรย์ นิฟเฟเนกเกอร์
เฮ้อ.! ไม่อยากจะพูดเลย ดีทุกอย่าง แถมมีหลายประเด็นที่สามารถหยิบยกขึ้นมาเขียน
ยกเว้นภาษาที่ไม่ระรึ่นตา (ขอโทษคนแปลด้วยก๊าบ)
ไม่สมกับเป็นหนังสือรักเลย เรื่องรักมันต้องนุ่มนวลกว่านี้สิ ฮึ้ยยย...
แล้วจะทำไงดีเนี่ย ไปเดินเล่นดีมั๊ย หรือว่านอนดี
ทันใดนั้นก็นึกได้ว่าจิตใจเริ่มไม่สงบซึ่งอาจเป็นสาเหตุแห่งปัญหาที่จะตามมา
ดังนั้นจึงเริ่มนั่งสมาธิ พักใจให้นิ่งๆ หลังจากนั้นก็บอกกับตัวเองว่า
เปิดตาให้กว้างๆ ทุกอย่างย่อมมีความหมาย
...แม้จะเป็นกิจวัตรประจำวันที่ซ้ำซากก็ตาม
Subscribe to:
Posts (Atom)