Friday, March 27, 2009

ราดหน้าเล่าเรื่อง

เป็นอันรู้กันดีในหมู่คนกันเองว่า กูไม่รับคนงานต่างด้าวเข้าทำงาน
สาเหตุหลักคือ ไม่อยากถูกตำรวจไถ รังเกียจพฤติกรรมเลวเลว
สาเหตุที่ให้กับผู้คนรอบข้างคือ คนไทยเยอะแยะมากมายที่ตกงาน กูยังหวังพึ่งแรงงานไทยอยู่
สาเหตุลึกลึกในใจคือ เคยพลาดท่าเสียทีจ้างชาวต่างชาติครั้งหนึ่ง แล้วทนกับพฤติกรรมมันไม่ได้เลย
แต่ไม่เคยบอกใคร

ก่อนหน้านี้ ร้านราดหน้ามีคนงานเป็นขาประจำ 3 คน เป็นตัวตายตัวแทนที่ทำงานกันมานาน
แต่ความต้องการพนักงานของร้านคือ 4 คน
ซึ่งคนที่4 นี่เองที่หายากกกกกกกยิ่งกว่าฝนในหน้าหนาว(เกี่ยวมั๊ยเนี่ย)
ลูกค้าจะเห็นพนักงานคนที่4 เปลี่ยนหน้ากันแทบทุกสองอาทิตย์ (งานร้านกรูมันหนักนักเรอะ)
แล้วเช้าวันหนึ่ง วันที่ไม่มีพนักงานคนที่ 4 มาเกือบเดือนแล้ว ก็มีคนมาสมัครงาน
แนะนำโดยร้านส่งน้ำแข็งที่กรูใช้บริการทุกวัน เค้าบอกว่ารับประกันความอืด
กรูหันไปมองหน้าเด็กผู้หญิงที่จะมาเป็นลูกน้องในอนาคต แล้วก็คิดในใจ
....มันจะอยู่ถึงสองวันมั๊ยวะเนี่ย
แต่ก็เอาเถอะ เราต้องให้โอกาสคน น้องผู้หญิงรูปร่างบอบบาง แนะนำตัวเองว่าชื่อ จัน อายุ26
กูไม่ถามอะไรต่อ สำหรับคนที่จะอยู่ด้วยกันแค่ไม่กี่วัน เราไม่จำเป็นต้องซักไซ้ไร่เรียงให้มากความ
กูหันไปบอกมือขวาของกูว่า "พี่คิดพรุ่งนี้เริ่มหัดน้องเค้าทำราดหน้าเลยนะ"
พนักงานทั้งสามชีวิตหันมามองกู แล้วรู้ทันทีว่า กูไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะทำงานได้
เลยให้เริ่มงานที่ยากที่สุดในร้าน เพราะถ้าไม่คิดจะทำงานหนักจริงจริง
เจองานผัดราดหน้าวันเดียวก็ต้องออก แต่ถ้าทำได้มากกว่าสองวันเราจะรู้กันว่า เธอคือตัวจริง

แต่ผ่านไป 4 วัน จันยังคงทำงานอยู่ แม้จะไม่ค่อยพูดจา แต่จันเริ่มซื้อใจเพื่อนได้ด้วยความขยัน

และเมื่อผ่านไป 7 วัน พี่คิดบอกว่า “ป๋า(นามมังกรของพี่หมีเวลาอยู่ร้าน)
จันผัดหน้าได้แล้วนะ ไม่ต้องเฝ้าด้วย”
............โอมายก๊ออออดดดดดดดดดดด
เป็นเร็วมากสำหรับคนไม่เคยผ่านงานร้านอาหาร และอายุน้อยขนาดนี้
หลังจากนั้น กูจึงเริ่มให้ความสนใจจันอย่างจริงจัง เริ่มพูดคุยถึงค่าแรงที่จะได้รับ
เงินพิเศษที่จะได้ตามยอดขาย และค่าแรงที่จะขึ้นตามอายุการทำงาน
ประมาณว่า อยู่เถอะน้อง ทำงานกับพี่เถอะน้อง
แต่ถึงอย่างนั้น จันก็ยังไม่ค่อยพูดจา และสิ่งเดียวที่เรารู้เกี่ยวกับจันคือ
จันมีกล้ามใหญ่ที่ไม่เข้ากับหน้าตาที่น่ารักเลย แต่วันหนึ่งก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้จันเปลี่ยนไป

พิ่คิดมาบอกกูว่า “ป๋า จันเช็คของไม่ได้นะ มันบอกเขียนหนังสือไม่เป็น”
(ที่ร้านจะมีใบสำหรับเช็คของเหลือและสั่งใหม่ให้กับพนักงาน)
............................เกิดความเงียบขึ้นระหว่างเรา แล้วกูก็ถามพี่คิดอย่างยากลำบากว่า
“พี่ว่าจันเป็นคนไทยรึเปล่า” “ไม่น่าจะใช่นะ เพราะบางคำมันพูดไม่ชัด”
“รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ทำไมไม่บอก” “ตั้งแต่วันแรกล่ะ แต่เห็นมันทำงานดี”
“แล้วถ้าเราถามมันตรงตรง ว่าเป็นคนไทยรึเปล่ามันจะตกใจจนออกไปอีกมั๊ย”(เคยมีเคสตัวอย่างมาแล้ว)
“ไม่รู้เหมือนกัน ป๋าค่อยค่อยถามมันแล้วกัน”
บทสนทนาข้างต้นระหว่างกูกับพี่คิดนี้ เราต้องออกไปกระซิบกันนอกร้าน เพราะกลัวจันได้ยิน
ดูสิเราไม่อยากให้เค้าออกขนาดนั้น

กูตัดสินใจจ้างจันต่อ และเรียกเค้ามาคุยแบบเปิดใจ
ว่าเค้าเป็นคนประเทศอะไร มาจากไหน จริงๆแล้วชื่ออะไร
และหลังจากที่ทุกอย่างเปิดเผย จันก็ดูจะทำงานด้วยความสบายใจขึ้น
คงไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะถูกจับได้เมื่อไหร่ และเราก็รู้เรื่องราวเกี่ยวกับจันมากขึ้น
จันเล่าให้ฟังว่า บ้านเค้าอยู่ลาว แต่อยู่อำเภออะไรจำไม่ได้(กูนะที่จำไม่ได้)
แต่งงานแล้ว เป็นคนบ้านเดียวกัน คือคนที่มาส่งน้ำแข็งที่ร้านกรูทุกวันนั่นเอง
(ทำไมเดี๋ยวนี้แยกไม่ออกเลยนะว่าใครเป็นใคร) มีลูก1คน
เมื่อก่อนเคยทำงานที่โรงงานทำรองเท้าได้ค่าแรงวันละ 120 บาทไม่มีโอที
แต่ไอ้คนไทยใจคดคนนั้นให้ทำงานตั้งแต่ 9โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม
จันไม่มีทางเลือกเพราะไม่มีบัตรต่างด้าวจึงหางานทำยาก กลัวโดนตำรวจจับ
จันทำงานที่นั่นได้3 ปี แล้วขอลากลับบ้านไปเยี่ยมลูกประมาณ2 เดือน
กลับมาก็ตกงานซะแล้ว เพราะแรงงานต่างด้าวราคาถูก
ยังคงมีอยู่มากมายให้คนไทยเอาเปรียบ
ดังนั้น โชควาสนาจึงตกมาอยู่ที่ร้านราดหน้า ที่ได้คนขยัน
ทำงานเก่ง นิสัยน่ารัก และหน้าตาก็น่ารักมาทำงาน

ตอนนี้จันมาทำงานที่ร้านราดหน้าได้ 3 เดือนแล้ว
และทุกเดือนจันจะส่งเงินกลับบ้านประมาณ 5000-8000 บาท
โดยให้กูเป็นธุระจัดการให้ ถามจันว่าส่งเงินให้แม่เลี้ยงลูกเหรอ
จันยิ้มแล้วก็ตอบว่า เปล่าค่ะ ส่งเงินกลับไปปลูกบ้าน
ถามจันต่อว่าคิดไว้ในใจรึเปล่าว่าจะทำงานอยู่ในประเทศไทยถึงเมื่อไหร่
จันตอบว่า ประมาณ 1 ปี ก็จะกลับ แต่ถ้ายังปลูกบ้านไม่เสร็จก็จะกลับมาใหม่
ฟังแล้วก็ทั้งเสียดายและชื่นชม
เสียดายที่อีกหนึ่งปีร้านกูจะต้องหาเด็กมาทำงานใหม่
ชื่นชมที่จันทำในสิ่งที่เด็กไทยอายุเท่ากันทำไม่ได้เลยตั้งแต่เห็นมา
เด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพ ทั้งๆที่อยู่บ้านนอกก็ไม่ได้สบายอะไร
แต่กลับต้องการมาทำงานสบายๆในกรุงเทพ เลือกงาน หยิบโหย่ง
วันวันคิดแต่เรื่องแต่งตัวกับผู้ชาย ทำชีวิตที่ไม่มีคุณค่าให้มันยิ่งด้อยค่าลงไปอีก
แล้วเราจะโทษใครได้ โทษพ่อแม่ ครอบครัว อำเภอ จังหวัด ประเทศ หรือว่ารัฐบาล
เราคงโทษใครไม่ได้ เพราะกูเชื่อเหลือเกินว่า จะดีจะชั่วอยู่ที่ตัวเราเองจริงๆ
ดังนั้น เรามาช่วยกันกรวดน้ำ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล
ให้หน้าเหลี่ยมที่ล่องลอยเป็นสัมภเวสีที่ต่างแดนกันเถอะ
เผื่อว่ามันได้รับผลบุญจนอิ่มแล้ว จะได้รู้จักพอสักที
ประเทศชาติจะได้ไม่มีสงครามกลางเมือง สาธุ

3 comments:

My Dear Space said...

"วันวันคิดแต่เรื่องแต่งตัวกับผู้ชาย"
อ๊ายยยย แรงงงง ดาวรับไม่ได้
อ่านแล้วแอบสะอึก กูก็เป็นนี่หว่า
ฮา

ว่าแต่ทำงานกะพี่เก่งเงินเดือนเท่าไหร่
ส่งที่บ้านเดือนละแปดพันได้เนี่ย
เด๋วน้องเค้าออกบอกเดียนะจะไปสมัคร

keng said...

555 น้องดาวเสียสติไปซะแร้ววว

น้องจันเค้าประหยัดมากเลยเดีย
เช่นว่า เวลาเพื่อนไปรุมรถเข็นขายลูกชิ้นทอด
ซื้อกันคนละหลายไม้ เจ้านี่กลับยืนจ้องตู้ลูกชิ้น
ถามราคาแต่ละไม้ แล้วก็ทำท่าคิด
จากนั้นก็เลือกไม้ละ 5 บาทขึ้นมาส่งให้ลุงคนขาย
แล้วก็ควักเงิน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเวลาชั่วกัปชั่วกัล
กว่ามันจะควักเหรียญห้าบาทออกมาได้
ปากก็บ่น เสียดายยย เสียดายยย
เล่นเอาพี่ขำจนทนไม่ได้ ต้องซื้อลูกชิ้นเลี้ยงมันทั้งร้าน
ซวยพี่เลย(-__-")

chery...me said...

หุ หุ เลี้ยงเด็กที่ร้านแล้ว...ว่างๆ ก็มาเลี้ยงเพื่อนผู้ยากไร้และหิวโหยบ้างก็ได้นะ จะเป็นบุญกุศลอันใหญ่หลวง 555555555555