Sunday, January 17, 2010

เล่นกับโซดา..ที่เกาะช้าง

อยากไปโฮมสเตย์ที่เกาะช้าง...
หลังจากเอ่ยคำนั้นออกมาให้บัวหัวโตได้ยิน วันเวลาก็ผ่านมาเป็นปีถึงได้เดินทางไปเกาะช้างจริงๆ
....แต่ไปกับป้า จ๊ะเอ๋ และต้นโอ๊ค

เรานั่งรถทัวร์เขย่าซ้ายขวาจากเอกมัย ไปต่อรถสองแถว แล้วก็ขึ้นเรือเฟอรี่ เพื่อไปต่อรถสองแถวบนเกาะช้างอีกรอบ
ในที่สุดเราก็ถึงบ้านพักบนเกาะช้างด้วยความอ่อนล้า เหนียวตัว หิวข้าว
ดังนั้นโปรแกรมทัวร์ที่คิดไว้ในวันนั้นทั้งหมดจึงถูกยกเลิก ด้วยเพราะอากาศที่เย็นขึ้นมาอย่างกระทันหัน
และเวลาไม่อำนวย ที่สำคัญคือสิ่งที่เราอยากทำที่สุดในตอนนั้นคือ กินแล้วก็กิน
ระหว่างที่เดินสำรวจรอบๆที่พักที่เจ้าของบ้านบอกว่าวันเสาร์ที่จะถึง จะมีแขกมาพัก 40 คน
แต่ณ. วันนั้น ที่พักเป็นของพวกเรา 4 คนแต่ผู้เดียว
จ๊ะเอ๋กับต้นโอ๊คบอกว่า ไม่เหมือนมาเที่ยวเลย เหมือนมาบ้านอาม่ามากกว่า
ไม่ว่าจะเป็นสไตล์บ้านพัก กลิ่นน้ำเค็ม ห้องน้ำ หรือไม้กระดานบนบ้านที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เดิน

หลังจากจัดการอาหารเย็นมื้อใหญ่เสร็จ เราคิดจะพักท้องด้วยการขับมอเตอร์ไซด์เล่น
แต่ปรากฎว่าต้นโอ๊คกับป้าไปนอนกลิ้งดูทีวีกันเรียบร้อย เอ่อ..นี่กลับมาเยี่ยมญาติกันเหรอค้าบ ไม่ไปเที่ยวเล่นกันเหรอ
ลุงเสมียร เจ้าของโฮมสเตย์ที่เราไปพักคงเห็นเราทำตัวไม่เหมือนมาเที่ยว
คงกลัวใจตัวเองจะคิดว่าพวกเราเป็นญาติจนไม่กล้าเก็บเงิน เลยเสนอโปรแกรมทัวร์หิ่งห้อย ณ. ป่าโกงกาง

ป่าโกงกางริมทะเล ถือว่าเป็นสถานอนุบาลสัตว์เล็กในท้องทะเลตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นปู ปลา กั้ง
เพราะสภาพดินเลนและกิ่งก้านของรากโกงกางที่เป็นเหมือนบ้าน
ความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลจึงนับว่าเริ่มต้นจากป่าโกงกางนั่นเอง
และถ้าหากใครจำได้ ตอนที่ทสึนามิเข้าที่ภาคใต้ทางฝั่งทะเลอันดามัน
ป่าโกงกางนับเป็นปราการสำคัญที่ลดแรงกระแทกคลื่น
จนทำให้ชาวบ้านหลายหมู่บ้านเริ่มเห็นความสำคัญของป่าโกงกางขึ้นมา

ขณะที่เราเดินบนสะพานไม้ ลัดเลาะเข้าไปในป่าโกงกาง
สองข้างทางมืดสนิทมีเพียงแสงจากไฟฉายที่แจ๊ค..ลูกลุงเสมียรถือนำทาง
กับอีกดวงที่กรูถือเดินปิดท้ายขบวน แจ๊คหยุดเป็นระยะเพื่อชี้ชวนให้พวกเราดูหิ่งห้อยบนยอดโกงกาง
แต่พวกเรามัวแต่หลงแสงดาวจนลืมดูหิ่งห้อย
ท้องฟ้าคืนนั้นเหมาะกับคำว่า "ระยิบระยับ พร่างพราย" เป็นอันมาก
ด้วยความมืดสนิทชนิดที่ปิดไฟฉายก็ไม่เห็นอะไร ดาวจึงชัดมากเป็นพิเศษ

กลับจากทัวร์หิ่งห้อย กรูยังคงติดใจท้องฟ้าพร่างพราย
จึงลากเสื่อไปนอนดูดาวที่ระเบียงบ้านอันกว้างใหญ่ริมทะเล
ในขณะที่ทุกคนอาบน้ำ กรูก็ยังทำตัวโรแมนติคท่ามกลางหมู่ดาว จนเสื้อเปียกน้ำค้างแฉะ
เพียงไม่นานป้าก็ลากเสื่อมานอนข้างๆ สักพักเอ๋กับโอ๊คที่อาบน้ำเสร็จก็ตามมา
เสียงพูดคุยในครอบครัวท่ามกลางหมู่ดาวจึงเริ่มต้นขึ้น เช่น
....นั่นดาวไร
...ไม่รู้..รู้จักแต่ดาวไถ
ผ่านไปครึ่งชั่วโมงเราก็ยังคงชี้ชวนกันดูดาวไถ ทั้งๆที่หมู่ดาวนับร้อยดวงอยู่ตรงหน้า...
ส่วนกรูก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตารออธิฐานกับดาวตกดวงต่อไป...

วันรุ่งขึ้นกรูตื่นแต่เช้า มานั่งทำโรแมนติคดูพระอาทิตย์ขึ้น
และอวดขี้ตากับขี้ฟันให้ปลาเข็มตัวใหญ่ในทะเลหน้าบ้านดู
ทะเลนิ่งเรียบ มีเพียงคลื่นเล็กๆ ส่งเสียง..แจะ.แจะ... กระทบสะพานไม้หน้าบ้าน
ทำให้หลายครั้งจ๊ะเอ๋คิดว่าพวกเราอยู่ติดแม่น้ำที่กว้างใหญ่มากกว่า
พอดวงอาทิตย์ยามเช้าส่องแสงได้ที่ พิธีกรรมถ่ายภาพจึงเริ่มต้นขึ้น
เรารัวชัตเตอร์กันไม่ยั้ง เสมือนเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำในการมาเที่ยวครั้งนี้
จนกระทั่งเจ้าของบ้านเค้าต้องมาตามไปกินข้าวเช้าด้วยท่าทางประหลาด
เค้าคงคิดในใจว่า...ถ่ายรูปอะไรกันนะ หน้าก็ไม่ล้าง ฟันก็ไม่แปรง สกปรก ..ยี๊...อี๊

วันนี้เรามีโปรแกรมออกเรือไปดำน้ำ และกลับมาเล่นน้ำตก
ไม่แน่ใจว่าเค้าจะพาไปที่ไหนบ้างแต่ด้วยความดีใจที่เค้าเอาเรือใหญ่ขนาด 40 คนนั่งออกให้เราแค่ 4 คน
จึงกระโดดโลดเต้นขึ้นเรือไปอย่างว่าง่าย บนเรือจ๊ะเอ๋กับป้าประโคมครีมกันแดดซะจนทำกรูคิดว่า เอ..หรือกรูควรจะทามั่งดี
เราแวะเกาะเหลายาเป็นที่แรก เกาะเหลายาเป็นเกาะเล็กๆห่างจากเกาะช้างประมาณครึ่งชั่วโมง
ทรายสวย น้ำใส และมีแต่ฝรั่งที่เล่นน้ำอยู่ เราเดินขึ้นฝั่งไปด้วยความรู้สึกเหมือนมาเที่ยวต่างประเทศ
เกิดอาการเคอะเขิน ต่างบ้านต่างเมือง จนกระทั่งเห็นป้ายคำเตือนภาษาไทยให้ใช้น้ำน้อยๆ จึงรู้ว่า
อ้ออ..เราอยู่ประเทศไทยเนาะ

เราเดินจากเกาะเหลายาไปจนถึงเกาะเล็กๆ ซึ่งมีสะพานไม้ข้ามฝั่งเชื่อมเกาะสองเกาะไว้ด้วยกัน
กรู ป้า และจ๊ะเอ๋ชี้ชวนกันดูน้ำใสราวกระจก ปลาตัวเล็กๆ ที่ว่ายกันเป็นฝูง
แล้วก็เดินหยีตาหลบแดดข้ามไปอีกเกาะ วันนั้นทั้งวันดำเนินไปในลักษณะนี้
เดินเล่นบนเกาะ ดำน้ำดูปะการังในน้ำขุ่นๆ ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้น
ความหวังที่จะได้ดูปะการังสีสวย ปลาสวยงามหลากหลายเป็นหมันเพราะเรือลำใหญ่
คนบนเรือมีน้อย(พวกเราแค่ 4 คน) ไอ้แจ๊ค(เริ่มหยาบคาย)คนขับจึงไม่พาไปเกาะไกลๆ เพราะไม่คุ้มค่าน้ำมัน....ชิ

ความหวังสุดท้ายของเราจึงฝากไว้ที่โปรแกรมน้ำตกธารมะยม
ที่ซึ่งกรูก็รู้อยู่แล้วว่าน้ำตกมันคงจะแห้งเพราะเลยหน้าฝนมานาน แต่ยังไงก็ต้องไป
แจ๊คบอกว่าปรกติแล้วค่าเข้าชมน้ำตกสำหรับคนไทยคนละ 40 บาท (ฝรั่ง 400 บาท!!?)
แต่หน้าแล้งอย่างนี้อาจไม่ต้องเสีย พอถึงทางเข้าน้ำตกกรูจึงงง.งงที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้หน้าตาบูดบึ้งบอกรูว่า 200 บาทครับ
ก่อนที่จะหยิบเงินจ่ายแจ๊คตะโกนถามว่า มีน้ำมั๊ยพี่(น้ำใจ?)
เจ้าหน้าที่ป่าไม้มันตอบอย่างฉะฉานว่า....ไม่มี(เลว!) แจ๊คจึงต่อรองราคาเหลือ 100 บาท
จากนั้นก็เสียอีก 20 บาทเป็นค่าจอดรถ เพราะทางเข้าน้ำตกเป็นที่ดินส่วนบุคคล...เฮ้อ-__-
น้ำตกธารมะยม ที่ต้องเดินเท้าเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร
ทางเดินเป็นหินก้อนไหญ่เล็ก สูงต่ำ แตกต่างกันไป หมีอย่างกรูก็ไม่เคยหวั่น
เดินไปกินปลาหมึกไปอย่างสบายอารมณ์
ในขณะที่เด็กเมืองอย่างจ๊ะเอ๋ร้องว่า เมื่อไหร่จะถึง
พร้อมกับลังเลว่าจะกระโดดไปยังหินก้อนต่อไปยังไงดีไม่ให้หกล้มหัวแตก 55555 (เป็นพี่ที่พึ่งได้จริงๆ)
น้ำตกธารมะยมแห้งแล้งอย่างที่เราคิด แต่น้ำที่ไหลเอื่อยๆ ก็ใสจนมองเห็นก้นสระที่ลึกประมาณเมตรกว่าๆ
น้ำตกแห้ง จ๊ะเอ๋หน้าเหี่ยว ไม่มีใครตัดสินใจว่าควรจะทำอะไร
กรูจึงยื่นอุ้งตีนหมีลงไปให้ปลาตัวเล็กนับสิบในบ่อตอดเล่น จั๊กจี๊เท้า หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
สักพักป้าทนไม่ไหวจึงลงมายื่นเท้าร่วมวงให้ปลาตอดด้วย
แต่จ๊ะเอ๋กับต้นโอ๊คปฏิเสธเสียงเด็ดขาด
เพราะจ๊ะเอ๋เป็นโรคกลัวปลาตัวมันวาวและความกลัวนั้นส่งผลให้ต้นโอ๊คที่ตัวใหญ่ราวหมีกริซลี่กลัวไปด้วย
เย็นนั้นกรูหิ้วมะพร้าวอ่อนจากน้ำตกธารมะยมกลับบ้าน
นั่งกินมะพร้าวอ่อนอยู่บนระเบียงที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่โปรดไปแล้ว
น้องเจ้าของบ้านเดินมาถามว่า...พี่หิวมั๊ย จะกินข้าวเย็นเลยรึเปล่า
กรูหันไปตอบพร้อมมะพร้าวที่คาอยู่ในปากว่า...พร้อมกินเสมอจ้ะ(น้ำเสียงอ่อนหวาน)
...น้องเค้าเอามือมาแตะขากรู(หลอกจับขาอ่อนกรูนี่หว่า) แล้วบอกว่า...พี่จะไม่อาบน้ำเหรอ
นี่น้องคงเห็นกรูดองเค็มชุดนี้ตั้งแต่เช้า แห้งจนเปียก เปียกจนแห้งไปก็หลายรอบ
ก็ไม่ยอมอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนชุด คงคิดว่ามันจะสกปรกไปถึงไหน
กรูประเมินสายตาน้องเค้าแล้ว เลยตอบไปว่า ... ไม่ล่ะพี่ว่าจะอาบพรุ่งนี้ก่อนกลับเลย
55555555 ได้ผล..น้องเค้าขำตัวม้วนกลิ้งเข้าครัวไปเลย...สม..ยุ่งกับกรูดีนัก

จ๊ะเอ๋รอจนกรูกินมะพร้าวเสร็จ ก็ชวนขับมอไซด์ไปประภาคารใกล้ๆที่พัก
ห่างไปประมาณหนึ่งกิโล แต่มองเห็นด้วยตาชัดเจนจากห้องนอนของเรา
ไปเยืนเก๊กท่าบ้าบอถ่ายรูปจนแสงหมดเราก็ขับรถกลับบ้าน(ก็ยังคงไม่อาบน้ำ)
และตอนนี้ถ้ามีคนถามว่าพูดถึงเกาะช้าง จะนึกถึงอะไรกรูจะตอบว่า โซดา
โซดาเป็นหมาของโฮมสเตย์ที่เราไปพัก หน้าตาน่ารัก ดูว่าง่ายและขี้อ้อน
เพราะพอเราตะโกนเรียก ...โซดา! โซดาก็จะวิ่งขาถ่างมาหาเรา
และที่มันต้องวิ่งขาถ่างเพราะมันมีท่อแขวนอยู่ที่คอ เจ้าของเค้าบอกว่ามันชอบวิ่งไล่รถกระบะ
กลัวมันโดนรถทับตายเลยต้องเอาท่อมาห้อยไว้เพื่อดัดนิสัย
ท่อนี้เป็นของแปลกใหม่สำหรับจ๊ะเอ๋กับกรูมาก
โซดาจึงเป็นสิ่งโปรดปรานของเราที่บ้านพักนี้ เรากอดมัน เล่นกับมัน หาเห็บให้มัน จนเจ้าของบ้านแอบไปซุบซิบนินทา
พอเค้าเห็นเราร้องเรียกโซดาทั้งวัน เค้าเลยเอาท่อออกให้มันเพราะคิดว่าพวกเรารู้สึกเหมือนเค้าทรมาณสัตว์
แต่ขอบอกว่า โซดาหลังเอาท่อที่ห้อยคอออก..ไม่น่ารักเลย
มันทำตัวปราดเปรียว วิ่งไปมาอย่างคึกคะนอง ไม่อ้อน ไม่ซบ ไม่ยอมให้เราจับ
โซดา..หมาเลว..จะไปไหนก็ไปเลย กรูตะโกนบอกมันในใจ
แล้วบอกเจ้าของบ้านเสียงดังว่า ....เอาท่อมาใส่ให้อีโซดาหน่อยสิพี่....

วันรุ่งขึ้นเราออกจากที่พัก 10 โมงเช้า โดนรถทัวร์เขย่าจนถึงกรุงเทพตอนหกโมงกว่าๆ
นั่งรถนานชั่วกัปชั่วกัลเพื่อไปเล่นกับอีโซดา....ที่เกาะช้าง































5 comments:

chery...me said...

ก้อดูน่าสนุกดีนิ แถมได้เพื่อนใหม่ี(มีท่อห้อยคอ) 555
อยากไปมั่งจังอะ คิดถึงทะเลอีกแล้วว

จ๊ะเอ๋น่ารักจังงง

keng said...

คุ้มเพราะได้ดูดาวล่ะเชอรี่..
เป็นดาวที่สวยที่สุดเลย ><
โซดาตอนมีท่อห้อยคอก็น่ารักมาก
แล้วเมื่อไหร่แม่จะไปหัวหินล่ะ กรูรออยู่นะเนี่ย 555
...เลิกชมจ๊ะเอ๋ได้แล้ว ชมกรูมั่งสิ..ชิ

chery...me said...

ยังไม่รู้เมื่อไหร่เลยเก่ง หัวหินอะ

เอออออ มรึงก็น่า......รักกก ชิ

My Dear Space said...

ดีจัง พี่เก่งพาน้องๆ เที่ยว
เห็นแล้วอยากไปด้วย

ว่าแต่ กินปู ไม่กี่ตัว กินด้วยยยยยยยยยยยยย

keng said...

จริงแล้วทริปนี้ที่ตั้งใจไว้ตอนแรกต้องเป็นบัว พี่ แล้วก็เีดีย แต่บังคับมันไม่สำเร็จอ่ะเดีย มันไม่ยอมทิ้งแอ๋มเลย..
หมั่นไส้มันเนอะ..