มีโอกาสได้กลับไปอ่านบันทึกเก่าๆ เพราะเล่มที่ใช้อยู่ปัจจุบันถูกถมด้วยปากกาจนหน้ากระดาษเต็ม ไม่เหลือพื้นที่สีขาวอันสะอาดสะอ้านอีกต่อไป เมื่อหมดเล่มหนึ่งก็ถึงเวลานำไปเก็บไว้ในหอเกียรติยศ...(ได้แก่ชั้นวางหนังสือเก่าคร่ำคร่า) รวมไว้กับเล่มเก่าๆ ที่ฝุ่นและขนหมาจับตัวกันหนาเตอะ
ในตอนที่หยิบมาเปิดอ่าน ไม่รู้ว่าแค่โหยหาอดีต หรืออยากรู้อยากเห็นเรื่องส่วนตัวของตัวเอง แต่เริ่มแรกที่แค่เปิดสุ่มๆ อ่านเอาสนุก กลับกลายเป็น หยิบทั้งหมดเอามานั่งอ่านเป็นจริงเป็นจังอยู่หลังบ้าน
ณ.ตอนนั้นรู้ทันทีว่า ทำไมต้องมีหอจดหมายเหตุ ทำไมต้องมีพงศาวดาร และทำไมต้องมีบันทึกการประชุม.....
ในสมุดบันทึก..มันคือตัวหนังสือที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ความคาดหวังและจินตนาการ มันบอกเราว่าในช่วงเวลาหนึ่ง เราเคยทำอะไร และเคยคิดอย่างไร
อ่านไปก็คิดเรื่อยเปื่อยเข้าข้างตัวเองว่า หากวันใดวันหนึ่งเราเกิดกลายเป็นบุคคลสำคัญของโลก(อาจเป็นผุ้ค้นพบเห็บหมาพันธุ์ใหม่) บันทึกเหล่านี้จะถูกนำออกไปประมูลในราคาสูงลิบลิ่ว เพียงเพื่อที่ผู้คนจะพบว่า ...ดูสิ..ไอ้หมีดำตัวนี้ก็เคยกระทำการโง่ๆ เยี่ยงปุถุชนมาก่อน ฮ่า.ฮ่า.ฮ่า (ดาวินซีจะรู้สึกอย่างไรหนอตอนบันทึกตัวเองถูกประมูล)
ในความเป็นจริง..กองสมุดเก่าๆพวกนั้นเป็นเพียง บันทึกการเจริญเติบโตของคนคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเคยกระทำการเหลวแหลกเยี่ยงเยาวชนที่คึกคะนอง เคยอกหักและพบรักในวัยที่ฮอร์โมนเบ่งบาน และเคยกระเสือกกระสนอยู่ในวังวนของคนทำงาน
...หากแต่ถ้ามันมีเพียงแค่นั้น มันคงไม่สนุกสนานมากเพียงพอที่จะเสียเวลาอ่าน
แต่เพราะคนคนหนึ่ง เติบโตได้เพราะคนรอบข้าง พวกเค้าเป็นองค์ประกอบแห่งชีวิตที่จะขาดเสียไม่ได้ในภาพต่อจิ๊กซอว์แสนสำคัญ
ชีวิตจะสนุกได้เพราะพวกเค้าเหล่านั้น..
สมุดบันทึกจึงไม่ได้เป็นแค่ไดอารี่ส่วนตัว บางครั้งมันอาจเป็นกล่องเก็บอารมณ์อันหลากหลายของผู้คนรอบข้าง
นั่งอ่านบันทึกของตัวเองตอนที่เพิ่งออกจากงานใหม่ๆ มาเปิดร้านราดหน้า มีตอนหนึ่งเขียนว่า
"วันนี้เหนื่อยมาก เหงื่อออกจนแฉะไปหมด ทำ่งานหนักเสียจนไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร"
...ผ่านไปหกปีถึงรู้ว่ามันคุ้มค่าที่จะเหนื่อย
อีกตอนหนึ่งเขียนเพราะทะเลาะกับแฟน
"คุยกัน..จะได้รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสักแค่ไหนก็ตาม ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะคิดว่า เรื่องแค่นี้เราทนได้ แต่สักวัน..ก็จะทนไม่ไหว อย่าอยู่ด้วยกันจนเกิดความเคยชิน เพราะจะทำให้เฉยเมยต่อความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง"
อ่านแล้วก็...อืมมม...ครั้งหนึ่งเราก็เคยมีความคิดเหมือนกันนะเนี่ย...
แต่ในขณะที่จังหวะชีวิตของเราเปลี่ยน ความรู้สึกนึกคิดของเราก็อาจเปลี่ยน หรือหล่นหายไปกับกาลเวลา
เราไม่รู้ว่า นับจากนี้ไปอีกห้าปี สิบปี ตัวตนของเราที่มีอยู่ในวันนี้จะยังคงอยู่ เหมือนเดิม หรือสูญสลาย
แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้จากการเขียนบันทึกก็คือ ความทรงจำที่สำคัญมีค่าควรแก่การบันทึก ยังไม่เท่าผู้คนที่รักเราและเรารัก
...เขาเหล่านั้นมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดใด และไม่ควรทำใครหล่นหายไปสักคนเดียว
3 comments:
ซึ้งอะ
ซึ้งจนอยากอ่านทุกเล่มที่เมิงบันทึก เหอ เหอ
อย่าเผลอละเมิง...
ว่าแต่ แล้วทำไมกรูถึงไม่มีอะ แล้วกรุจะนั่งขำอะไรตัวเอง ไม่เห็นพัฒนาการตัวเองเลย แย่จัง ทำไมไม่บอกกันบ้างว่าให้เขียน ชิ
เชอรี่..อยากรู้พัฒนาการตัวเองเหรอ
ถามกรูสิ..กรูเนี่ยล่ะสมุดบันทึกของมรึง..5555
.........
รื้อบ้านให้ตายก็หาสมุดกรูไม่เจอหรอกนะ..ดอรี่
รอไปประมูลตอนกรูตายละกัน..อิ.อิ(ของมันมีค่าอ่ะ)
55555555555555555555
เมิงเป็นสมุดบันทึกที่กรูไม่กล้าเปิดดูอะ (กลัว กลัว)
แล้วตอนกรูตายจะมีไรประมูลละนี่ คริ คริ
Post a Comment