Monday, August 10, 2009

ชีวิตที่ผ่านไปวัน.วัน

ช่วงนี้อากาศร้อนจัดเหลือหลาย เช็คสภาพอากาศทีไรก็เห็นมันขึ้นว่าร้อนเกิน 30 องศาทุกวันไป
และอาทิตย์นี้ก็ร้อนจัดที่ 33 องศา ตลอดทั้งอาทิตย์ ฝนจะตกปรอยๆ
เหมือนใครปล่อยสายยางฉีดน้ำรดต้นไม้ (พยากรณ์เค้าว่า)
ก็ไม่รู้ว่า ที่อากาศร้อนขึ้นนั้นเป็นเพราะผลกระทบจากภาวะโลกร้อน หรือเป็นเพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง
เห็นข่าวบางข่าวว่า เนื่องจากภาวะโลกร้อน
ประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น ไทย
และประเทศที่เป็นเกาะ เช่น ญี่ปุ่น แต่ทั่วทั้งโลกก็จะได้รับผลกระทบต่างกันไป
มากน้อยก็แล้วแต่องศา...ลิปดา...และสภาพแวดล้อม
แล้วข่าวก็ประโคมกันเหลือเกิน ในเรื่องความวิปริตของอากาศ
อาการผิดปรกติของธรรมชาติ และน้ำแข็งขั้วโลกก้อนเล็กก้อนน้อยที่ละลายหายไปเรื่อยๆ
หลายคนออกมาบอกว่าโลกจะแตกปีนั้นปีนี้ ลูกน้องกรูก็ยังเอามาคุยกัน
บางคนก็ออกอาการกลัวจนเว่อร์ ทำให้กรูต้องเป็นหมีปากร้ายดักคอมันไปว่า
กว่าโลกจะแตก อายุอย่างเราๆ นี่อาจแก่ตายก่อน....555(ขำคนเดียว)
สื่อทั้งหลายก็ยังพยายามชวนผู้คนให้รักษ์โลก งดใช้นั่นนี่
แต่กรูก็ยังคงเปิดคอมพ์ เปิดแอร์ เปิดไฟ เปิดทีวี อาบน้ำนานอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
แล้วกูมีสำนึกรักษ์โลกตรงไหน?

เมื่อวานคุยกับคนหนึ่ง คนผู้ซึ่งกำลังเบื่อหน่ายกับสื่อที่รายงานข่าวเรื่องผู้ร้ายปาหินอย่างละเอียดลออ
เค้าว่า..สื่อนี่หล่ะที่เป็นตัวกระจายข่าว และทำให้การปาหินเป็นแฟชั่นระบาดไปทั่วประเทศ
สื่อนี่หล่ะที่เป็นคนบอกพวกบ้านั่นว่า ต้องปายังไง จุดไหนถึงจะได้ผลที่สุด

กรูเห็นเค้าเครียดก็เลยเล่าเรื่องตัวเองให้เค้าฟัง คิดว่าเรื่องขำๆ คงเบนหัวข้อการสนทนาไปเรื่องอื่นได้
และเรื่องเล่ามีอยู่ว่า.....
มีลูกสาวพาแม่อายุ 93 มากินข้าวที่ร้านราดหน้า ยายคนนี้เป็นคนแก่อารมณ์ดี
เวลาแกเห็นลูกน้องที่ร้านเดินไปใกล้ๆ แกจะเอื้อมมือมาจับเอาไว้
เพราะคิดว่าเป็นลูกหลาน (ลูกแกบอกอย่างนั้น)
หลังจากกินข้าวหมดไปสามจานลูกสาวแกก็ทำหน้าตกใจแล้วก็บอกว่า..ลืมเอาเงินมา
กรูก็กะลังจะบอกว่าให้มาจ่ายวันหลังได้ เค้าก็ถามทางไปตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุด
แล้วก็บอกว่า “น้อง..พี่ฝากแม่แป๊ปนึงนะ” แล้วก็ทำหน้าตาเป็นห่วง
มืออาชีพด้านการดูแลคนแก่อย่างกรูก็บอกไปว่า “ได้พี่”
แล้วก็สั่งลูกน้องให้ไปนั่งเป็นเพื่อนอาซิ่มแก
(เปลี่ยนสรรพนามเจากยายเป็นอาซิ่มพราะได้ยินแกพูดภาษาจีน)
อาซิ่มแกเห็นลูกวิ่งออกไปนอกร้านก็พยายามกระย่องกระแย่งลุกขึ้นจะเดินตามลูกสาว
ส่วนลูกน้องกูก็เดินตามอาซิ่ม....เวร

กูต้องเข้าไปบอกแกว่า(เวลาเข้าไปหาซิ่มแกในระยะเอื้อมถึงแกจะเอื้อมมือมาจับมือเราไว้ทันที)
นั่งก่อนนะซิ่มนะ กินน้ำก่อน เดี๋ยวลูกก็มา แกจึงยอมนั่งเพราะเห็นแก้วเป๊ปซี่ที่กรูยกมา
คงคิดว่าต้องกินให้หมดก่อนไป พอนั่งลงได้ก็ยกเป๊ปซี่ดื่มใหญ่ แต่มืออีกข้างนึงก็จับมือกูไว้(มือนิ๊ม.นิ่ม)
หมีใหญ่อย่างกูก็เลยต้องนั่งเป็นเพื่อนแก แล้วก็พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเพื่อหลอกให้แกนั่งอยู่กับที่
(แกตอบเป็นภาษาจีน แล้วก็หัวเราะ ไม่รู้ว่าด่ากรูรึเปล่า) จนห้านาทีผ่านไป.........................
ลูกสาวยังไม่กลับมา กูเริ่มหมดมุขที่จะชวนซิ่มคุย (เพราะพูดไม่หยุด)
เป๊ปซี่ก็หมดแก้ว และหัวใจกรูเริ่มเต้นตุ๊มต่อม...ตุ๊มต่อม
ลูกสาวแกจะกลับมารับแกมั๊ยน๊า...........
กูจำหน้าลูกสาวแกไม่ได้ด้วยสิ ตอนให้ปากคำตำรวจเพื่อตามหาจะบอกว่าไร
แล้วระหว่างที่ตามหาลูกสาวแก ใครจะเป็นคนดูแลซิ่มล่ะ....กูจินตนาการไปยาวไกล....มากกกก
จนลูกสาวแกวิ่งกลับมา
โอย..โล่งใจ ดีใจ รีบส่งมืออุ่นๆ ของอาซิ่มคืนลูกสาว
...........ขำมั๊ย

...........ไม่ขำอ่ะ คนนั้นเค้าไม่ขำ เค้ากลับบอกว่า
เห็นมั๊ย..ขนาดคนมองโลกในแง่ดีอย่างเก่งยังคิดว่าลูกค้าจะเอาแม่มาปล่อยที่ร้านราดหน้า
สังคมสมัยนี้เป็นอย่างนี้ไปแล้วทั้งนั้น เพราะสื่อมันรายงานแต่ข่าวร้ายๆ เรื่องเลวๆ ของคน
ทำให้สังคมไม่ไว้ใจกัน
ในที่สุดเค้าสรุปว่า เราต้องช่วยกันทิ้งขยะ ให้โลกมันร้อน ให้โลกมันแตกเร็วขึ้น
จะได้กลับไปตั้งต้นใหม่พร้อมกันทุกๆคน
..จริงอ่ะ กรูคิดในใจแต่ไม่กล้าเถียง

จริงแล้วกรูคิดว่า ถ้าโลกมันแตกง่ายอย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน
แต่จริงแล้ว มันคงยังไม่แตกวันนี้ หรือพรุ่งนี้
ดังนั้นการได้ทำอะไรให้โลกบ้างมันก็คงรู้สึกดีกว่าปล่อยให้อะไรมันเป็นไป
โดยที่เราไม่พยายามจะยับยั้ง หรือช่วยเหลือ
มันคงเหมือนปล่อยให้คนจมน้ำตายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่เรายืนดูอยู่เฉยๆ
แต่จริงแล้วกูก็ยังรู้อยู่อีกว่า สิ่งที่กูทำอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ค่อยเข้าข่ายการช่วยเหลือโลกสักเท่าไหร่
กูก็ยังปล่อยน้ำเสียลงท่อ เปิดไฟตอนกลางวัน เปิดพัดลม เปิด.เปิด..เปิด
กิจวัตรประจำวันมีแต่ทำร้ายโลกซะทั้งนั้น แม้กระทั่งตด.....
หรือจริงๆแล้ว คนคนนั้นเค้าก็แค่ยอมรับความจริงว่าเค้าเป็นคนที่ทำร้ายโลก
ส่วนกูก็เป็นพวกที่หลอกตัวเองว่ากูรักษ์โลก...ก็เท่านั้นเอง...-__-"

3 comments:

My Dear Space said...

ถ้าวันไหนว่าง แล้วมีโอกาสได้ดูข่าวตั้งแต่เ้ช้ายันเย็น
จะเห็นชัดเลยว่า สื่อมันกำลังตามเล่นเรื่องอะไร
บางทีข่าวเดียว แต่รายงานได้ตลอดวัน
ข่าวต้นชั่วโมง ข่าวภาคเที่ยง ข่าวรอบบ่าย
ข่าวก่อนหกโมงเย็น ข่าวภาคค่ำ ข่าวหลังละครจบ
ข่าวก่อนนอน ข่าวรับอรุณ

พระเจ้าาาาาา คนเราต้องการรับข่าวสารมากขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วก็แอบยิ้มแสยะที่มุมปาก ว่าขนาดไม่มีประเด็นใหม่ให้นำเสนอ สื่อมันก็ยังกล้าที่เอาข่าวเก่ามาเล่าใหม่

ไม่รู้อันไหนน่าอายกว่ากัน ระหว่างคนนำเสนอข้อมูลแบบล้นทะลัก กะ คนรับข้อมูลแบบไม่พิจารณา

ว่าแต่ข่าวแพนด้า นี่รำคาญลูกะตามากกกกกกกกก
อนาคตชาติมันอยู่ที่ว่าลูกหมีจะชื่ออะไรหรือไงฟะ

ปล. อัพบล็อคแร้ว อย่ามาแซวๆ :)

chery...me said...

สำหรับกรูนะ กรูคิดว่า..
มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความต้องการอยู่เหนือธรรมชาติ มันเลยไม่สมดุล life cycle มันก็เลยไม่ flow
แน่นอน ธรรมชาติ มันก็มีวิธีควบคุมของมัน อะไรก็ตามที่ทำให้มนุษย์ลดลง -_-"
ความจริงแล้ว ในโลกเริ่มเน่าใบนี้ มันก็ยังมีสิ่งดีๆ เยอะแยะมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกเสพ หรือเลือกอยู่กับอะไรนะ เก่งว่าปะ เช่น วันหนึ่งที่หมดไป ถ้าเราได้ทำสัก 1 ความดีเล็กๆ หรือแม้แต่การแบ่งปันเล็กๆ อะไรก็ตามที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนและทำให้เรามียิ้มได้ มันก็ทำให้เราสามารถอยู่ในโลกที่เริ่มไม่สมดุลใบนี้ได้อย่างมีความสุข ส่วนเรื่องลดโลกร้อน กรูก็ทำเหมือนกันนะ เช่น ไปเซเว่นไม่รับถุงพลาสติก กรูก็เดิน ถือของโล้นๆ กลับบ้าน สบายใจ ไม่ต้องคิดว่า แล้วอีถุงกรูจะไปทิ้งไว้ที่ไหน เห็นมะ เล็กน้อย แต่ก็ทำ อิอิ

ส่วนข่าว แค่ดูบ้างเพื่ออัพเดทและมีวิจารณญาณในการรับดูและฟัง ทุกอย่างบนโลกสำหรับกรูคือดาบสองคม แต่เราเลือก คมได้ หรือว่าไง

keng said...

อะโห...ตั้งแต่มีบล๊อคมา สองเม้นท์นี้ยาวมากกกก..
-___-"